เรื่องโดย :  พัชรี บอนคำ Team content www.thaihealth.or.th

เรียบเรียงข้อมูลจาก :หนังสือผักเกษตรอินทรีย์ แตกต่างจากผักอื่นอย่างไร? โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

3 กลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ เก็บผักให้นาน thaihealth

แฟ้มภาพ

ผักและผลไม้เป็นอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย การกินผักและผลไม้ให้เป็นประจำทุกวันไม่ต่ำกว่า 400 กรัมตามที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ แต่การจะกินผักให้มีประโยชน์นั้นสิ่งสำคัญคือ ผักต้องสด สะอาด พร้อมที่จะนำไปประกอบอาหารให้ตนเองและคนที่เรารักได้กิน

วันนี้เราจะมาบอกกลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ เก็บผักให้นานกว่าเดิมกันค่ะ

1.กลุ่มผักเน่าเสียง่าย

เช่น เห็ด ผักชี ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ชะอม ผักเหล่านี้มักเหี่ยวง่ายและเหลืองอย่างรวดเร็ว แม้จะเก็บอยู่ในตู้เย็นก็ไม่ช่วยยืดอายุมากนัก ทางที่ดีที่สุดคือ บรรจุผักในถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น โดยถุงพลาสติกจะต้องสะอาดและแห้ง จะช่วยให้เก็บผักได้นานขึ้น 5-7 วัน

2.กลุ่มผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจํากัด

เช่น ผักกาดขาว ผักคะน้า มะเขือเทศ และผักอื่นๆ ผักกลุ่มนี้ควรเก็บไว้ในห้องเย็นหรือตู้เย็น โดยผักใบ ถั่วลันเตา ถั่วแขก ควรแยกใส่ถุงพลาสติก แล้วเก็บในอุณหภูมิ 7-8 องศาเซลเซียส จะช่วยให้คงความสดได้นานขึ้น

3 กลเม็ดเคล็ด(ไม่)ลับ เก็บผักให้นาน thaihealth

3.กลุ่มผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่น

ผักกลุ่มนี้มักมีเปลือกหนา เช่น ฟัก เผือก มัน ฟักทอง เป็นต้น หากเก็บรักษาระยะสั้น ไม่จำเป็นต้องนำเข้าตู้เย็นหรือห้องเย็น โดยเฉพาะฟักทอง และถ้าเก็บไว้ในที่มีอากาศเย็น แห้ง มีการถ่ายเทที่ดี จะสามารถเก็บได้นาน2-3 เดือน แต่ถ้าผักถูกใช้ไปบางส่วนแล้วใช้ไม่หมดจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น โดยต้องปล่อยให้ผิวรอยตัดแห้งเสียก่อน และเก็บได้นานเพียง1  สัปดาห์เท่านั้น และผักหัวประเภทแครอท หัวผักกาด ควรตัดใบออกให้หมดก่อนเก็บ มิเช่นนั้นจะทำให้ความหวานในหัวผักลดลง

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเก็บรักษาผัก

ไม่ควรเก็บผักและผลไม้ไว้รวมกัน จะทำให้เกิดการเน่าและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น  การเก็บผักด้วยวิธีแช่น้ำ  ไม่ควรแช่ผักลงในน้ำทั้งต้น เพราะจะทำให้วิตามินละลายน้ำเสียไป ถ้าต้องการเก็บด้วยวิธีนี้ให้แช่เฉพาะส่วนโคนหรือส่วนรากในภาชนะ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำคลุมไว้ โดยหมั่นชุบผ้าให้ชื้นอยู่เสมอ  การเก็บผักเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้ในครัวและเก็บในตู้เย็นนั้น ควรล้างผักที่เก็บให้สะอาดก่อน เพราะผักที่ซื้อจากตลาดขายปลีกมักไม่สะอาด ถ้ายังไม่ใช้ทันทีให้ล้างทั้งต้นด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งสะเด็ดน้ำจริงๆ จึงเอาเข้าเก็บในลิ้นชักตู้เย็น และควรแยกผักใส่ถุงพลาสติกเป็นหมวดหมู่ จะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น

เพราะ สสส.เห็นความสำคัญของการบริโภคอาหาร ผัก ผลไม้ ฯลฯ ดังนั้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาจึงเกิดการขับเคลื่อนงาน ไม่ว่าจะเป็น ด้านวิชาการ สร้างสื่อเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งเสริมเรื่องของการปลูก ตลอดจนการจำหน่าย  เช่น โครงการผักสีเขียว โครงการสวนผักคนเมือง ฯลฯ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรงและลดความสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เรื่องโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

เรียบเรียงจาก หนังสือกลเม็ดเผด็จสุข สสส. จัดทำโดย: หมอชาวบ้าน

?5 วิธีคิด? สร้างความสุขใหม่ในชีวิตเดิม thaihealth

แฟ้มภาพ

วิถีชีวิตที่เร่งรีบถูกบีบด้วยหน้าที่ต่างๆ ทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อ เศร้าหรือแม้กระทั่งไม่อยากทำอะไร หากคุณกำลังรู้สึกเช่นนี้อยู่และหาทางออกไม่ได้ วันนี้เรามีมุมมองใหม่ๆ ที่นำไปปรับใช้กับตนเองหรือส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้คนรอบข้าง เพื่อให้เตรียมรับมือกับเช้าวันใหม่ของการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขมากขึ้น

แนวคิดสร้างสุขท่ามกลางชีวิตใหม่ในสังคมเดิม

1.เริ่มต้นที่ทัศนคติ มองโลกในแง่ดีทุกเรื่อง เพราะการมองโลกในแง่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของทัศนคติเชิงบวกที่ทำให้มนุษย์เกิดพลังในการใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่สร้างสรรค์จนเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายอย่างไม่น่าเชื่อ ลองเปลี่ยนมุมมองง่ายๆ สมมุติเรามีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว มันอยู่ที่เราจะมองน้ำแก้วนั้นอย่างไร? ระหว่างเหลือน้ำแค่ครึ่งแก้ว หรือเหลือน้ำตั้งครึ่งแก้ว หากเรามองแบบไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครเราจะมีความสุขมากกับการใช้ชีวิตที่ให้กำลังใจตัวเองในทุกๆ วัน

2.จัดลำดับชีวิตให้พอดี ลองใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง เพราะชีวิตในยุคดิจิทัลมักมีอะไรให้คุณทำมากมายเสมอ พอลองกลับไปทบทวนในแต่ละวันเราจะพบว่ารายการในแต่ละวันที่เราทำนั้นเยอะมาก ต้องหันกลับมาจัดลำดับให้กับชีวิตตนเอง อันไหนควรทำก่อน-หลัง จัดความสำคัญใหม่ ไม่ใช่ทุกอย่างสำคัญไปหมดจนเราต้องมาอดมื้อกินมื้อทั้งที่มีเงินอยู่เต็มกระเป๋า หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่มีเวลาทำกิจกรรมกับครอบครัว เมื่อสิ่งเหล่านี้ค่อยๆหายไปจากชีวิตคุณ ไม่แปลกที่คุณจะรู้สึกมีความทุกข์เพิ่มขึ้น ดังนั้นลองคิดทบทวนจัดตารางให้ตนเองดีๆ คุณจะมองเห็นช่องทางแห่งความสุขเพิ่มเข้ามาในตารางชีวิต

?5 วิธีคิด? สร้างความสุขใหม่ในชีวิตเดิม thaihealth

3.หาความสุขจากสิ่งที่เรียบง่าย เปิดรับสิ่งสวยงาม ชื่นชมกับธรรมชาติ ความฉ่ำเย็นของสายลม ความสวยงามของท้องฟ้า หาเวลาเดินช้าๆ ในสวนสาธารณะ ดูนก ปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ หรือออกไปสัมผัสธรรมชาติในที่ไกลๆ ดูบ้าง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน เมื่อสมองของเราได้รับการผ่อนคลายความสุขเข้ามาแทนที่ความเครียดก็ทำให้เราได้หยุดมองโลกอย่างชัดเจนเห็นความเป็นจริงมากขึ้น สุดท้ายธรรมชาติที่เราได้ไปสัมผัสนั้นจะตอบแทนโดยการให้คุณมีความสุขกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ามากขึ้น

4.ลดตัวตนให้เล็กลง รู้จักคำว่า “พอ” จงมองเห็นสิ่งที่มีให้มากกว่าสิ่งที่ขาด เห็นคุณค่าในตนเองไม่ให้ชีวิตของตัวเองไปผูกติดวัตถุรอบกาย ใช้ชีวิตอยู่กับความพอเพียง เพราะความรู้จักพอเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้บังเกิดความสุขที่ไม่สิ้นสุด เมื่อเรามีมากพอสิ่งที่ตามมาคือการให้ โดยการช่วยเหลือสังคมทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้จิตใจเราเป็นสุขมากขึ้น เห็นผู้คนรอบกายมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือคนที่กำลังลำบากได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แค่นี้จิตใจเราก็เต็มเปลี่ยนไปด้วยความสุข

5.พัฒนาจิตใจ ใช้หลักศาสนา ทุกหลักศาสนาสำคัญต่างๆ ในโลกมักชี้ให้เห็นสาเหตุของการเกิดทุกข์ที่แฝงไปด้วยข้อคิดและวิธีปฏิบัติ เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์และนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้

การไม่นำพาตนเองเข้าไปหาความทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็จงอยู่กับสิ่งที่เกิดทุกข์ให้เป็น นั่นหมายความว่าอยู่กับความทุกข์อย่างเข้าใจ และหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คิดหาทางแก้ไขปัญหาอย่างไตร่ตรอง และฝึกมีความสุขกับสิ่งรอบตัว เพราะหลายคนอาจเรียกร้องความสุขจากคนอื่น ซึ่งแท้จริงแล้วความสุขเกิดขึ้นที่ตัวเราทั้งสิ้น

ที่มา: หนังสือ อยากสุขภาพดีต้องมี  3อ.  สำหรับวัยทำงาน  จัดทำโดย: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เคล็ด(ไม่)ลับในการควบคุมน้ำหนัก thaihealth

แฟ้มภาพ

เคล็ด(ไม่)ลับในการควบคุมน้ำหนักวัยทำงานมักไม่ค่อยดูแลเรื่องการกินอาหารและการออกกำลังกาย จนทำให้เกิดปัญหาน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือเกิดภาวะอ้วนลงพุง ดังนั้น เพื่อการหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาดังกล่าวจึงขอเสนอแนะเคล็ด (ไม่) ลับในการดูแลน้ำหนักตัวดังต่อไปนี้

1. เลือกกินเนื้อสัตว์ส่วนที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงส่วนหนัง

2. เลือกอาหารที่ปรุงสุกโดยการต้ม นึ่ง ย่าง หลีกเลี่ยงอาหารทอดอมน้ำมัน

3. กินอาหารหลักให้ครบ 3 มือ โดยมีผักและผลไม้ทุกวัน

4. หากดื่มนม ควรเลือกนมรสธรรมชาติสูตรพร่องไขมัน หรือไขมัน 0%หลีกเลี่ยงนมรสหวาน รสช็อกโกแลตและนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ทั้งนี้เพราะ 1 กล่อง มีน้ำตาลสูงถึง 3-4 ช้อนชา

5. งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม (1 กระป๋องมีน้ำตาล 7-12 ช้อนชา) และเครื่องดื่มชาเขียว (1 ขวดมีน้ำตาล 8-14 ช้อนชา)

6. กินผลไม้สดในปริมาณที่เหมาะสมแทนการดื่มน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้เข้มข้นบรรจุกล่อง ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลสูงถึงประมาณ 7-8 ช้อนชาต่อกล่องขนาด 300 มิลลิลิตร หากต้องการดื่มน้ำผลไม้ควรดื่มน้ำผลไม้ที่คั้นมาจากผลไม้สด โดยไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม ซึ่งจะทำให้ได้รับสารอาหารใกล้-เคียงกับการกินผลไม้สด ยกเว้นใยอาหาร เพราะใยอาหารจะอยู่ในส่วนของ11สำหรับวัยทำงานเนื้อและเปลือกผลไม้ที่ถูกแยกออกไประหว่างการคั้น น้ำผลไม้จึงมีใยอาหารเหลืออยู่น้อยมาก หากต้องการได้รับใยอาหารควรดื่มน้ำผลไม้ที่ปั่นโดยไม่แยกกากออก

7. จำกัดปริมาณการกินอาหารที่อุดมด้วยไขมัน น้ำตาล และเกลือ

8. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน กินอาหารให้หลากหลาย ไม่กินซ้ำ

9. หากกินสลัดผักสด ไม่ควรราดน้ าสลัดมากเกินไป เพราะส่วนประ-กอบหลักของน้ าสลัด คือ น้ ามันพืช โดยเฉพาะน้ำสลัดแบบข้นหรือครีม หรือน้ าสลัดใสที่มีส่วนผสมของน้ำมันพืชเป็นหลักซึ่งมีปริมาณไขมันและน้ำตาลสูงควรเลือกน้ำสลัดใสที่ทำจากน้ำส้มสายชู/แอปเปิล-ไซเดอร์ หรือน้ำสลัดแบบครีมชนิดไขมันต่ำ เป็นต้น

10. หากเป็นคอกาแฟหรือชาควรเลือกดื่มเครื่องดื่มกาแฟหรือชาดำที่ไม่ใส่น้ำตาล นมข้นหวาน นมข้นจืด ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม ซึ่งให้พลังงานสูง โดยอาจเติมนมสด ครีมเทียมชนิดไขมันต่ำ หรือนมสดพร่องมันเนยได้และไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 2 ถ้วยต่อวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับกาเฟอีนมากเกินไป กาแฟด า 1 แก้วให้พลังงานเพียง 55 กิโลแคลอรี่ในขณะที่กาแฟเย็น 1 แก้ว ให้พลังงานมากกว่าถึง 2-3 เท่าเพราะมีน้ำตาลประมาณ 4-5 ช้อนชา โดยเฉพาะเครื่องดื่มกาแฟปั่น และชานมไข่มุก 1 แก้วอาจให้พลังงานพอๆ กับ อาหาร 1 มื้อ (300-400 กิโลแคลอรี)

11. ผลิตภัณฑ์กาแฟลดน้ำหนักชนิดผงปรุงส าเร็จ (3 in 1) บางชนิดอาจมีผลต่อการขับปัสสาวะ หรือมีผลต่อการระบายทำให้ร่างกายเสียน้ำ และอ่อนเพลีย บางชนิดก็อาจมีสารกระตุ้นประสาทที่ออกฤทธิ์เร่งการเผาผลาญ ทำให้ใจสั่น จึงควรตรวจดูส่วนประกอบที่ระบุไว้บนฉลากให้ละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

12. จำกัดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ให้เกิน 1 ส่วนต่อวันสำหรับผู้หญิงและ 2 ส่วนต่อวันสำหรับผู้ชาย โดย 1 ส่วนเท่ากับวิสกี้ 45 มิลลิลิตร หรือไวน์ 120 มิลลิลิตร หรือเบียร์ชนิดอ่อน 360 มิลลิลิตร แอลกอฮอล์ 1 กรัมให้พลังงาน 7 กิโลแคลอรี ซึ่งใกล้เคียงกับไขมัน (9 กิโลแคลอรีต่อกรัม) และสูงกว่าโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต (4 กิโลแคลอรีต่อกรัม)เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แต่ละประเภทมีปริมาณแอลกอฮอล์แตกต่างกัน เช่นวิสกี้ประมาณร้อยละ 50 ไวน์ประมาณร้อยละ 5-20 เบียร์ประมาณร้อยละ 5-8 เบียร์ชนิดอ่อนประมาณร้อยละ 3-5 เป็นต้น นอกจากนี้ ควรระวังการกินกับแกล้มด้วย เพราะกับแกล้มส่วนใหญ่มักเป็นอาหารทอด มีแป้งและไขมันมาก หรือมีรสจัด

13. ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และพักผ่อนให้เพียงพอ

ที่มา : คุณรับมือกับความเครียดได้? : วัยทำงาน โดย SOOK PUBLISHING

คุณกําลังเครียดหรือเปล่า thaihealth

แฟ้มภาพ

ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นกับเราได้ทุกคนและบ่อยครั้งในชีวิตประจําวัน บางคนรู้ตัวว่ากําลังเครียด แต่บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากําลังถูกความเครียดครอบงําชีวิต ซึ่งผลของความเครียดและการไม่รู้ว่าตัวเองเครียดอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตลุกลามไปจนก่อให้เกิดการเจ็บป่วยต่อร่างกายขึ้นได้ เพื่อเป็นการป้องกันความเครียดในเบื้องต้น เรามาทําความรู้จักกับต้นตอ อาการ และวิธีคลายเครียดกันดีกว่า

‘เครียด’ มาจากไหนหนอ

ความเครียดไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย แต่เป็นภาวะที่แสดงออกมาเมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว สังคม ภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากจิตใจรวมถึงสภาพร่างกาย ก็มีส่วนทําให้ความเครียดก่อตัวได้ง่ายๆ ซึ่งในแต่ละช่วงวัยจะมีสภาพแวดล้อมและสิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจที่แตกต่างกัน เช่น

วัยเด็ก  อาจเกิดจากการไม่ได้รับการตามใจ การขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัว

วัยรุ่น  อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย  จิตใจ การต้องการอิสระและเป็นตัวของตัวเอง

วัยผู้ใหญ่  เกิดขึ้นจากบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในงาน การสร้างฐานะครอบครัว จึงทําาให้เกิดความเครียดได้ง่าย

วัยผู้สูงอายุ  มักเกิดความเครียดจากการเสื่อมถอยของร่างกาย การสูญเสีย ฯลฯ

อาการที่บอกว่าคุณกําาลังเครียด

อาการที่เกิดจากความเครียด แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ลองดูว่าคุณเข้าข่ายกําลังเครียดอยู่หรือเปล่า

1. ด้านร่างกาย เช่น มีอาการหายใจเร็ว ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น ฯลฯ

2. ด้านจิตใจและอารมณ์ รู้สึกวิตกกังวล ซึมเศร้า กดดัน โกรธ มีความคิดด้านลบ เหนื่อยง่าย ท้อแท้ ไม่มีสมาธิ

3. ด้านพฤติกรรม เช่น นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป และอาจมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือใช้ยาเสพติด

4. ด้านสังคม อาจแสดงออกด้วยการเบื่องาน ประสิทธิภาพในการทํางานลดลง ไม่อยากเข้าสังคม เป็นต้น และผลลัพธ์ที่เกิดจากความเครียดจะรุนแรงมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับระดับความเครียดของแต่ละบุคคลที่มีตั้งแต่ระดับต่ำ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการดําเนินชีวิต ไปถึงระดับรุนแรงจนก่อให้เกิดโรคที่มาจากความเครียด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคแผลในกระเพาะอาหาร ไมเกรน หอบหืด อาการทางประสาท มะเร็ง ฯลฯ

ความเครียดแบ่งเป็น 4 ระดับดังนี้

• ความเครียดระดับต่ำ (Mild Stress) เป็นความเครียดที่ไม่คุกคามต่อการดําเนินชีวิต อาจมีความรู้สึกเพียงแค่เบื่อหน่าย ขาดแรงกระตุ้น และมีพฤติกรรมที่เชื่องช้าลง

• ความเครียดระดับปานกลาง (Moderate Stress) เป็นความเครียดในระดับปกติที่ไม่ก่ออันตราย และไม่แสดงออกถึงความเครียดที่ชัดเจน ส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เองจากการได้ทํากิจกรรมที่ชื่นชอบ ซึ่งช่วยคลายเครียด

• ความเครียดระดับสูง (High Stress) เป็นความเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์รุนแรงหากปรับตัวไม่ได้ จะทำให้เกิดความผิดปกติตามมาทางร่างกายอารมณ์ความคิด และพฤติกรรม เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย หงุดหงิด พฤติกรรมการนอนและการรับประทานอาหารเปลี่ยนไป จนมีผลต่อการดําเนินชีวิต จึงควรหาใครสักคนคอยอยู่เป็นเพื่อนรับฟังปัญหา และระบายความรู้สึก รวมถึงมีผู้ใหญ่สักคนแนะนําให้คําปรึกษาอย่างใกล้ชิด

• ความเครียดระดับรุนแรง (Severe Stress) เป็นความเครียดระดับสูงและเรื้อรังต่อเนื่องจนทําาให้คนคนนั้นมีความล้มเหลวในการปรับตัว และก่อให้เกิดความผิดปกติและเกิดโรคต่างๆ ที่รุนแรงขึ้นมาได้ เช่น อารมณ์แปรปรวน มีอาการทางจิต มีความบกพร่องในการดําเนินชีวิต ประจําาวัน ซึ่งอาจมีอาการนานเป็นสัปดาห์ เดือน หรือปี ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าตนเองแฝงความเครียด หรือมีอาการเครียดอยู่ในระดับใดมาหาคําตอบได้ด้วยการประเมินความเครียดง่ายๆ กัน

เรื่องโดย :  พัชรี บอนคำ team content  www.thaihealth.or.th

เรียบเรียงข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขและข้อมูลเพิ่มเติมจาก วารสารเพื่อนสุขภาพ

กินผัก 5 สีให้ ?เจ? นี้ไม่จำเจ thaihealth

แฟ่มภาพ

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนกระทั่งขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 นับเป็นเทศกาลกินเจของชาวไทยเชื้อสายจีน หรือผู้ที่อยากละเว้นการกินเนื้อสัตว์เพื่อสร้างกุศล ซึ่งในเทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 20-28 ตุลาคม 2560

                เทศกาลกินเจ หรือ เทศกาลถือศีลกินผัก คือการละการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด และปฏิบัติธรรม รักษาศีล ที่จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และก่อให้เกิดสันติสุขแก่ทุกชีวิตบนโลก และแน่นอนว่าเทศกาลกินเจเราเน้นการกินผักและผลไม้เป็นพิเศษ โดยในปีนี้ ทางเว็บไซต์ สสส. ขอนำเสนอแนวทางการกินผักผลไม้ที่จะทำให้ผู้กินเจได้รับใยอาหารและวิตตมินครบถ้วนจากการกินผักทั้ง 5 สี

คุณค่าของผักผลไม้ 5 สี

ผักและผลไม้อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ มีแร่ธาตุและวิตามินมากมาย แถมยังจัดว่าเป็นอาหารที่มีไฟโตนิวเทรียนท์สูง หรือ สารพฤกษาเคมี หมายถึง สารอาหารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ต้องได้รับจากพืชเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อม กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และช่วยป้องกันการติดเชื้อและการเกิดโรคต่างๆ

1. สีเขียว ให้สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ขจัดฮอร์โมน ช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็ง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ยับยั้งการเกิดริ้วรอย นอกจากนี้การกินผักใบเขียวเป็นประจำจะช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีด้วย

ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักโขม ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักคะน้า แตงกวา ตำลึง แอปเปิ้ลเขียว ฝรั่ง เป็นต้น

กินผัก 5 สีให้ ?เจ? นี้ไม่จำเจ thaihealth

2. สีเหลือง/ส้ม ให้สารลูทีน (Lutein) เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) มีประโยชน์ในการช่วยรักษาสุขภาพของหัวใจ หลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงสายตา

ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีเหลือง/ส้ม เช่น แครอต ฟักทอง มันเทศ ส้ม มะละกอ เสาวรส มะนาว สับปะรด ขนุน และข้าวโพด เป็นต้น

3.สีม่วง/น้ำเงิน ให้สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ยับยั้งเชื้อที่จะทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ

ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีม่วง/น้ำเงิน เช่น มันเทศสีม่วง หอมแดง กะหล่ำสีม่วง มะเขือม่วง ดอกอัญชัน ผลไม้ตะกูลเบอร์รี่ เป็นต้น

4. สีขาว/น้ำตาลอ่อน ให้สารแซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังมีกรดไซแนปติก (Synaptic acid) และ อัลลิซิน (Allicin) โดยสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตและโรคหลอดเลือดหัวใจ

ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีขาว/น้ำตาล เช่น ขิง ข่า กระเทียม กุยช่าย ขึ้นช่าย เห็ด ลูกเดือย หัวไชเท้า ดอกกะหล่ำ ถั่วงอก กล้วย สาลี่ พุทรา ลิ้นจี่ ละมุด แห้ว เป็นต้น

กินผัก 5 สีให้ ?เจ? นี้ไม่จำเจ thaihealth

และ 5.สีแดง มีสารไลโคปีน (Lycopene) และ เบตาไซซีน (Betacycin) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า และมากกว่ากลูตาไธโอนถึง 125 เท่า สารไลโคปีนช่วยป้องกันการเกิดดมะเร็งตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีแดง เช่น มะเขือเทศ บีทรูท แตงโม กระเจี๊ยบแดง หอมแดง พริกหวาน เป็นต้น

เราอยู่ในทศวรรษที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงวัฒนธรรมการกินที่คนหันมากินอาหารจานด่วนทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) โดยสนับสนุนให้ประชาชนกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ สสส.และภาคีเครือข่ายได้รณรงค์เรื่องนี้อย่างเข้มข้นด้วยการขับเคลื่อนด้านวิชาการ สร้างสื่ออันส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งเสริมเรื่องของการปลูก ตลอดจนการจำหน่าย  เช่น โครงการผักสีเขียว โครงการสวนผักคนเมือง ฯลฯ ทำให้คนไทยมาสุขภาพที่แข็งแรงและลดความสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เทศกาลกินเจปีนี้ขอให้กินเจออย่างสุขภาพดี อิ่มบุญ และอิ่มใจกันนะคะ

ที่มา : หนังสือชีวิตใหม่ไร้พุง : How to สลายน้ำหนักด้วยหลัก 3อ. จากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เพราะเป็นแบบนี้ ถึงได้มีพุง! thaihealth

แฟ้มภาพ

มาดูกันว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ก่อให้เกิดพุง ลองเช็กกันดูนะคะ

ไม่กินมื้อเช้า

                การงดมื้อเช้าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นในการเสริมสร้างพลังงานและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สมองไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย และยังไปเพิ่มความหิวจนเรากินหนักขึ้นในมื้อถัดไป กลายเป็นว่าอ้วนกว่าเดิม

กินใกล้เวลานอน

                เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยอาหารในกระเพาะและลำไส้เล็กประมาณ 2-3 ชั่วโมง หากกินปุ๊บแล้วนอนปั๊บ ร่างกายของเราก็จะปรับโหมดเข้าสู่การพักผ่อน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงและเกิดการสะสมพลังงานในรูปแบบไขมันมากยิ่งขึ้น

อดอาหารลดความอ้วน

                การอดอาหารช่วยให้น้ำหนักลดลงแค่เพียงชั่วคราวและยังเสี่ยงที่น้ำหนักจะเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง หรือที่เรียกว่าภาวะ “โยโย่ เอฟเฟค” เพราะการอดอาหารจะทำให้ร่างกายปรับตัวให้ใช้พลังงานน้อยลง และเมื่อกินอาหารเข้ามาอีกก็จะเกิดการสะสม

กินไปด้วยทำอย่างอื่นไปด้วย

                ทำงานไปก็หยิบขนมเข้าปากไป ดูละครไปก็หยิบป๊อปคอร์น กินไปด้วยแบบนี้เตรียมตัวไว้ได้เลยไขมันกำลังจะมาแน่นอน เพราะปกติเรามักจะมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมหลักที่กำลังทำ โดยมีการกินเป็นกำลังเสริมที่เราลืมนึกถึง เพลินๆ แบบนี้จะไม่ได้อ้วนได้ยังไงไหว

น้ำตาลใกล้คน ใครเล่าจะทนได้

                น้ำตาลในที่นี้รวมถึงอาหารจำพวกแป้งด้วย เพราะน้ำตาลที่เหลือใช้จะแปรเปลี่ยนเป็นไขมัน อาหารรอบตัวเราก็เต็มไปด้วยน้ำตาลและแป้ง พลิกฉลากหรือตารางช้อมูลโภชนาการดูได้ง่ายๆ ขนาดน้ำผลไม้ที่ว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ยังมีน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ที่ 15 กรัม! แล้วแต่ละวันเราดื่มแค่น้ำผลไม้ซะที่ไหน

ที่มา : หนังสือชีวิตใหม่ไร้พุง : How to สลายน้ำหนักด้วยหลัก 3อ. จากศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

อะไรเป็นตัวการทำให้น้ำหนักเพิ่ม? thaihealth

แฟ้มภาพ

                สาเหตุของความอ้วน มากจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากกรมพันธุ์ที่ควบคุมไม่ได้ และจากสิ่งแวดล้อมซึ่งควบคุมได้มากกว่า

ปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก

- กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อหรือแม่อ้วน หรืออ้วนทั้งคู่ ความเสี่ยงของลูกที่จะอ้วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25

- เพศ ผู้ชายจะมีไขมันในช่องท้องมากกว่าผู้หญิง ในผู้ชายเมื่อน้ำหนักขึ้นจะอ้วนแบบลงพุง ต่างจากผู้หญิงที่ไขมันจะไปสะสมบริเวณสะโพกและต้นขา เป็นลักษณะอ้วนที่ส่วนล่าง

- อายุ เมื่อสูงวัย ร่างกายจะเปลี่ยนกล้ามเนื้อเป็นไขมันและอัตราการเผาผลาญอาหารจะลดลง

- การตั้งครรภ์ หญิงมีครรภ์จะมีน้ำหนักมากขึ้นหลังตั้งครรภ์ 2-3 กิโลกรัม

ปัจจัยที่ควบคุมได้

- อารมณ์ ปัญหาด้านอามรมณ์ที่บางคนจัดการด้วยการกินอาหารมากๆ หรือไม่มีแรงใจในการลดน้ำหนัก

- อาหาร กินอาหารที่มีแคลอรีสูงได้แก่ ของหวาน เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารทอด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

- ออกกำลังกาย ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย รู้ไหม...คนที่เฉื่อยชามักจะมีไขมันส่วนเกินในร่างกาย

- ยา ยาบางชนิด เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า มีผลทำให้น้ำหนักขึ้นร้อยละ 25

- การเจ็บปวย การรักษาทางการแพทย์ ทำให้คนต้องลดกิจกรรม เมื่อไม่ค่อยขยับร่างกายก็ทำให้น้ำหนักขึ้น

รู้หรือไม่?

