ที่มา : 40 plus.posttoday เรื่องโดย ดร.วีรณัฐ โรจนประภา

เมื่อได้ยินคำว่าเทคโนโลยีผู้สูงอายุหลายท่านอาจนึกไปถึงภาพตนเองกำลังสับสน งุนงงยามที่ต้องใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ต่างๆ ขณะที่อีกหลายท่านอาจนึกไปถึงภาพสายตาดูแคลนของลูกหลานยามสอนการใช้เครื่องให้แล้วเราไม่ยอมไม่เข้าใจเสียที ภาพความสยดสยองเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากมองเทคโนโลยีว่าเป็นภัย หลีกได้ควรหลีก เลี่ยงได้ควรเลี่ยง หรืออย่างเบาก็มองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น ไม่ต้องมาหัดเล่น หัดเรียน หัดใช้เครื่องมือใหม่ๆ ให้เครียดกันหรอก

?สูงวัย? ปะทะ ?ไฮเทค? thaihealth

นั่นก็อาจถูกครับสำหรับผู้สูงอายุบางท่าน ที่ท่านอาจมีชีวิตในวิถีที่ลงตัวแล้ว หรืออาจมีลูกหลาน บริวารคอยจัดการสิ่งต่างๆ ให้ แต่กับผู้สูงอายุโดยส่วนมากในยุคโลกาภิวัตน์นี้เป็นการยากที่จะใช้ชีวิตโดยไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เลย ตัวอย่างที่ชัดก็เช่นโทรศัพท์มือถือที่ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดอย่างน้อยก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปิด/ปิดเครื่องเพื่อใช้โทรหาลูกหลานบริวารได้ หรืออย่างโทรทัศน์ที่ท่านก็ต้องหัดใช้รีโมตเปลี่ยนช่องเคเบิล ลด/เพิ่มเสียง

ลองนึกภาพคุณยายที่ใช้โทรศัพท์มือถือโทรหาหลานไม่ได้ ลองนึกภาพคุณตาที่ไม่รู้ว่ารีโมตไหนของโทรทัศน์ รีโมตไหนของเคเบิลเลยเปิดดูข่าวไม่ได้ดูซิครับ ว่าชีวิตของท่านจะมีความสุขไหมการใช้เครื่องมือร่วมกับสมัยให้ได้นี้ จึงจำเป็นต่อความสุขของผู้สูงอายุในยุค Iot (Internet of Things) ที่การใช้ชีวิตแทบจะทุกอย่างอยู่บนการสั่งการผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดประตูบ้าน การเปิดแอร์ ซักผ้า หรือแม้แต่การสั่งอาหารมากิน

อย่าปล่อยให้ความกลัว ความอายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มาทำให้เรากลายเป็นคนตกโลก สว. 4.0 จำเป็นต้องเปิดรับเทคโนโลยีบ้าง ไม่ต้องถึงกับใช้คล่อง รู้ทุกฟังก์ชั่นเอาแค่พอที่จะทำให้เราดำรงตนอยู่ในโลกไฮเทคนี้ได้อย่างภาคภูมิใจในตนเอง ไม่โดนเทคโนโลยีผลักเราออกนอกสังคมไปจนกลายเป็นประชากรชายขอบของโลกยุค IT นี้ก็พอครับ

ฉะนั้นผู้สูงอายุที่อยากมีความสุขจึงต้องปรับตัวให้ร่วมสมัยให้ได้ ซึ่งไม่เพียงเรื่องของการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ สว. 4.0 ยังควรตามข่าวสารบ้านเมือง และเหตุการณ์สำคัญรอบโลกให้รู้ถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลต่อเราหรือครอบครัวด้วย เพื่อที่จะได้จัดการกับสิ่งนั้นได้อย่างเหมาะสม เช่น ข่าวเกี่ยวกับกฏหมายใหม่อย่างกฎหมายมรดก ที่จะกระทบกับครอบครัวโดยตรง ที่หากไม่รู้ก็จะกังวลว่าทรัพย์สินที่เราเหนื่อยยากหามาตลอดทั้งชีวิตด้วยหวังจะมอบไว้ให้เป็นหลักประกันในอนาคตกับลูกหลานที่เรารักจะถูกแบ่งตัดจ่ายไปช่วยประเทศแค่ไหน ลูกเราจะเหลือแค่ไหน ควรดำเนินการอย่างไร หรือเรื่องภาษีที่ดินที่เคยวางแผนกันว่าบั้นปลายชีวิตจะอาศัยค่าเช่าบ้านหลังที่ 2 ที่ 3 มายังชีพ

