ที่มา: เว็บไวต์  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เด็กกับการดูสื่อที่รุนแรง thaihealth

แฟ้มภาพ

เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีวันละหลายๆ ชั่วโมง ดังนั้นรายการโทรทัศน์จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อค่านิยมและความประพฤติของเด็ก น่าเสียดายที่รายการโทรทัศน์มากมายในปัจจุบันเต็มไปด้วยความรุนแรง มีการศึกษานับร้อยที่พยายามดูผลของความรุนแรงทางโทรทัศน์ต่อเด็กและวัยรุ่น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1.ทำให้เด็ก “ชินชา” กับความรุนแรงและความน่ากลัว เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

2.เด็กจะค่อยซึมซับความคิดที่ว่า ความรุนแรงเป็นวิธีแก้ปัญหาเข้าไป

3.เกิดการเลียนแบบความรุนแรงที่เห็นจากทีวี

4.มีการทำตัวให้เหมือนตัวละคร ซึ่งอาจเป็นทั้งผู้กระทำหรือเหยื่อ

การได้ชมความรุนแรงบ่อยๆ อาจทำให้เด็กก้าวร้าวขึ้น บางครั้งการได้ชมเพียงครั้งเดียวก็อาจเพิ่มความก้าวร้าวได้ เด็กที่ได้ชมรายการที่แสดงความรุนแรงอย่างเหมือนจริงบ่อยๆ หรือไม่เคยถูกสอนเกี่ยวกับความรุนแรง จะมีโอกาสที่จะเลียนแบบสิ่งที่เขาได้ดูมากขึ้น ผลของรายการทีวีต่อเด็กอาจแสดงทันที หรือค่อยๆ ปรากฎภายหลังหลายปีก็ได้  ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า โทรทัศน์เป็นที่มาของความรุนแรงเพียงแหล่งเดียว แต่ก็เป็นแหล่งใหญ่ไม่น้อย

ผู้ปกครองสามารถป้องกันเด็กๆจากการได้รับอิทธิพลจากรายการทีวีเหล่านั้น ได้ดังนี้

1.สนใจรายการที่เด็กกำลังชม ร่วมชมไปกับเขาด้วยในบางโอกาส และสอนถึงสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเนื้อหา

2.จำกัดเวลาที่เด็กจะดูทีวี ในแต่ละวันให้เหมาะสม

3.ชี้ให้เด็กเห็นว่าถึงแม้ตัวแสดงจะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือตายจริง แต่ความรุนแรงเท่ากันนั้นนอกจออาจทำให้เกิดการเจ็บปวดหรือเสียชีวิตจริงๆได้

4.ปฏิเสธหากเด็กจะดูรายการที่ขึ้นชื่อว่า “โหด” หรือ “รุนแรง” ให้เปลี่ยนช่องหรือปิดทีวีเลยเมื่อเห็นว่ามีการแสดงที่ก้าวร้าวขึ้น และอธิบายให้เด็กเข้าใจว่ารายการเหล่านี้ไม่ดีอย่างไร

5.แสดงความไม่เห็นด้วยต่อฉากหรือตอนที่มีความรุนแรงต่อหน้าเด็ก เน้นให้เด็กทราบว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา

6.เพื่อลดแรงพลักดันจากเพื่อน ควรติดต่อผู้ปกครองเด็กคนอื่นๆให้ปฏิบัติคล้ายๆกัน ทั้งในเรื่องจำกัดเวลาและชนิดของรายการที่อนุญาตให้เด็กได้ชม

ผู้ปกครองควรใช้มาตราการเหล่านี้กับรายการที่แสดงสิ่งอื่นที่ไม่เหมาะสม มีเรื่องการเหยียดหยาม หรือเรื่องเพศบ่อยๆ ระยะเวลาที่เด็กดูทีวีควรเหมาะสม เนื่องจากการดูทีวีอาจจะทำให้เด็กไม่มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนอื่น หรือทำกิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ เช่น อ่านหนังสือ เส่นกีฬากับกลุ่มเพื่อน หากผู้ปกครองเป็นห่วงผลของรายการโทรทัศน์ต่อบุตรหลานอย่างมาก ควรขอเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์เด็กเพื่อหาแนวทางแก้ไข