ความอ้วนที่มีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อม มีผลต่อการเกิดพุงมากกว่าปัจจัยทางกรรมพันธุ์ เพราะฉะนั้นตัวการที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นคือ...ตัวเรา และเช่นกันถ้าจะถอยห่างจากการเป็นสมาชิกอ้วนลงพุงได้ก็ต้องเริ่มที่ตัวเรา!

ที่มา : ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม

บะหมี่หนึ่งซอง ก็เค็มเกินพอ thaihealth

แฟ้มภาพ

คนเราควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา

ในบะหมี่ซองหนึ่ง โดยเฉพาะสูตรต้มยำต้มโคล้ง สูตรน้ำข้นทั้งหลาย เกลือขึ้นไปถึง 2,000 มิลลิกรัม เพราะฉะนั้นกินซองเดียวก็หมดโควต้าไปแล้วหนึ่งวัน แต่ถ้าเป็นสูตรธรรมดาก็ประมาณ 1,200-1,500 มิลลิกรัม ก็เท่ากับ 60-70% ของความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน คือปกติหนึ่งมื้อเราต้องการโซเดียม 600 มิลลิกรัม สามมื้อก็ 1,800 มิลลิกรัม บวกขนมเข้าไปอีกก็ครบ 2,000 มิลลิกรัม บะหมี่ทั้งหลายจะเริ่มจาก 1,200 มิลลิกรัม รองลงมาคือโจ๊กที่เป็นซองๆ สำเร็จรูป จะเค็มมาก ประมาณ 800 มิลลิกรัม

ข้อมูลเหล่านี้ถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เชื่อแน่ว่าประชาชนกว่า 90% จะต้องไม่ทราบ และนี่คือหน้าที่ของเครือข่ายลดบริโภคเค็มที่จะทำให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายของการบริโภคเค็มเกินจำเป็น ผ่านสื่อต่างๆ และการออกบูธจัดกิจกรรมให้ความรู้ที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตามบ้าง

เกลือกว่า 70% ได้มาจากเครื่องปรุงรส เพราะในอาหารธรรมชาติจะมีเกลือน้อย อย่างเนื้อสัตว์ก็จะไม่เค็ม แต่ที่เราเค็มก็เพราะเอาไปหมักเกลือ หมักซีอิ๊ว หมักซอสปรุงรส แล้วเกลือส่วนใหญ่ 50% จะปรุงในครัวโดยพ่อครัวแม่ครัว เขาปรุงมาให้หมดแล้ว น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำมันหอย ซุปก้อน น้ำพริก ส่วนเกลืออีก 20% จะอยู่บนโต๊ะ อย่างเวลาเราไปกินหมูกระทะ หมูก็หมักมาอยู่แล้ว แถมบนโต๊ะยังมีน้ำจิ้มตั้ง 4 ถ้วย หรืออย่างสุกี้ที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีผักเยอะ แต่ว่าน้ำจิ้มกลับไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เพราะเกลือเยอะ อย่างอาหารในร้านสะดวกซื้อที่เค็มกว่าปกติ สมมติว่าซื้อข้าวผัด ถ้าเทียบกันกับร้านอาหารตามสั่งทั่วไป ร้านสะดวกซื้อจะเค็มกว่า 30% เพื่อทำให้อาหารอยู่ได้นาน ไม่เสีย

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก : กินอะไรดี โครงการ 304 กินได้ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ อำเภอสนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา

กินอาหารให้เป็น ?ยา? thaihealth

ย้อนไป 2500 ปีที่แล้วโดย ฮิปโปเครติส บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีกล่าวไว้ว่า “จงใช้อาหารเป็นยารักษาโรค” และเมื่อนึกถึงโรคยอดฮิตของคนไทยปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือด ที่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร หากเราเลือกกินอาหารที่ถูกกับโรคจะช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกายได้ ไม่ใช่กินเพื่อให้หายหิว แต่เป็นการกินอย่างคำนึงถึงคุณค่าที่จะได้รับด้วย

กินอาหารให้เป็น ?ยา? thaihealth

พี่นัน - นันทวัน หาญดี แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีพืชพันธุ์หลากหลาย มีความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร บรรพบุรุษของเราก็ใช้ประโยชน์จากพืชที่อยู่ในท้องถิ่นในการทำอาหาร และทำเป็นยารักษาโรคมานาน กลายเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งผักพื้นบ้านส่วนใหญ่เป็นผักที่ขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ หรือหากจะปลูกก็ปลูกได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี  

ว่าแต่คุณรู้จักผักพื้นบ้านกี่ชนิด? คำถามที่ชวนให้ครุ่นคิด...แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะนึกถึง กระเพรา เป็นอันดับแรก เพราะเป็นผักคู่เมนูยอดฮิตที่ดังไปทั่วโลก แต่ทว่าผักพื้นบ้านไม่ได้มีแค่นี้ และประโยชน์ของมันยังมีมากจนคาดไม่ถึง ที่สำคัญว่ากันว่าผักพื้นบ้านนี่แหละคือ ยาที่ดีต่อสุขภาพ 

8 ผักพื้นบ้านมีดีที่เป็นยา

1.ก้านตง

สรรพคุณ แก้พิษร้อนถอนพิษไข้

ส่วนที่นำมาใช้ ราก ใบอ่อน ยอดอ่อน

การปรุงอาหาร ใบอ่อน และยอดอ่อน นำมาต้มให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือแกงแคร่วมกับผักอื่นๆ

2. ข่า

สรรพคุณ เหง้าแก่ รสร้อน เผ็ดปร่า ขับลม แก้ฟกช้ำ บวม  แก้พิษ ขับลมในลำไส้ รักษา กลากเกลื้อน

ส่วนที่นำมาใช้ เหง้าแก่ อ่อน ต้นอ่อน ดอกตูม

การปรุงอาหาร เหง้าใช้ปรุงพริกแกง ใส่ในต้มยำ ต้นและดอกกินสดได้ หรือลวกกินกับน้ำพริก

3.แค

สรรพคุณ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้หัวลม

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ฝักอ่อน ดอก

กินอาหารให้เป็น ?ยา? thaihealth

การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก หรือแกงส้ม

4.มะเขือพวง

สรรพคุณ ผลช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ

ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อน

การปรุงอาหาร กินสดหรือต้มจิ้มน้ำพริก หรือนำไปแกง

5.ผักปลัง

สรรพคุณ ก้านช่วยแก้พิษฝี แก้ท้องผูก และลดไข้ ส่วนใบช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการผื่นคัน

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ดอกอ่อน

การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก แกงส้ม แกงแค

6.ตำลึง

สรรพคุณ ใบมีรสเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้แสบคัน แก้เจ็บตา ตาแดง ส่วนต้นช่วยแก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ผลอ่อน

การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก ผัด แกง ผลอ่อนนำไปดอง

7.มะระขี้นก

สรรพคุณ มีความเชื่อผิดๆ ว่ามะระขี้นกแก้โรคเอดส์ แต่ความจริง มะระขี้นกแค่ช่วยให้อาการดีขึ้นเท่านั้น เพราะมะระขี้นกทำให้เจริญอาหารและเป็นยาระบาย ช่วยแก้ลมเข้าข้อ หัวเข่าบวม บำรุงน้ำดี แก้โรคม้าม โรคตับ ขับพยาธิ น้ำต้มใบมะระเป็นยาระบายอ่อนๆ

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ผลอ่อน

การปรุงอาหาร ยอด ใบ ลวกจิ้มน้ำพริก ผลนำไปผัดหรือแกงได้

8.ชะพลู

สรรพคุณ ส่วนลูกขับเสมหะ ส่วนใบแก้ปวดท้อง จุกเสียด

ส่วนที่นำมาใช้ ใบ

การปรุงอาหาร กินกับเมี่ยงคำ แกงกะทิ หรือน้ำพริก กินได้ทั้งสดและลวก

การดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ กินผักพื้นบ้าน ยิ่งถ้าเป็นผักปลอดสารพิษสดๆ ยิ่งจะได้ประโยชน์เต็มๆ ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย กินเพื่อสุขภาพกาย และใจที่ดีของเรา เพราะวันไหนที่ป่วยขึ้นมาคงได้กินยาเป็นอาหารแทน เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ไปค่ะ! กินผักพื้นบ้านกัน แต่กินอิ่มแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายด้วยนะคะ

ที่มา: สื่อแผ่นพับ เรื่อง โรคหลอดเลือดสมอง  รู้ทัน  ป้องกันได้  

 โดย : มหานครแห่งความสุข

 โรคหลอดเลือดสมอง   thaihealth

แฟ้มภาพ

เป็นที่รู้กันดีว่า  โรคหลอดเลือดสมอง  หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคซึ่งเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลืดในสมอง จนส่งผลให้เนื้อสมองถูกทำลาย หรือตายในที่สุด  ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน แบ่งออกเป็น 2กลุ่มคือ

1.โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน เกิดจากหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงเนื้อสมองตีบตัน ทำให้เนื้อสมองถูกทำลายหรือตายลง สาเหตุมาจาก

1.1 หลอดเลือดตีบแข็ง  จากสภาวะความดันโลหิตสูง  เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ การดื่มสุราร่วมกับการเสื่อมของหลอดเลือด

1.2  การมีลิ่มเลือดลอยไปอุดตันที่หลอดเลือดสมองจากโรคหัวใจ

1.3 ภาวะความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด เช่นเลือดแข็งตัวง่าย เลือดข้นเกินไป ทำให้เกิดการอุดตัน

2. โรคหลอดเลือดสมองแตก  ทำให้มีเลือดออกภายในหรือรอบๆเนื้อสมอง เป็นเหตุให้เนื้อสมองถูกทำลายหรือตาย สาเหตุเกิดจากโรคความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดสมองผิดปกติแต่กำเนิด

อาการและสัญญาณอันตรายของโรคหลอดเลือดสมอง

1.พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจคำพูดทันทีทันใด

2.แขน ขา อ่อนแรง ชา ขยับไม่ได้ แบบทันทีทันใด

3.ตามัว มองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน  หรืออาการคล้ายม่านบังตาที่เป็นฉับพลัน

4.ปวดศรีษะแบบฉับพลัน ไม่เคยเป็นมาก่อน

5.งง เวียนศรีษะ หรือเสียการทรงตัว หรือเกิดร่วมกันกับอาการข้างต้น

ถ้ามีอาการดังกล่าวควรไปควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง จะได้รักษาชีวิตและฟื้นฟูให้มีสภาพปกติมากที่สุด

ที่มา : หนังสือชีวิตใหม่ ไร้พุง How to สลายน้ำหนักด้วยหลัก 3 อ.

5 อารมณ์ที่มีผลต่อร่างกาย thaihealth

แฟ้มภาพ

อารมณ์มีผลต่อร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าอารมณ์แบบไหน ส่งผลอย่างไรกับร่างกายของเราบ้าง

1.ดีใจ  ที่อาจทำให้เราอยากกินเลี้ยงฉลอง เกี่ยวข้องกับหัวใจและลำไส้เล็ก เนื่องจากหัวใจมีหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือด ภาวะนี้จะทำให้การไหลเวียนของพลังงานและเลือดไหลเวียนช้า แต่จะมีการคลายตัวของกล้ามเนื้อลดความเครียด เกิดความกระชุ่มกระชวย ถ้าดีใจมากเกินไปทำให้จิตใจไม่รวมศูนย์ ขาดสมาธิ

2.โกรธ หลายคนยังคิดว่าการทานของหวานจะทำให้คลายเครียด ซึ่งเป็นภาวะทำให้ “ไฟตับสูง” มีอาการหงุดหงิด ปวดหัว ตามัว ปวดตา ตาบวม ความดันเลือดสูง ถ้าเป็นมากทำให้วูบ หมดสติและเป็นอัมพาตได้ ตลอดจนทำให้ปวดชายโครง คัดแน่นเต้านมหรือมีก้อน ประจำเดือนมาผิดปกติ เหมือนมีก้อนในคอ แน่นท้อง บางรายอาเจียนเป็นเลือด

3.วิตกกังวล แล้วกินจุบจิบ เกี่ยวกับม้าม กระเพาะอาหาร การใช้ความคิดมากเกินไป คิดไม่ถูก คิดไม่เป็น ทำให้มีผลต่อการดูดซึมอาหาร จนเบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ถ่ายเหลว ถ้าเป็นเรื้อรังทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความจำเสื่อม นอนไม่หลับ ฝันบ่อย อันเป็นผลจากการอุดกั้นของพลังขัดขวางการดูดซึมอาหาร ทำให้เลือดและพลังไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

4.เศร้าโศก การกินเพื่อให้ลืม เกี่ยวกับปอดและลำไส้ใหญ่ การเสียใจนานเกินไปทำให้มีพลังไปอุดกั้นปอด จะหมดเรี่ยวแรง อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย

5.ตกใจกลัว อาจทำให้กินมากเกินไป มีผลต่อไตและกระเพาะปัสสาวะ โดยมีผลต่อพลังที่เกี่ยวกับการพยุงเหนี่ยวรั้งลดน้อยลง ทำให้ปัสสาวะอุจจาระอั้นไม่อยู่ ขาทั้งสองอ่อนแรง จิตใจสับสน แปรปรวน พูดจาเพ้อเจ้อ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

เตือน ไข้เลือดออกในฤดูฝน  thaihealth

แฟ้มภาพ

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยทั้งร้อน ทั้งฝนตก และหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง ดังนั้นควรจะต้องระมัดระวังเรื่องสุขภาพ  โดยเฉพาะโรคภัยที่มักมาพร้อมกับฤดูฝน อย่าง "โรคไข้เลือดออก" เพราะเมื่อฝนตก เกิดน้ำขังก็จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ที่สำคัญโรคไข้เลือดออกสามารถเป็นได้ ทุกเพศทุกวัย

          ข้อมูลในปี 2559 พบว่าในบ้านเรามีผู้ป่วยไข้เลือดออกถึง 63,310 ราย เสียชีวิต 61 ราย และในปีนี้ เพียงแค่  5 เดือนแรก พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 9,717 ราย เสียชีวิต 14 ราย ซึ่งผู้ที่ ติดเชื้อส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัยรุ่น ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

          ส่วนสาเหตุและการแพร่ระบาดนั้น ไข้เลือดออกเกิดมาจากเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ส่งผลให้ โรคนี้มีการระบาดได้อย่างรวดเร็ว และ ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้มีการแพร่ะบาดและขยายพื้นที่เกิดโรคออกไปได้อย่างกว้างขวาง ได้แก่ การเพิ่มของจำนวนประชากร โดยเฉพาะการที่มีชุมชนเมืองเพิ่มมากขึ้น มีการ เคลื่อนไหวของประชากร และมียุงลายมากขึ้น ตามจำนวนการเพิ่มของภาชนะขังน้ำที่คนเป็นผู้ทำขึ้น

          โดยยุงลายที่เป็นพาหะไข้เลือดออกมีเพียง 2 สกุลคือยุงลายบ้าน และยุงลายสวน โดยยุงลายบ้านจะอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านที่เป็นพาหะนำโรค เพาะพันธุ์ในภาชนะ น้ำใส นิ่ง ส่วนยุงลายจะอาศัยอยู่ในป่า  หรือสวน ตามตอไม้ที่มีน้ำขังจากฝนที่ตก ลงมา ซึ่งยุงลายจะชอบกัดคนในเวลากลางวัน

          หลายคนอาจจะเข้าใจว่ายุงลายชอบอาศัยอยู่ในท่อหรือน้ำเน่าเสีย แต่ความจริงแล้วยุงลายเป็นยุงสะอาดที่ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในภาชนะตาม บ้านเรือนมากว่า

          นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดี กรมควบคุมโรค กล่าวว่าจากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-7 ส.ค.2560  พบผู้ป่วย 27,765 ราย เสียชีวิต 38 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ 15-24 ปี รองลงมา 10-14 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ

          อาชีพส่วนใหญ่เป็น นักเรียน รองลงมา คือรับจ้าง จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ จ.สงขลา พัทลุง ตาก ภูเก็ต และปัตตานีในสัปดาห์นี้ ได้รับแจ้งผู้ป่วยสงสัยด้วยโรคไข้เลือดออกเสียชีวิต 3 ราย คือ จ.พิษณุโลก นครศรีธรรมราช และยะลา"

          "การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน มีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายกรมควบคุมโรคจึงขอ แนะนำประชาชนให้ดูแลตนเองและ บุตรหลานของท่าน โดยไม่ให้ถูกยุงกัด ด้วยการทายากันยุง นอนในมุ้งหรือ ติดมุ้งลวด และช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในครัวเรือนโดยใช้ มาตรการ "3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค" ดังนี้

          1. เก็บบ้านให้สะอาดปลอดโปร่ง ไม่ให้ยุงลายอาศัย 2. เก็บขยะและภาชนะต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย 3. เก็บน้ำโดยใช้ฝาปิดให้มิดชิดเพื่อไม่ให้ยุงลายวางไข่ ทำต่อเนื่องทุกสัปดาห์เพื่อตัด วงจรของลูกน้ำยุงลาย

          เพื่อเป็นการป้องกัน 3 โรค คือ 1. โรคไข้เลือดออก 2. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3. ไข้ปวดข้อยุงลาย ที่สำคัญให้สังเกต อาการของตนเองและบุคคลในครอบครัวอย่างใกล้ชิด เช่น มีไข้สูงลอย (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส) เบื่ออาหาร อาเจียน ไม่ไอ และไม่มีน้ำมูก หากมีอาการไข้ แนะนำ ให้ทานยาพาราเซตามอน ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์ หากมีข้อสงสัย สามารถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วน กรมควบคุมโรค 1422

          "ดูแลตนเอง บุตรหลานไม่ให้ถูกยุงกัดและช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย"

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

วัคซีนปลอดภัย สู้มะเร็งปากมดลูก thaihealth

แฟ้มภาพ

“กรมควบคุมโรค” กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมีความปลอดภัย และพร้อมให้บริการทั่วประเทศ  ส่วนอาการเด็กหญิงหลังได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (เอชพีวี) แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากโรคประจำตัว และขอให้เน้นหลังได้รับวัคซีนควรรอสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าจากที่มีข่าวพบเด็กหญิงจำนวนหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก มีอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (เอชพีวี) นั้น จากการสอบสวนโรคเบื้องต้น แพทย์ประเมินอาการเบื้องต้นพบมี 4 ราย ส่งต่อโรงพยาบาล และแพทย์ในโรงพยาบาลทำการประเมินและสังเกตอาการ ก่อนให้ผู้ป่วย 3 รายกลับบ้านได้ ส่วนอีก 1 ราย รับการรักษาต่อในโรงพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยรายนี้มีประวัติเป็นหอบหืด ก่อนรับวัคซีน 2 วัน ผู้ป่วยมีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก โดยปกติผู้ป่วยจะพ่นยาแก้หอบหืดทุกวัน เช้า-เย็น แต่ในวันที่รับวัคซีน ผู้ป่วยไม่ได้พ่นยามาจากบ้าน แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากโรคประจำตัว (โรคหอบหืด) 

ซึ่งล่าสุดผู้ป่วยรู้สึกตัวดี พูดคุยได้ปกติ แพทย์ยังคงให้รักษาตัวต่ออีก 1-2 วัน เพื่อสังเกตอาการและให้การรักษาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามกรมควบคุมโรค ได้มอบหมายให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 2 พิษณุโลก ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก ติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าของเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด  ส่วนกรณีนักเรียนที่รอแล้วมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ลักษณะดังกล่าวเรียกว่าอุปทานหมู่ ซึ่งเกิดจากอาการวิตกกังวลและกลัวการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ เหตุการณ์ลักษณะนี้พบได้บ่อย หากมีคนหนึ่งมีอาการผิดปกติ ก็สามารถกระตุ้นให้เด็กคนอื่นๆ มีอาการร่วมด้วย

นายแพทย์เจษฎา กล่าวอีกว่า สำหรับวัคซีนเอชพีวีนั้น เป็นวัคซีนเชื้อตายที่มีความปลอดภัย ส่วนอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการได้รับวัคซีนนั้นมักไม่รุนแรง อาการที่พบบ่อย ได้แก่ อาการปวด บวมแดง คัน ซึ่งเกิดบริเวณที่ฉีดวัคซีน บางรายอาจมีไข้ และปวดศีรษะ ส่วนอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงมีโอกาสพบได้แต่น้อยมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากให้วัคซีนแล้วควรพักรอสังเกตอาการภายหลังได้รับวัคซีนอย่างน้อย 30 นาที หากพบผู้ป่วยที่มีอาการหรือมีความผิดปกติหลังได้รับวัคซีน เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการจะได้ให้การดูแลเบื้องต้นและส่งต่อผู้ป่วย ในกรณีที่มีอาการรุนแรงไปโรงพยาบาลต่อไป

ในการฉีดวัคซีนเอชพีวีครั้งนี้ เริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 นี้เป็นต้นไป โดยจะฉีดในเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 แสนคนทั่วประเทศ การฉีดวัคซีนให้เด็กหญิงในช่วงอายุ 10–12 ปี จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก เนื่องจากเป็นการป้องกันตั้งแต่ยังไม่ติดเชื้อเอชพีวี คือก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย และเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะลุกลามแล้วจะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

ที่มา: สยามรัฐ

\'ฉี่หนู\'โรคที่พึงระวังหลังน้ำลด thaihealth

แฟ้มภาพ

จากเหตุการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของชาวบ้านรวมถึงเจ้าหน้าที่ในด้านการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะนับว่าเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน จ.สกลนคร ในรอบ 40 ปี รวมถึงพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาพเหตุการณ์ที่เราเห็นคือในยามที่พี่น้องชาวไทยประสบกับความยากลำบากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนก็ต่างยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือดังที่ปรากฏเห็นในสื่อที่เป็นโซเชียล ที่เราได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของเหล่าดาราและคนดังได้ระดม ความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ประสบอุทกภัยจนเกิดภาพความประทับใจของความเอื้ออาทรที่ทุกคนมีต่อคนไทยด้วยกัน

          แต่หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายสิ่งที่ประชาชนสงสัยในสิ่งที่ต้องเผชิญหลังน้ำลดคืออะไร ทีมงานไขประเด็นจึงได้นำข้อมูล และความรู้มาเพื่อเตือนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม หลังน้ำลดให้ระวังโรคฉี่หนูตามมา โดยนายแพทย์เจษฎาโชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลว่า "จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. -29 ก.ค. 60 พบผู้ป่วยแล้ว 1,362 ราย เสียชีวิต 29 ราย โดยพบว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้ป่วย 674 ราย เสียชีวิต10 ราย ส่วนจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พบผู้ป่วยมากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ ศรีสะเกษ, นครราชสีมา, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี"คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ซึ่งสามารถพบได้ทุกพื้นที่โดยเฉพาะในช่วงน้ำลด ทั้งนี้ โรคไข้ฉี่หนู อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วันหลังจากเริ่มป่วยหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ที่ผ่านมาหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายๆครั้ง จะพบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนูเพิ่มขึ้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการปวดหัว ตาแดงแต่จะมีบางส่วนซึ่งมีอาการรุนแรง ในกลุ่มนี้จะมีอาการไตวาย (ปัสสาวะไม่ออก) ตับวาย (ตัวเหลือง ตาเหลือง)อาจมีอาการเหนื่อย ไอเป็นเลือด และช็อก(ไม่รู้สึกตัว) ในคนที่รอให้มีอาการมากแล้วจึงมารักษามักจะเสียชีวิต ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาการจะแย่ลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 4-5 หลังจากเริ่มมีไข้

          ปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อคือ บาดแผลบริเวณร่างกายที่โดนน้ำโดยเฉพาะเท้า บาดแผลอาจเป็นเพียงรอยถลอก หรือแม้แต่แผลจากน้ำกัดเท้า หากมีอาการดังกล่าว และมีประวัติการสัมผัสแหล่งน้ำหรือในพื้นที่หลังน้ำท่วม ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และได้รับการรักษาโดยเร็ว กรมควบคุมโรคขอแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ แช่น้ำ และในบางพื้นที่ที่น้ำลดจะมีปริมาณ เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมมาก ควรใส่รองเท้าบู๊ตหรือสิ่งป้องกันชั่วคราวสวมใส่บริเวณเท้าโดยเฉพาะช่วงทำความสะอาดบ้านเรือน หากมีข้อสงสัยสอบ ถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

ที่มา: กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แผนงานฐานทรัพยากรอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)   

สุขภาพดีด้วยน้ำพริก 4 ภาค  thaihealth

แฟ้มภาพ

                ถ้าพูดถึงอาหารพื้นบ้านไทยคงไม่มีไครไม่รู้จัก น้ำพริก เพราะถูกใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารต่าง ๆ หรือใช้ในการกิน เป็นกับข้าว และยังได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากน้ำพริก ฤทธิ์เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงและมีกำลังก็เพราะอุดมไปด้วย วิตามิน แคลเซียม และโปรตีนคุณภาพสูงหลายชนิด เพราะประกอบไปด้วย พริก หอม กระเทียม  ข่า ฯลฯ  อีกทั้งการกินผักเสริมยิ่งทำให้สบายท้อง และไม่ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ ยังทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดี

สมุนไพรในน้ำพริก

1. พริก  มีสาร แคปไซซิน มีสรรพคุณ ช่วยระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตและหัวใจ ช่วยขับเหงื่อ มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งได้ ถ้ากินพริกเป็นประจำจะทำให้ระบบย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้ไม่ดี แต่ถ้ากินในปริมาณที่พอเหมาะ  จะทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนเลือดไหลเวียนได้ดี 

2.กระเทียมไทย  จัดเป็นยอดสมุนไพรชนิดหนึ่ง คุณสมบัติคือสามารถป้องกันโรคมะเร็ง รักษาโรคหัวใจ โรคติดเชื้อต่างๆ เช่น วัณโรคและไทฟอยด์ โรคปอด ลำไส้อักเสบ โรคทางเดินปัสสาวะ โรคหืด โรคพยาธิในลำใส้ ไขข้ออักเสบ และโรคเกาต์ กระเทียมมีคุณสมบัติเป็นยาแก้อักเสบและทำลายแบคทีเรีย โดยไม่มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย นอกจากนี้ยังช่วยลดโคเลสเตอรอล และลดความดันโลหิตสูง

3.หอมแดง  หัวหอมเล็ก,หอมแดงไทย ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ขับประจำเดือน แก้ไข้ แก้หวัด ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร มีสรรพคุณลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่ากระเทียม

4.ตะไคร้  รักษาหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ แก้อหิวาตกโรค

5.มะนาว น้ำมะนาวแก้กระหาย แก้ร้อนใน บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้เลือดออกตามไรฟัน ถ่ายพยาธิ

ผักดีมีประโยชน์

1.ผักบุ้งนา หรือผักบุ้งไทย กินได้ทั้งสดและลวกแต่จะให้ดีกินแบบลวกปลอดภัยกว่า จะมีรสเย็นจึงช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้ ใช้ดับพิษร้อน ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนคนที่เป็นโรคเบาหวาน มีวิตามินเอ ซึ่งช่วยบำรุงสายตา ทำให้ดวงตามีน้ำที่ล่อเลี้ยงเป็นประกายไม่แสบหรือแห้ง และยังช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง ธาตุเหล็กในผักบุ้งช่วยบำรุงเลือด ส่วนแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่มีอยู่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน

2. มะเขือพวง รสขืนเล็กน้อย ช่วยละลายเสมหะ แก้ไข้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

3.เหลียง ใบอ่อนและยอดอ่อนลวก ทำให้แข็งแรงกระปรี้กระเปร่า

4.ถั่วฝักยาว เปลือก,ฝัก ใช้ระงับอาการปอดบวม ปวดตามเอว แผลที่เต้านม  ส่วนเมล็ด บำรุงม้าม ไต แก้กระหายน้ำ ปัสสาวะกระปริบกระปรอย และตกขาว

5. แตงกวา ผลและเมล็ดอ่อน กินเป็นยาระบายอ่อนๆ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ กระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ลำใส้ บำรุงธาตุดิน

                น้ำพริกแต่ละอย่างจะมีรสจัดจ้าน ไม่เลี่ยน ทั้งยังสามารถกินกับผักสดๆ ได้แทบทุกชนิด และที่สำคัญน้ำพริกมีปริมาณไขมันต่ำ กินแล้วสุขภาพดีไม่ทำให้อ้วน  ทางทีมเว็บไซต์ สสส.จึงมีน้ำพริกทั้ง4 ภาคมาฝากค่ะ

ภาคเหนือน้ำพริกข่า ข่ากับตะไคร้ ช่วยในการขับเหงื่อ ป้องกันหวัดคัดจมูก และช่วยในการระบาย

ภาคกลางน้ำพริกโผะเผะ  มีฝักมะขามอ่อน กินกับผักสดต่างๆที่หากินได้ในช่วงหน้าฝน มีวิตามินเอสูง แล้วยังมีวิตามินซีมาก เหมาะกับช่วงหน้าฝน ป้องกันการเป็นไข้หวัดได้เป็นอย่างดี

ภาคใต้น้ำชุบไคร(น้ำพริกตะไคร้ทรงเครื่อง) นำมาผัดหรือเคี่ยว และมักทำทีละมากๆเพื่อเก็บไว้กินทั้งปี มีสรรพคุณในการแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ และบำรุงลำใส้ได้ดีอีกด้วย

ภาคอีสานแจ่วบอง เป็นน้ำพริกยอดนิยมของทางอีสาน เพราะทำง่ายนำมาจิ้มกับข้าวเหนียวได้เลย เป็นน้ำพริกแบบแห้ง  เหมาะกับการพกพายามเดินทาง

การรับประทาน“น้ำพริก” คืออาหารคู่ครัวสำหรับของครัวไทย ถือเป็นวัฒนธรรมในการกินของคนไทย ที่ควรสืบสานและอนุรักษ์ให้คนรุ่นใหม่หันมารับประทานน้ำพริก อีกทั้งการรับประทานผักควบคู่ไปด้วยช่วยเพิ่มอรรถรสและได้ประโยชน์จากผัก

มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

\'เค็มน้อยอร่อยได้ ห่างไกล NCDs\' thaihealth

แฟ้มภาพ

          ปัจจุบันพบว่าประชากร ในประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิต 3 ใน 4 มีสาเหตุมาจากโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคดังกล่าว ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อโรค แต่เป็น ผลจากการมีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย ทานอาหารหวาน มัน เค็มมาก พักผ่อนน้อย และมีความเครียด ส่งผลให้ ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงขึ้น น้ำหนักตัวเกิน จนกระทั่งอ้วน ส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อตามมา

          และสถานการณ์โรคไม่ติตต่อ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความชุกของโรค ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ.2551 และครั้งที่ 5 พ.ศ.2557 ตามลำดับ พบว่า ความชุกของเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 6.9 เป็น 8.9 และความชุกของความดันโลหิตสูง เพิ่มขึ้น จาก 21.4 เป็น 24.7 ตามลำดับ

          ทั้งนี้ เพื่อจัดการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรค ในงาน มหกรรมสุขภาพโรคไม่ติดต่อ (NCD Forum 2017) ที่ผ่านมา นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรคพร้อมด้วย นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา, พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และ ดร.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ ร่วมเป็นวิทยากรอภิปรายในหัวข้อ : เค็มน้อยอร่อยได้ ห่างไกล NCDs   ซึ่ง เป็นการประชุมวิชาการเพื่อการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ ภายใต้แนวคิด "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์บูรณาการโรคไม่ติดต่อยุคไทยแลนด์ 4.0"

          นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า "เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกวันนี้สภาวะการทานเค็มของคนไทยค่อนข้างน่าเป็นห่วง เราจึงต้องช่วยกันลดเค็ม ผมคิดว่า สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขจะช่วยกันก็คือ ต้องใช้กลไกขับเคลื่อนที่เรียกว่า ยุทธศาสตร์และความมีส่วนร่วม เพราะว่าจะให้ กระทรวงทำอยู่ด้านเดียวไม่ได้ สิ่งที่จะใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ สมัชชาสุขภาพ ซึ่งเป็นความร่วมมือของส่วนต่างๆ ที่มีอยู่ในทุกท้องที่ ที่จะทำให้รู้ว่า เมื่อบริโภคเค็มมากๆ แล้ว จะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้มากขึ้น คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะมีโอกาสป่วยมากขึ้น คนที่ป่วยแล้ว ก็จะมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องใช้กลไกของสมัชชาสร้างความรับรู้ และพยายามปรับพฤติกรรมการบริโภคเค็มในชุมชน ซึ่งตอนนี้ทางกระทรวงกำลังเสนอยุทธศาสตร์ลดเกลือลดเค็มเข้าสู่ ครม. เพื่อจะให้ส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อแก้ไขการบริโภคในประชาชนคนไทยต่อไป"

          ขณะที่ ดร. ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ในฐานะที่เป็นผู้บริโภค คนหนึ่ง ในสภาวการณ์เช่นนี้ ทำให้ทราบว่า การทานรสเค็มจัดของคนสมัยนี้ ช่างน่ากลัวเหลือเกิน และมีปริมาณมากขึ้น นโยบายของประเทศไทยก็พยายามจะลดการทานอาหารเค็มให้มากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้ เวลาเข้าครัว อ.ยิ่งศักดิ์ ก็จะพยายามเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เพื่อสุขภาพเป็นอันดับแรก และ จะพยายามทำอาหารที่มีความเค็มลดลง โดย จะไม่พยายามบอกแล้วว่า อาหารจานนี้อร่อย แต่จะบอกว่า อาหารจานนี้ควรรับประทาน เพราะว่าไม่เค็ม เพื่อเป็นการช่วยรณรงค์ให้คนทานเค็มกันน้อยลงครับ"

          ทั้งนี้คนไทยควรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) แต่จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัมต่อวัน (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงเป็น 2 เท่า ของที่ร่างกายควรได้รับ โดยร้อยละ 71 มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ซึ่งโดยปกติอาหารตามธรรมชาติก็มีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เมื่อมีการใช้เครื่องปรุงรสดังกล่าวปริมาณมาก จึงทำให้ปริมาณเกลือในอาหารสูงมากตามไปด้วย

          สำหรับหลักในการลดปริมาณโซเดียม ได้แก่

1) หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง) ในการปรุงอาหาร

          2) หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น ปรุงรสเพิ่มในก๋วยเตี๋ยว เติมพริกน้ำปลาใน ข้าวแกง เป็นต้น

          3) หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยองเป็นต้น

          4) เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม

          5) น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณ โซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อย หรือเทน้ำซุป ออกบางส่วน แล้วเติมน้ำเพื่อเจือจางลง

          6) ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภค บนฉลากของซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป และขนมถุงเพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

          สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ที่มา : 40plus.posttoday

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความชุกของโรคก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551 และ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2557 ตามลำดับ พบว่า ความชุกของเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 6.9 เป็น 8.9

?โรคไม่ติดต่อ? ใครเข้าข่ายบ้าง? thaihealth

นพ.ธวัช สุนทราจารย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารจากกรมควบคุมโรค ร่วมเปิดมหกรรมสุขภาพโรคไม่ติดต่อ (NCD Forum 2017) ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการเพื่อการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ โดยมีผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข เข้าร่วมประชุมประมาณ 1,500 คน

นพ.ธวัช กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยพบว่า อัตราการเสียชีวิตของประชากร 3 ใน 4 มีสาเหตุมาจากโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อโรค แต่เป็นผลจากการมีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย กินอาหารหวาน มัน เค็มมาก พักผ่อนน้อย และมีความเครียด ส่งผลให้ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูงขึ้น น้ำหนักตัวเกิน จนกระทั่งอ้วน ส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อตามมา

ความชุกของความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น จาก 21.4 เป็น 24.7 ตามลำดับ เพื่อลดการเกิดโรคไม่ติดต่อ ควรเริ่มด้วยการจัดให้มีระบบบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และผลักดันให้มีนโยบายสาธารณะ เพื่อจัดการลดปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรค ซึ่งนโยบายสาธารณะและยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่อ คือยุทธศาสตร์โรคไม่ติดต่อและยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือ ตลอดจนการจัดการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งต้องเป็นความร่วมมือของทุกภาคีเครือข่ายและประชาชนทุกภาคส่วน

“ขอแนะนำประชาชนว่า โรคไม่ติดต่อน่ากลัวก็จริง แต่ทุกคนสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยหลัก 3 อ 2 ส ดังนี้

อ ที่ 1 อาหาร กินอาหารแต่พอดี งดอาหารหวาน มัน เค็ม ควรมีผักหรือผลไม้ในอาหารทุกมื้อ

อ ที่ 2 คือ ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละครึ่งชั่วโมง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน

อ ที่ 3 คือ อารมณ์ ทำจิตใจให้แจ่มใส พักผ่อนให้เพียงพอ

ส ที่ 1 คือ ไม่สูบบุหรี่ ซิการ์ ยามวน ยาเส้น และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่

ส ที่ 2 คือ ลดการดื่มสุรา เบียร์ และเครื่องดื่มมึนเมา ที่สำคัญควรตรวจเช็คสุขภาพอย่างน้อยปี ละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการเจาะเลือด ดูค่าน้ำตาล ค่าไขมัน การทำงานของตับและไต การวัดความดันโลหิต สิ่งที่ควรทำบ่อยๆ เพื่อประเมินสุขภาพ คือ การชั่งน้ำหนัก การวัดรอบเอวเพิ่มขึ้นหรือไม่

การตรวจเช็คเหล่านี้ สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน เพียงมีเครื่องชั่งน้ำหนัก และตลับเมตร หรือสายวัดรอบเอว หรือหากไม่มี ก็ไปรับบริการได้ที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทุกแห่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

มา : รศ.นพ. ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

บางครั้งโรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) กับโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) อาจมีอาการคล้ายกัน

เป็นหวัด หรือ ภูมิแพ้กันแน่ thaihealth

โรคจมูกอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส (viral rhinitis) หรือหวัด (common cold) ทำให้ผู้ป่วยมีไข้  อ่อนเพลีย  ปวดหรือมึนศีรษะ  คัดจมูก น้ำมูกไหล (ใส หรือขุ่น)   สาเหตุที่พบได้บ่อยที่ทำให้ภูมิต้านทานน้อยลง และมีการติดเชื้อไวรัสตามมาได้แก่ เครียด  นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนหรือสัมผัสอากาศที่เย็นมากๆ เช่น ขณะนอนเปิดแอร์ หรือพัดลมเป่าจ่อ   ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า หรือไม่ได้ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพียงพอ   การดื่มหรืออาบน้ำเย็น ตากฝน หรือสัมผัสกับอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น จากร้อนเป็นเย็น เย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ไม่สบายคอยแพร่เชื้อให้เราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน  ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้แก่ rhinovirus, influenza, parainfluenza, adenovirus  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักจะหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน โดยไม่ต้องรับประทานยาต้านจุลชีพ  ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง และเหมาะสม

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการจาม  คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ นานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป

อาการดังกล่าว มักจะมีอาการ เป็นๆ (มีเหตุมากระตุ้น) หายๆ  (ไม่มีเหตุมากระตุ้น)  เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ต้องมีเหตุที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการนำมาก่อน เช่น

- ความเครียด, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, อารมณ์เศร้า, วิตก, กังวล, เสียใจ

- ของฉุน, ฝุ่น,  ควัน,  อากาศที่เปลี่ยนแปลง

และอาการดังกล่าวจะดีขึ้นเองหลังหมดเหตุดังกล่าว หรือดีขึ้นหลังได้รับประทานยาแก้แพ้    ผู้ป่วยอาจมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ [เช่น โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้, โรคหืด, โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรคอะโทปี (atopic diseases or atopy)] ในสมัยเด็ก หรือในปัจจุบัน เนื่องจากโรคภูมิแพ้ เป็นกลุ่มของโรคที่แสดงอาการได้กับหลายระบบของร่างกาย  นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆดังกล่าว เนื่องจากโรคภูมิแพ้ดังกล่าวมีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้

ตารางข้างล่างอาจพอช่วยแยก 2 โรคนี้ออกจากกันได้

เป็นหวัด หรือ ภูมิแพ้กันแน่ thaihealth

 
 

ที่มา : จากรายการเกร็ดความรู้ ชุดภัยคนเมือง ตอนโรคกระเพาะ อ.พญ.ศุภมาส เชิญอักษร ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคกระเพาะอาหาร เป็นได้ง่ายกว่าที่ใครหลายคนคิด thaihealth

แฟ้มภาพ

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาจากกรณีที่ดาราวสาว “เบลล่า ราณี” ถูกหามตัวส่งโรงพยาบาลกระทันหันจากอาการปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง หวิดหมดสติกลางกองถ่าย หลังจากส่งตัวถึงมือแพทย์ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าดาราสาวเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลัน วันนี้ทางเราจึงถือโอกาสนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารมานำเสนอ เพื่อให้ใครหลายคนรู้จักวิธีการป้องกันที่เหมาะสม

ปัจจุบันเรามักจะพบว่าพฤติกรรมของคนในยุคนี้มีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมาย รวมถึงโรคกระเพาะอาหารก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่หลายคนเป็นโดยเฉพาะคนเมืองที่มีแต่ความเร่งรีบ อย่างเช่นดาราสาวที่เพิ่งประสบกับโรคดังกล่าวมาหมาดๆ และรุนแรงถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาล โดยโรคดังกล่าวนี้ก็มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างด้วยกัน แต่หลักๆ เลยก็คือพฤติกรรมการทานอาหารที่ส่งผลต่อการเกิดโรคได้มากที่สุด