เมื่อมีกฏหมายนี้ใช้แล้วภาระภาษีจะทำให้เราเหลือพอกิน พอใช้ตามแผนที่เคยวางไว้หรือไม่ หรือแม้แต่เรื่องปกติอย่างการประกาศปรับราคาน้ำมันที่จะกระเทือนถึงเงินในกระเป๋าประจำวันของเราในทันที รวมถึงข่าวของโรคใหม่ ๆ ภัยแปลก ๆ ที่เราก็ต้องมีข้อมูลเพื่อจะได้ป้องกันและจัดการได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญความรู้ในเหตุการณ์ที่เป็นข่าวของเรานั้นจะทำให้เรามีความรู้สึกว่ายังมีส่วนร่วมอยู่ในสังคมนี้อย่างเท่าเทียม เท่าทัน และมีศักดิ์ศรี ไม่ต่างจากคนวัยอื่น ทั้งยังจะช่วยให้ชีวิตมีความตื่นตัว ไม่เหี่ยวจนเฉาด้วยและนอกจากข่าวสารบ้านเมืองที่จำเป็นในการใช้ชีวิตแล้ว สว. 4.0 ยังควรต้องแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ด้วย เพราะการเรียนเรื่องใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยสนใจมาก่อนนั้นจะทำให้สมองได้ทำงานในลักษณะที่ต่างไปจากความคุ้ยชินที่มีมาตลอดชีวิต ซึ่งนั่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้เสื่อมช้าลง มีความตื่นตัวมากขึ้น ช่วยคิดคล่องแคล่วขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของการหาความรู้ใหม่ ๆ นี้ให้ตระหนักว่าไม่ได้มุ่งเอาความรู้นั้นไปใช้จริง แต่เพื่อฝึกสมอง หรือวิธีคิด วิธีมองสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่เราไม่คุ้นเคย

ซึ่งทั้งการตามข่าว และการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สมัยนี้ก็ต้องตามหรือเรียนกันผ่านโลกโซเชียล ผ่านแอพพลิเคชั่นทางสังคมเช่น ไลน์ หรือยูทูปกันทั้งนั้น นั่นจึงย้อนกลับมาขืนยันประเด็นเดิม คือความสำคัญและจำเป็นในการฝึกใช้เทคโนโลยีของผู้สูงอายุที่จะช่วยมาเติมเต็มชีวิตยุคไฮเทคนี้ได้

แต่ของทุกอย่างล้วนมี 2 ด้าน เมื่อมีดีย่อมมีเสีย สูงวัยกับไฮเทคนี้ก็เช่นเดียวกันจากภาพกุมหัวด้วยความกลัวของผู้สูงอายุเลยมาอีกด้านก็เป็นภาพกุมหัวด้วยความกังวลของลูกหลานที่เห็นคุณปู่ คุณย่าเอาแต่ก้มหน้ากดไลน์ ส่งดอกไม้อยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ยันค่ำจนแทบไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างอื่นกัน

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าห่วงจริง ๆ เพราะมีผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุที่ติดโซเชียลมากเกินไปนั้นจะส่งให้ความสุข (ในแบบพุทธศาสนา ไม่ใช่ความเพลินแบบโลก ๆ ) ลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังมีคำแนะนำที่จะทำให้ผู้สูงอายุใช้โซเชียลได้อย่างมีความสุขสูงที่สุดก็คือต้องทิ้งช่วงในการติดตามข้อมูลในแต่ละครั้งให้ห่างประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะการตามกระชั้นเท่าใดก็เท่ากับการตกเป็นทาสของข้อมูลมากเท่านั้น ยิ่งต้องยกดูในทุกครั้งที่มีเสียงเตือนยิ่งเป็นการแสดงถึงการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีอย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะมีข้ออ้างว่ากลัวจะตกในเรื่องสำคัญ แต่ข้ออ้างก็คือข้ออ้างเพราะในความเป็นจริงหากเสียงติ๊ดเตือนนั้นเรื่องคอขาดบาดตายจริงเขาคงมีวิธีติดต่อเราได้ในอีกหลากหลายช่องทาง การหยิบมากดทุกครั้งที่เตือนจึงเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็นไปอย่างมหาศาล

ในทางกลับกันการตรวจสอบข้อมูลให้ห่างยังเท่ากับเป็นการฝึกฝนขันติ ความอดทนที่ใจเรามีต่อความอยากรู้ อยากเห็น ซึ่งผลของมันไม่เพียงแต่จะทำให้การใช้โซเชียลของเราเป็นไปอย่างสมเหตุ สมผล มันยังส่งผลต่อไปเป็นคุณสมบัติสำคัญของการมีวุฒิภาวะสมวัยนั่นคือคุณสมบัติของ "การรอ" สามารถรอเป็น รอได้ ไม่หุนหันพลันแล่นกลายเป็นคนแก่เอาแต่ใจจนลูกหลานหลีกหนี หรือเลยเถิดไปแสดงออกกับคนอื่นจนก่อทุกข์ภัยมาสู่ตนเหมือนดั่งคนอารมณ์ร้อนที่เป็นข่าวอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน

ที่สำคัญความเย็นจากการเอาชนะกิเลสในใจได้นี่ล่ะที่จะส่งประโยชน์ต่อชีวิตในระดับสูงสุดอันเป็นที่พึงปรารถนาของการเกิดมามีชีวิตนี้ นั่นคือความพ้นทุกข์อันสิ้นเชิงมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางยังคงเป็นทางอันประเสริฐที่สุดในทุกเรื่องไม่เว้นแม้เรื่องการใช้โซเชียลนี้ที่หากสว.4.0 สามารถใช้ได้พอเหมาะจริงก็ย่อมรู้เท่าทันทั้งโลกและใจตนเอง และ สูงวัยกับไฮเทคจะไม่เป็นเรื่องต้องกุมขมับอีกต่อไปครับ