พฤติกรรมการทานอาหารที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอย่างแรกเลยคือการทานยา อาหารเสริมหรือเสริมอาหารที่ไม่มีความจำเป็นกับร่างกาย ข้อนี้ถือเป็นลำดับต้นๆ ของการเกิดโรค สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการซื้อยาหรืออาหารเสริมรวมถึงเสริมอาหารต่างๆ ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน

พฤติกรรมการทานอาหารต่อมาที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารก็คือการทานอาหารที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะคนในปัจจุบันที่ไม่มีเวลาในการปรุงอาหารด้วยตนเอง อาศัยซื้อทานมากกว่าเพราะสะดวกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากกว่า แต่การซื้อทานก็มีความเสี่ยงอยู่มากเช่นกัน เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพ่อค้าแม่ค้าจะปรุงอาหารได้สะอาดมากน้อยแค่ไหน ข้อนี้สามารถป้องกันได้โดยการเลือกทานอาหารที่ปรุงสุกเสมอ และอาจต้องใช้ทักษะส่วนตัวในการพิจารณาเลือกร้านอาหารที่สะอาด มีมาตรฐานการปรุงและการสวมใส่เครื่องแต่งกายของผู้ปรุงอาหารที่รัดกุมป้องกันเชื้อโรคได้อย่างมิดชิด

พฤติกรรมอีกหนึ่งประการที่สำคัญและทำให้เกิดโรคกระเพาะก็คือการทานอาหารไม่ตรงเวลา พฤติกรรมนี้พบมากในคนยุคนี้ ด้วยเวลาที่เร่งรีบทำให้ละเลยการทานอาหารที่ตรงเวลาหรือทานไม่ครบมื้อ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคในที่สุด สามารถป้องกันได้โดยปรับพฤติกรรมใหม่และพยายามจัดสรรเวลาชีวิตอย่างมีแบบแผน

ที่มา: เว็บไซต์ สุขภาพน่ารู้

มือเท้าชา อย่านิ่งนอนใจ thaihealth

แฟ้มภาพ

ถ้าจะพูดถึงอาการเหน็บชา หลายคนอาจจะเป็นบ่อยจนไม่เคยสนใจ คิดว่าเป็นแล้วเดี๋ยวก็หาย ไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรง และเป็นอาการธรรมชาติของคน เกิดจากการนั่งหรือนอนผิดท่า หรือบางครั้งแค่เผลอทับแขนหรือทับขาตัวเองก็เป็นได้แล้ว แต่อาการ “เหน็บชา“ ที่เกิดบ่อยมากเกินไปอาจเป็นสัญญาณของอันตรายได้ หากคุณกำลังเป็นกังวลกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ลองอ่านบทความนี้แล้วจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น

มือเท้าชา อย่านิ่งนอนใจ รักษาอย่างไร

    อาการชาของบางคนนั้นบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ “การกดทับของเส้นประสาทบริเวณต่างๆ“ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการหลับลึก เมาสุรา ป่วยหนัก พิการทางสมอง จนเส้นประสาทที่ถูกกดทับช้ำมากจนไม่สามารถฟื้นคืนสภาพปกติภายในเวลาอันสั้น หากเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยทันที

    อย่างไรก็ตาม ยังมีอาการชาประเภทต่างๆอีกมากมายที่อาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากเรารับรู้ถึงลักษณะของอาการชาประเภทต่างๆที่ผิดปกติไปจากเดิมได้ ก็จะช่วยให้เราสามารถวินิจฉัยโรคของตัวเองหรือรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรได้ในเบื้องต้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุร้ายก่อน เพราะบางครั้งมันอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว

บริเวณที่ต้องระวัง

1. รู้สึกชาปลายเท้าและปลายมือเข้าหาลำตัว

    หากคุณเป็นเช่นนี้ สาเหตุของอาการมักเกิดจากปลายประสาทอักเสบหรือปลายประสาทเสื่อม ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหารที่สำคัญบางชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 หรือ วิตามินบี 12

    นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดขึ้นเนื่องจากการเป็นโรคบางชนิดได้ด้วย เช่น โรคไต โรคมะเร็ง เป็นต้น

2. รู้สึกชามือ แต่ไม่รู้สึกชาเท้า

    การชาเฉพาะที่มืออย่างเดียวโดยไม่ชาเท้า จะสามารถแบ่งบริเวณของมือที่ชาเป็นส่วนๆได้ดังนี้ ซึ่งอาการชาแต่ละส่วนก็แสดงความผิดปกติที่แตกต่างกันออกไป

2.1 ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่นิ้วก้อยไม่ชาหรือชาน้อยที่สุด

    อาการชาประเภทนี้มักเป็นตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน ส่วนในตอนกลางวันก็สามารถเป็นได้เช่นกัน แต่จะเป็นเฉพาะการทำท่าบางประการที่ไม่เหมาะสมหรือทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ชูมือสูง ขี่มอเตอร์ไซค์ คุยโทรศัพท์ หรือใช้มือทำงานบางอย่างอย่างหนัก

    สาเหตุของอาการชานี้เกิดขึ้นจากเอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือ ซึ่งนับว่ายังไม่อันตรายมากนัก วิธีแก้ไขยังสามารถทำได้ เพียงแค่ต้องลดงานที่ใช้มือข้างนั้นๆลง เลี่ยงท่าทางที่ทำแล้วทำให้มือชา เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ หรือถ้าเป็นมากอาจจะต้องฉีดยาที่ข้อมือเพื่อบรรเทาอาการ

2.2 ชาที่บริเวณนิ้วก้อย นิ้วนาง และขอบมือด้านเดียวกัน แต่ไม่เลยเกินข้อมือ

    อาการชาประเภทนี้มักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับตรงข้อศอก วิธีการแก้ไขให้เลี่ยงท่าทางที่ทำให้ชาเช่นเดียวกับข้อข้างต้น

    อย่างไรก็ตาม ถ้ารู้สึกชาเลยข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก มักจะมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า หากเป็นเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ทันที

2.3 ชาหลังมือไม่เกินข้อมือ โดยเฉพาะบริเวณง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

    อาการชาประเภทนี้มักเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ต้นแขน หากคุณรู้สึกเช่นนี้ควรเลี่ยงการนั่งเอาแขนพาดพนักเก้าอี้

    ส่วนถ้าใครรู้สึกชาเลยขึ้นมาถึงแขน อาจเป็นเพราะเส้นประสาทบาดเจ็บบริเวณรักแร้

2.4 ชาเป็นแถบตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วมือ

หากเป็นอาการชาประเภทนี้ มักเกิดขึ้นจากกระดูกต้นคอเสื่อม และมีผลต่อการกดทับเส้นประสาท หากรู้สึกเช่นนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีกว่า

3. รู้สึกชาเท้า แต่ไม่รู้สึกชาที่มือ

    ข้อ 2 กับ 3 จะตรงกันข้ามกัน และแน่นอนว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุที่แตกต่างกัน และมีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

3.1 ชาหลังเท้าขึ้นมาถึงหน้าแข้ง

อาการชาประเภทนี้เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณใต้เข่าด้านนอก อาจเป็นเพราะคุณนั่งไขว่ห้าง นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานเกินไป ก็หลีกเลี่ยงท่านั่งเหล่านี้ และห้ามใช้อะไรรองใต้ข้อพับเข่าเวลานอน

3.2 ชาฝ่าเท้า

อาการชาประเภทนี้เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ตาตุ่มด้านในหรือในอุ้งเท้า ถ้าต้องการจะหายโดยเร็วควรเลิกท่าทางที่จะทำให้ขาชา และลดการยืนหรือเดินนานๆ หากเป็นไปได้ให้นั่งพักบ้าง

3.3 ชาทั้งเท้า

โดยรู้สึกชาที่ข้างใดข้างหนึ่ง และมักชาขึ้นมาถึงใต้เข่า อาการประเภทนี้เกิดจากเส้นประสาทได้รับความบาดเจ็บบริเวณสะโพก

3.4 ชาด้านนอกของต้นขา

 อาการชาประเภทนี้มีสาเหตุมาจากเส้นประสาทจะถูกกดทับที่ขาหนีบ ถ้าอยากหายควรหลีกเลี่ยงการงอพับบริเวณสะโพก

3.5 ชาเป็นแถบจากสะโพกลงไปถึงเท้า

อาการชาประเภทนี้เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท นับว่าเป็นอาการที่รุนแรงและหากรักษาผิดวิธีอาจจะทำให้พิการได้เลย ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน

อาการชาตามบริเวณต่างๆของร่างกายไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามกันไปได้ อีกทั้งรูปแบบการชาก็หลากหลาย บางคนอาจจะแยกไม่ออก หรือรักษาผิดวิธี จนทำให้อาการทรุดลงได้

    ดังนั้น หากยังไม่แน่ใจในอาการที่เป็นอยู่ว่าเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ก็อย่าฝืนตัวเอง แต่ลองไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะดีกว่า

เรื่องโดย : พัชรี  บอนคำ team content  www.thaihealth.or.th

?อาหารเช้า? สำคัญไฉน thaihealth

แฟ้มภาพ

“วันนี้คุณกินมื่อเช้าแล้วหรือยัง” ใน 1 อาทิตย์ คุณเคยนับหรือไม่ว่าเรากินอาหารเช้าไปกี่วัน หรือแทบไม่กินเลย ในยุคที่หนุ่มสาวปัจจุบันหรือคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเหมือนมีจรวจติดหลังอยู่ตลอดเวลา ในเช้าแต่ละวันหมดไปกับการเตรียมตัวไปออกทำงานหรือต้องรีบไปโรงเรียน จนบางครั้งทำให้เราละเลยที่จะกินมื่อเช้าไป

อาหารเช้าสำคัญอย่างไร

อ.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ สสส. ได้อธิบายว่า อาหารทุกมื้อล้วนมีความสำคัญ แต่ในบรรดาอาหารแต่ละมื้อที่เรากิน มื้อที่มีความสำคัญที่สุดคือ ‘อาหารเช้า’ เนื่องจากร่างกายอดอาหารมาตลอดทั้งคืน อาหารเช้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานจากอาหารมื้อเย็น ไปเลี้ยงหัวใจให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย  พอตื่นเช้ามา หลังจาก 9-10 โมง เราจะเริ่มหิว ดังนั้นจึงต้องกินอาหารเช้าเข้าไปทดแทนพลังงานที่เสียไป อีกทั้งอาหารเช้ายังช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายและสมอง ทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน การกินอาหารเช้ายังช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ป้องกันโรคหัวใจ และป้องกันโรคด้วนได้อีกด้วย

?อาหารเช้า? สำคัญไฉน thaihealth

และยังมีอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไม่กินมื่อเช้า เพราะมีความเข้าใจผิดคิดว่าการจะลดน้ำหนักต้องอดอาหาร แท้จริงแล้วคนที่ไม่กินอาหารเช้ายิ่งจะทำให้อ้วน เพราะเมื่อไม่กิน ในช่วง 10-12 โมงก่อนเวลาอาหารกลางวันยิ่งจะทำให้ร่างกายโหย สมองจะหลั่งสารเคมีเพื่อให้เรากินอาหารมากขึ้น ทำให้กินจุกกินจิบ และจะกินมื้อเที่ยงและมื้อเย็นมากทำให้อ้วนได้ เพราะได้รับพลังงานส่วนเกิน และคนที่ไม่กินมื้อเช้าการเผาผลาญพลังงานจะลดลงถึง 10% ฉะนั้นการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ถ้าเราอดอาหารมื้อใดสักมื้อหนึ่งเพื่อลดน้ำหนัก จะทำให้เกิดการโยโย่ เอฟเฟค (YOYO Effect)  ดังนั้นการลดน้ำหนักจึงควรที่จะกินอาหารให้ครบสามมื้อ แต่ให้ควบคุมปริมาณอาหารแทน  

ถ้าไม่กินอาหารเช้าเป็นระยะเวลานานทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา ดังนี้

1. โรคอ้วน เพราะการอดอาหารมื้อเช้าจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจส่งผลให้มื้อต่อๆ ไปกินหนัก กินของหวานเข้าไป แถมอัตราการเผาผลาญยังลดลงอีกด้วย

2. โรคเบาหวาน การงดมื้อเช้าทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งหากกินอาหารเช้าเป็นประจำ จะช่วยลดภาวะผิดปกติดังกล่าวที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 35-50

3. โรคอัลไซเมอร์ การรับประทานอาหารเช้าจะช่วยไปกระตุ้นพลังให้กับสมองและทำให้มีความจำที่ดีได้ แต่ในทางตรงกันข้ามหากเราอดอาหารมื้อเช้าจะทำให้ร่างกายไม่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า หลงลืม ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ หากทำเป็นประจำต่อเนื่องนานๆ อาจนำมาซึ่งโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างแน่นอน

4. โรคเส้นเลือดในสมอง และโรคหัวใจ เพราะตอนเช้าหลังจากที่เราตื่นนอนเลือดของเราจะมีความเข้มข้นสูง ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง หรือหัวใจอุดตันได้ ซึ่งจากผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกาเมื่อปี 2003 พบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวได้

5. โรคกรดไหลย้อน โรคนี้ปัจจัยหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม และการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลาก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น บางรายไม่ชอบรับประทานอาหารเช้า แต่หันไปพึ่งพาเครื่องดื่มคาเฟอีน อย่าง กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ เพียงอย่างเดียว ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากขึ้น

6.โรคนิ่ว การไม่รับประทานอาหารนานกว่า 14 ชั่วโมง จะทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวกัน และหากปล่อยทำเป็นประจำไปนานๆ จะทำให้กลายเป็นก้อนนิ่วได้ ซึ่งการรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะช่วยให้ตับปล่อยน้ำดีออกมาละลายไม่ให้คอเลสเตอรอลจับตัวกัน สามารถป้องกันการเกิดโรคนิ่วได้ 

?อาหารเช้า? สำคัญไฉน thaihealth

อาหารอะไรที่เราควรรับประทานในมื้อเช้า

แนะนำว่าต้องเป็นอาหารที่ได้คุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลาย พยายามเลือกกินธัญพืชไม่ขัดสี เสริมโปรตีนในอาหารเช้า นม ไข่ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา และกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงมีกากใยสูง

อาหารเช้าเป็นสิ่งที่เราควรกินเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าเรากินมื้อเช้าในวัยทำงานจะทำให้เรากระฉับกระเฉงในการทำงานมากขึ้น ร่างกายแข็งแรง  แต่ถ้าเป็นเด็กวัยเรียนก็จะทำให้มีสมาธิในการเรียน มีภูมิคุ้มกันที่ดี เพราะฉะนั้นอาหารเช้าควรกินให้เป็นประจำสม่ำเสมอ หันมากินอาหารเช้าทุกวันกันนะคะ เพราะอาหารเช้ามีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเราอย่างมากหมาย หากไม่มีเวลาก็ลองทำอาหารเช้าตั้งแต่ตอนเย็น พอตื่นมาเราก็จะได้รับประทานได้เลย

อนาคตวัยทำงานติดบุหรี่มากขึ้น...จริงหรือ

 

         สถานการณ์การสูบบุหรี่ของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2558 พบว่ามีผู้สูบบุหรี่จำนวน 10.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 19.9 ส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง มีผู้สูบเป็นครั้งคราวเพิ่มขึ้น เนื่องจากความอยากรู้อยากลองของผู้สูบ ในปี 2554 มีผู้สูบบุหรี่เป็นครั้งคราวเพียง 590,528 คน และเพิ่มขึ้นในปี 2558 เป็นจำนวน 1,545,896 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกให้เห็นว่ามีผู้สูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นกลุ่มวัยรุ่น เป็นวัยคึกคะนอง ความอยากรู้ อยากลอง เห็นเพื่อนสูบ เลยสูบตามเพื่อน คิดว่าเท่ เก๋ รับเอาค่านิยมผิดๆ จากดาราที่ชื่นชอบสูบบุหรี่เป็นต้นแบบที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อตนเอง และคนรอบข้างพลอยได้รับควันบุหรี่ตามมา และทำให้ในอนาคตกลุ่มวัยทำงานจะติดบุหรี่มากขึ้น

         บุหรี่เป็นภัยร้ายที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต เสียเงินทอง และนำไปสู่ปัญหาโดยตรงต่อตัวเอง เช่น ทำให้มีกลิ่นตัว และกลิ่นติดเสื้อผ้า คนรอบข้างรังเกียจ สุขภาพฟันและเหงือกไม่แข็งแรง   ฟันมีคราบเหลือง มีกลิ่นปาก ริมฝีปากดำคล้ำ เล็บเหลือง ผิวพรรณไม่สดใส ดูแก่ก่อนวัย มีรอยตีนกาเร็วขึ้น อาการไอเรื้อรัง และส่งผลต่อครอบครัวและคนรอบข้างต้องสูดควันบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ที่เกิดจากการสูดควันบุหรี่ คือ โรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจหลอดเลือด เส้นเลือดสมองและหัวใจตีบ สมรรถภาพทางเพศเสื่อม หากสตรีมีครรภ์อาจทำให้แท้งลูกได้ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หากมีลูกหลานที่มีอายุน้อยๆ อาศัยอยู่ในบ้านจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางร่างกายและสมองช้ากว่าปกติ และสี่ยงต่อการพิการด้านสมองของเด็กอีกด้วย  

          ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หากไม่อยากให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวคุณและคน ในครอบครัว รวมทั้งคนรอบข้างที่คุณรัก ควรงดสูบบุหรี่ตั้งแต่วันนี้จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไป  

แหล่งข้อมูล :     บุหรี่ ยาเสพติด คนรุ่นใหม่ไม่สูบบุหรี่ สสส.

                   กองสุขศึกษา สุขบัญญัติแห่งชาติ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ที่มา:  เว็บไซต์ไทยรัฐ

สร้างกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย thaihealth

แฟ้มภาพ

          ร่างกายคนเรามีกลไกการเผาผลาญสารอาหาร แต่หากกินอย่างไม่คำนึงถึงประโยชน์และปริมาณที่พอเหมาะ โดยเฉพาะอาหารมีคาร์โบไฮเดรตและไขมันจนเกินความต้องการ ร่างกายก็จะสะสมเป็นไขมัน ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ จำเป็นที่ควรเพิ่มพลังเผาผลาญอาหารด้วยวิธีง่ายๆ ใช้เวลาไม่กี่วัน แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการกินอยู่เพื่อให้ได้ผลที่ดี

          เริ่มตั้งแต่อย่าละเลยมื้อเช้า เพราะร่างกายจะเผาผลาญแคลอรีผ่านการย่อยอาหาร ดูดซึมและเพิ่มระดับพลังงาน โดยควรกินอาหารมีโอเมก้าทรี เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า กินส้มโอ ผักใบเขียว เครื่องเทศมีความเผ็ดร้อนอย่างพริก วาซาบิ พริกไทย กินอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตที่ดี เช่น ข้าวกล้อง มันฝรั่งหวาน ดาร์คช็อกโกแลต หรือกินถั่ว ซึ่งเต็มไปด้วยโปรตีน วิตามินบี ดีต่อสุขภาพหัวใจ ช่วยลดคอเลสเทอรอล ควรเลือกใช้น้ำมันและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด น้ำมันคาโนลา นอกจากนี้ การดื่มน้ำก็จะช่วยเร่งการย่อยอาหารและเผาผลาญแคลอรี มีวิจัยพบว่าหลังจากดื่มน้ำประมาณ 480 กรัม จะทำให้อัตราการเผาผลาญเพิ่มขึ้น 30% หรืออาจดื่มชาเขียว จะสร้างความผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญและภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจรวมถึงหลอดเลือด

          อย่างไรก็ตาม การนอนหลับให้เพียงพอก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากร่างกายจะใช้เวลานี้เผาผลาญอาหารและช่วยเพิ่มพลังงาน และควรทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใส ไม่เครียด อาจใช้เวลาเดินเล่น ไปนวด ฟังเพลง ออกกำลังกายจริงจังสม่ำเสมอ เช่น ขี่จักรยานราวๆ 45 นาที จะเร่งอัตราการเผาผลาญนานกว่า 12 ชั่วโมง หรือแค่หัวเราะเพียง 10 นาทีต่อวันก็สามารถเผาผลาญพลังงานได้แล้ว.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

แนะดูแลสุขภาพ \'ผม\' ชี้ \'ดัดย้อม\' ยิ่งเร่งให้ร่วง! thaihealth

แฟ้มภาพ

          ผศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง หัวหน้าสาขาโรคเส้นผมและการผ่าตัดปลูกถ่ายเส้น ผม ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อนุกรรมการประชา สัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดูแลเส้นผมโดยทั่วไปจะอาศัยหลักการรักษาสุขภาพแบบง่ายๆ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียด นอกจากนั้นยังต้องเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ผมเสีย เช่น การทำเคมี ทั้งยืดดัดย้อมผมบ่อยเกินไป ก็ทำให้ผมร่วงก่อนวัยอันควร

          "หมั่นสังเกตสัญญาณเริ่มต้นของอาการผมบางศีรษะล้าน โดยเริ่มจากมีผมร่วงเกินวันละ 100 เส้น และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการอักเสบของหนังศีรษะ หนังศีรษะมัน มีแผล ฝี รังแค เป็นต้น ซึ่งหากเกิดความผิดปกติก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม" ผศ.นพ.รัฐพลกล่าว

          ผศ.นพ.รัฐพลกล่าวต่อว่า เส้นผมของคนเราเป็นโปรตีน เปลือกของผิวผม จะมีลักษณะคล้ายกับกระเบื้องหลังคาบ้าน หากดัดหรือย้อมผมมากเกินไป ตัวผิวพวกนี้มันจะเกิดการกระเดิดหรือยกขึ้นมา จึงทำให้เกิดการหงิกงอได้ เส้นผมเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายที่มีการผลิตมากทีเดียว แต่เมื่อพอผลิตแล้วก็หลุดร่วงออกไป โดยการหลุดร่วงของผมขึ้นกับวงจรการเติบโตของเส้นผม ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

          1.ระยะการเจริญเติบโต คือระยะที่ต่อมรากผมจะอยู่ลึกที่สุดในชั้นหนังแท้ โดยมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงอยู่มากมาย และจะใช้เวลาประมาณ 1,000 วัน หรือ 3 ปี ในการเจริญเติบโตเป็นเส้นผม เส้นผมทั้งศีรษะประมาณ 85-90 เปอร์เซ็นต์ จะอยู่ในระยะการเจริญเติบโตนี้

          2.ระยะหยุดการเจริญเติบโต ต่อมรากผมจะหยุดการแบ่งเซลล์ แต่ต่อมรากผมจะค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยทั่วไประยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์

          3.ระยะพัก ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของเส้นผมเมื่อต่อมรากผมเลื่อนสูงขึ้นจนถึงบริเวณของเซลล์ต้นกำเนิดแล้ว ผมของคนก็จะเข้าสู่ระยะพัก ซึ่งจะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ประมาณ 100 วันหรือ 3 เดือน ทั้งนี้ 10 เปอร์เซ็นต์ของเส้นผมทั้งศีรษะจะอยู่ในระยะพักนี้ ก่อนที่เซลล์ต้นกำเนิดจะส่งสัญญาณให้ต่อมผมเลื่อนลงมาอีกครั้ง เพื่อให้มีการสร้างผมใหม่ โดยเส้นผมใหม่ที่สร้างขึ้นใหม่จะดันผมเก่าให้หลุดร่วงไป

          ผศ.นพ.รัฐพลกล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาเรื่องผมหงอกก่อนวัยนั้น เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและกรรมพันธุ์ ซึ่งเป็นตัวกำหนด แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย คือ เรื่องของความเครียด พวกสารเคมี การสูบบุหรี่ เรื่องของการใช้ยาต่างๆ ซึ่งทำให้มีภาวะผมร่วงมากขึ้นบางครั้ง อาจมากถึง 200 เส้นต่อวัน

          เมื่ออายุมากขึ้น นอกจากผมที่อาจจะหงอกเพิ่มขึ้นแล้ว ผมก็จะมีลักษณะเหี่ยวเหมือนกัน เพราะเปลือกผมจะเป็นริ้วรอยจากการเสียดสีของหวี ดังนั้นยิ่งหวีผมมากเท่าไหร่ ผมยิ่ง "เหี่ยว" มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ความร้อนและสารเคมีที่เราใช้กับเส้นผม เช่น  การรีดผมหรือดัดผม ถือเป็นตัวการสำคัญทำให้เปลือกผมเป็นริ้วรอยมากขึ้น ทำให้ระยะการเจริญเติบโตของผมสั้นลง จำนวนเส้นผมจะน้อยลงอย่างน้อยๆ 10 เปอร์เซ็นต์และในทุกช่วงอายุ 10 ปี ขนาดของเส้นผมของคนเราจะเล็กลง

          ดังนั้นการดูแลถนอมเส้นผมเป็นสิ่งสำคัญ ควรบำรุงด้วยครีมนวดผม หากรีดผมหรือดัดผม ก็ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป ซึ่งการย้อมผมก็คล้ายกัน ไม่ควรทำบ่อยเกินไป และควรเลือกสีย้อมผมตามธรรมชาติ แต่ก็จะมีข้อเสียคือ จะติดไม่ทนเท่ายาย้อมผมประเภทสารเคมี

          "สำหรับคนที่มีปัญหาผมร่วงเยอะขึ้นเรื่อยๆ ควรไปปรึกษาแพทย์ โดยแนวทางการรักษานั้น แพทย์จะให้คำปรึกษาและรักษาด้วยการทายาและรับประทานยาใน 1 ปีแรก หากยังไม่ได้ผลก็จะรักษาด้วยการปลูกถ่ายเส้นผม ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือกในปัจจุบัน" ผศ.นพ.รัฐพลกล่าว

ที่มา: เว็บไซต์ women.thaiza

10 วิธีป้องกันโรคร้ายจากเทคโนโลยี thaihealth

แฟ้มภาพ

          ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยีจริง ๆ และสำหรับคอเทคโนโลยีทั้งหลาย คุณอาจกำลังเสี่ยงโรคร้ายอีกหลายโรค เพื่อเป็นการป้องกันสุขภาพ เราจึงมี 10 วิธีป้องกันโรคร้ายมาบอกค่ะ

          1. แว่นตา หรือ คอนแทคเลนส์ทั่วไป อาจจะไม่เพียงพอต่อการป้องกันแสง สำหรับคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน จึงควรเลือกแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์ที่เคลือบป้องกันแสงจากหน้าจอโดยเฉพาะดีกว่า

          2. หลายคนรู้สึกสบายกว่าเวลาที่ดวงตาของเรามองลงต่ำ ถ้าจะให้ดีหน้าจอควรอยู่ต่ำกว่าระดับสายตา 15-20 องศา หรือประมาณ 4-5 นิ้ว และเว้นระยะห่างจากดวงตาของเรา 20-28 นิ้ว

          3. เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงตาเมื่อยล้า อย่าลืมพักสายตาเมื่อใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ทุก ๆ สองชั่วโมง ควรพักสายตา 15 นาที และทุก ๆ ชั่วโมงให้ลองมองออกไปไกล ๆ 20 วินาที

          4. ลดแรงลงหน่อย หลาย ๆ คนใช้แรงมากเกินกว่าที่จำเป็นในงานที่ต้องใช้มือ ถ้าคุณต้องนั่งพิมพ์เป็นระยะเวลานาน พิมพ์เบา ๆ ก็พอ

          5. พักมือและข้อมือโดยการยืดและงอ อย่าสะบัด หรือหากเป็นไปได้ก็ควรหันไปทำงานอย่างอื่น ๆ แทนสักพัก

          6. สำหรับคนอยู่ในออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็น ความอบอุ่นของมือนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน ถ้ามือของคุณอยู่ในที่เย็น ก็ยิ่งเสี่ยงต่ออาการปวดหรือตึงมือ ถ้าปรับอุณหภูมิไม่ได้ ก็ควรหาถุงมือแบบที่ไม่มีนิ้วใส่ เพื่อให้อุ้งมือและข้อมืออุ่นตลอดเวลา

          7. ผศ.นพ.วิษณุ กัมทรทรัพย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ศิริราช-พยาบาล แนะนำภายในการประชุมวิชาการเรื่อง Office syndrome ว่าให้เราจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ ด้านขวาของโต๊ะปล่อยโล่ง ไม่มีสิ่งของมากีดขวางและควรเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดคีย์บอร์ดได้ถนัด ประกอบกับตัวแป้นคีย์บอร์ดควรมีที่รองรับข้อมูล ไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำ ๆ ด้วย ส่วนเก้าอี้ควรเป็นแบบปรับขึ้นลงได้ และควรมีพนักพิงที่สามารถรองรับศีรษะได้

          8. เปิดเพลง ดัง ๆ ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ถ้าคุณไม่ได้ยินเสียงรอบตัวยามที่เสียบหูฟังแล้วล่ะก็ คุณควรจะลดระดับเสียงลง หากเพื่อนข้าง ๆ ยังได้ยินเสียงจากหูฟังของเรา นั่นแปลว่า ยังดังเกินไปอยู่นะคะ

          9. ป้องกันอาการปวดหลังด้วยการปรับเก้าอี้ให้มีความสูงพอเหมาะ และใกล้กับคอมพิวเตอร์มากพอที่เราจะไม่ต้องก้มตัว ในระหว่างนั่งให้วางเท้าอยู่กับพื้น เพื่อช่วยลดแรงกดด้านหลัง

          10. บางครั้งอาการปวดที่หลังส่วนบนหรือแม้แต่อาการปวดศีรษะ อาจเป็นเพราะว่า หลังของเราเหนื่อยล้ากับการต้องรับน้ำหนักแขน ตรงนี้ล่ะที่เท้าแขนสามารถช่วยได้ มันจะรับน้ำหนักของแขนเอาไว้ ทำให้คอและหัวไหล่ได้ผ่อนคลาย

ในยุคปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้ แต่เราป้องกันตัวเราเองได้เพื่อสุขภาพที่ดีของเราค่ะ

เรื่องโดย : นายฉัตร์ชัย นกดี team content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลธรรมะบรรยาย โดยพระไพศาล วิสาโล และเฟซบุ๊กหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

?เลิกเหล้าสมาธิ? เปลี่ยนชีวิตให้ดีเวอร์ thaihealth

แฟ้มภาพ

เข้าสู่ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา หลายคนทำบุญด้วยการถวายเทียนพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน อย่างไรก็ดี เข้าพรรษายังถือเป็นช่วงเวลาแห่งการฝึกตนเอง โดยเฉพาะการขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใส ลดละเลิกอบายมุข เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อานิสงส์ของการ “นั่งสมาธิ” ที่นอกจากจะทำให้จิตใจสงบแล้ว ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยเลิกเหล้าได้ครบพรรษา วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. มีเรื่องเล่าแฝงข้อคิดธรรมะในการดำเนินชีวิต จาก “พระไพศาล วิสาโล” เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ มาฝากกัน

?เลิกเหล้าสมาธิ? เปลี่ยนชีวิตให้ดีเวอร์ thaihealthพระไพศาล เริ่มต้นชวนคิดว่า คนสมัยนี้เปรียบเสมือนรถที่มีกำลังแรง แต่ไม่มีเบรก รถแบบนี้จะน่าขับหรือน่านั่งไหม แม้แต่หลวงพ่อคูณ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังก็คงไม่กล้านั่งรถแบบนี้ คนสมัยนี้เหมือนกับคนที่เก่งในการปีนต้นไม้แต่ลงไม่เป็น เหมือนกับกัปตันที่เก่งในการขับเครื่องบินให้ทะยานขึ้นฟ้าได้ แต่ไม่รู้วิธีร่อนลง

เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ย้ำว่า คิดเก่งอย่างเดียวไม่พอ การฝึกใจให้เข้มแข็งมีพลังก็สำคัญมาก การฝึกสมาธิภาวนาเป็นวิธีหนึ่งในการฝึกให้จิตใจมีความเข้มแข็ง อดทนต่อความเบื่อหน่าย แค่ตั้งใจนั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน ก็มีอานิสงส์มาก ถึงแม้จะเบื่อก็ตาม แทนที่จะไปเล่น เที่ยวหรือกิน แต่ต้องมานั่งฝึกสมาธิให้ได้ครบตามกำหนดเวลา แม้แต่ 5 นาทีก็มีคุณค่าและมีความหมาย อย่าไปประมาท เพียงแค่ 5 นาที ถ้าทำเป็นประจำก็ทำให้จิตมีกำลังมาก

?เลิกเหล้าสมาธิ? เปลี่ยนชีวิตให้ดีเวอร์ thaihealth   ?เลิกเหล้าสมาธิ? เปลี่ยนชีวิตให้ดีเวอร์ thaihealth

มีเรื่องเล่าว่า หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก อยุธยา ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาก มีอยู่คราวหนึ่งมีชายหนุ่ม 2 คน มากราบท่าน คนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน ชวนเพื่อนให้รักษาศีลและนั่งสมาธิต่อหน้าหลวงปู่ดู่ เพื่อนก็ปฏิเสธบอกว่า เขาถือศีล 5 ไม่ได้เพราะยังกินเหล้าอยู่ หลวงปู่ก็เลยพูดกับเขาว่า “แกจะกินเหล้าก็กินไป แต่ว่าทำสมาธิให้ได้ไหม แค่ 5 นาทีก็พอ” ชายคนนั้นเห็นว่า 5 นาทีไม่ได้มากอะไร ก็เลยรับปากหลวงปู่ดู่

?เลิกเหล้าสมาธิ? เปลี่ยนชีวิตให้ดีเวอร์ thaihealthเนื่องจากเขาเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ดังนั้นเขาจึงนั่งสมาธิทุกวันวันละ 5 นาทีตามที่รับปากไว้ นั่งเสร็จก็ไปกินเหล้า แต่บางวันเพื่อนชวนมากินเหล้าตอนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ก็ปฏิเสธไป ปรากฏว่าทำไปๆ เขาก็เลิกเหล้าได้เอง คงเพราะนั่งสมาธิทุกวัน ทำให้จิตใจมีกำลัง ไม่คล้อยตามกิเลสง่ายๆ

นอกจากหักห้ามใจได้แล้ว สมาธิยังช่วยให้เขามีความสุข เป็นความสุขที่ประเสริฐกว่าการกินเหล้าเยอะ ชายคนนี้นอกจากเลิกเหล้าได้แล้ว ตอนหลังก็เกิดศรัทธา ถึงกับบวชพระและอยู่ในสมณเพศต่อเนื่องหลายปี พูดได้ว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงเพราะว่าทำสมาธิแค่วันละ 5 นาที

?เลิกเหล้าสมาธิ? เปลี่ยนชีวิตให้ดีเวอร์ thaihealthเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อธิบายว่า การฝึกสมาธิภาวนา เป็นวิธีหนึ่งในการฝึกให้จิตใจมีความเข้มแข็ง โดยกำหนดระยะเวลาให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่ต้องทำใหญ่เกินไป ควรเริ่มต้นจากเล็กน้อยและทำได้ทุกวัน ดีกว่าตั้งใจว่าจะทำเยอะๆ แล้วทำไม่ได้ เช่น ตั้งใจว่าจะนั่งสมาธิให้ได้วันละ 1 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเป็นมือใหม่ก็มีโอกาสล้มเหลวสูง อย่างมากทำไปได้แค่ 1 อาทิตย์ ก็ล้มเลิกเพราะว่าทำไม่ได้

แต่ถ้าเริ่มต้นจากวันละ 5 นาทีและทำได้ทุกวัน จะเกิดอานิสงส์มาก อย่าไปดูถูกแม้เป็นความดีเพียงเล็กน้อย ถ้าทำทุกวันๆ มันสามารถจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้

“สิ่งเล็กน้อย หากเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราทำบ่อยๆ จะมีอานิสงส์มาก ทำให้จิตมีกำลัง เมื่อจิตมีกำลังก็สามารถขับเคลื่อนชีวิตของเราสู่ความเจริญงอกงามตามที่ตั้งใจไว้” พระไพศาล บอกทิ้งทาย

เข้าพรรษานี้เป็นโอกาสดีที่เราจะบำเพ็ญบารมี ลาขาดจากการดื่มเหล้า ซึ่งจะนำไปสู่ความดีต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ชีวิตเรามีความสุขกายสบายใจมากขึ้น

สำหรับโครงการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาจาก สสส. ในปีนี้ มาพร้อมกับแคมเปญ “พักดื่ม พักตับ ให้ตับได้ฟื้นฟู” เพียงแค่งดการดื่มเหล้าต่อเนื่องใน 3 เดือน ส่วนเรื่องราวจะเรียกรอยยิ้มได้ขนาดไหนนั้น ตามเข้าไปดูได้ที่ http://www.พักตับ.com

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของ “ดนตรีบำบัด” กันมาบ้างแล้ว จากงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า ดนตรีมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายเรื่อง ทั้งลดความเจ็บปวด ลดความเครียด นอนไม่หลับ ตลอดจนควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจได้เลยทีเดียว ว่าแต่ที่ว่ารักษาโรคต่างๆ ได้นั้น จะจริงหรือเท็จอย่างไร วันนี้มีคำตอบค่ะ

รักษาโรคด้วย ?ดนตรี? ก็ได้หรือ? thaihealth

จากบทพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งทางด้านดนตรี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” มีความสำคัญต่อมนุษย์มายาวนาน ทั้งในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคอริสโตเติล และเพลโต ในสมัยสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง แพทย์ได้ว่าจ้างนักดนตรีมาช่วยในการรักษาฟื้นฟูสภาพกายและใจของเปล่าทหารผ่านศึก หลังจากจากนั้นดนตรีบำบัดได้มีความก้าวหน้าจนถึงปัจจุบัน

รักษาโรคด้วย ?ดนตรี? ก็ได้หรือ? thaihealth

“เสียงดนตรีเป็นเสียงที่มีความพิเศษ และน่าอัศจรรย์มาก เพราะนอกจากจะเป็นเสียงที่ทำให้ผ่อนคลายและแสดงอารมณ์ต่างๆ ได้แล้วยังช่วยในเรื่องของการรักษาทั้งด้านจิตใจ และร่างกาย” ดร.สุขพัชรา ซิ้มเจริญ ศึกษานิเทศก์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านสมอง กล่าวในกิจกรรม "ดนตรี" มีผลต่อการพัฒนาสมอง ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ได้อย่างไร ณ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ดร.สุขพัชรา ให้ข้อมูลว่า จังหวะของเครื่องดนตรีมีผลต่อสมองต่างกัน เช่น ดนตรีจังหวะช้า ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จิตผ่อนคลาย เกิดการจดจำได้ดี ในขณะที่ ดนตรีจังหวะเร็ว จะทำให้รู้สึกตื่นตัว และสนุกนานจะกระตุ้นอารมณ์และสมองให้แจ่มใส มีความสุข

ทั้งนี้ จังหวะดนตรีที่เหมาะสมควรมีจังหวะ 70-80 ครั้ง/นาที = การเต้นของหัวใจ เป็นจังหวะที่พอดีทำให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสดชื่น มีความตื่นตัว แจ่มใส มีบุคลิกภาพที่ดีมีความสุข ทำให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายเป็นไปตามปกติ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง

สำหรับเรื่องการนำดนตรีมาใช้รักษาความเจ็บป่วย ได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังกว่า 50 ปี โดย Buckwalter et.al 1985 พบว่า ดนตรีมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์เรื่อง ลดความกังวล ความกลัว เพิ่มการเคลื่อนไหว สร้างแรงจูงใจ ผ่อนคลาย จูงใจให้เกิดสติได้ ในขณะที่ Munro and Mount 1986 ได้ศึกษาตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้ายอายุ 15 ปี ซึ่งเผชิญกับอาการปวด พบว่า การใช้ดนตรีสามารถลดความกังวลของผู้ป่วยได้ แต่ก็ยังสรุปได้ไม่ชัดเจนเรื่องของการลดความเจ็บปวด และความทุกข์ทรมานจากความปวดจากโรค

ด้าน จิรภี สุนทรกุลณชลบุร 2003 ได้ศึกษาผลของดนตรีบำบัดต่อการลดความกังวล และความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็ง พบว่า ดนตรีสามารถลดความกังวลในผู้ป่วยได้ แต่ยังสรุปไม่ได้เรื่องการลดความปวดเช่นเดียวกันกับ Munro and Mount

 

 

ลักษณะของดนตรีบำบัดควรเป็นแบบไหน

(ข้อมูลจาก : คู่มือดนตรีเพื่อพัฒนากายและใจ โครงการพัฒนาสุขภาวะและคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังผู้หญิงด้วยกิจกรรมทางกายและใจในชีวิตประจำวัน สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.)

1. ควรเป็นเพลงบรรเลง ไม่ควรมีเนื้อร้อง มีเสียงตามธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้ำตก เป็นต้น

2. มีจังหวะที่ช้า มั่นคง สม่ำเสมอประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที และมีทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ระดับเสียงปานกลาง-ต่ำ

3.  ความเข้มของเสียงไม่ดังมาก ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ฟัง เนื่องจากความดังสามารถกระตุ้นให้มีความเจ็บปวดของผู้ป่วยให้เพิ่มมากขึ้นได้

4.ประเภทของดนตรีที่นิยมใช้ อาทิ พิณ เปียโน กีตาร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า ป๊อป คลาสสิค เป็นต้น

5.ดนตรีที่ผู้ฟังมีความคุ้นเคย และความชอบ

รักษาโรคด้วย ?ดนตรี? ก็ได้หรือ? thaihealth

7 ความมหัศจรรย์ของดนตรีบำบัด

(ข้อมูลจาก : ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.)

1. ลดความเจ็บปวด

คนไข้ที่ผ่านการผ่าตัดเมื่อได้ฟังดนตรีจะลดอาการปวดและต้องการใช้ยาแก้ปวดน้อยลง

2. ทำให้เลือดลมดี

ฟังเพลงท่อนเพลงค่อยๆเพิ่มความดังที่ละน้อย ทำให้เส้นเลือดขยายเลือดลมเดินสะดวก

3. ควบคุมการหายใจ

เพลงจังหวะเร็วทำให้อัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจ ความดันเลือดเพิ่มขึ้น

4.ช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว

ในทารกที่คลอดก่อนกำหนด มีการทดสอบพบว่า ดนตรีบำบัดสามารถช่วยลดจำนวนวันที่อยู่ในตู้อบและเพิ่มน้ำหนักตัวได้

5. ชะลอชรา

ดนตรีช่วยสร้างโกรทฮอร์โมน มีการศึกษาพบว่านักดนตรีวัย 45-65 ปี มีคามจำและประสาทการฟังดีกว่าคนที่ไม่ได้เล่น

6.ต้านซึมเศร้า

ช่วยลดความเครียด ความกังวล และไม่อยากอาหารของผู้ป่วยได้

7.กระตุ้นสมอง

การฟังดนตรีช่วยกระตุ้นสมองส่วนฮิปโปแคมปัส เพิ่มประสิทธิภาพในส่วนความจำระยะยาวของสมอง

ดนตรีบำบัด เป็นการนำศาสตร์แห่งศิลปะมาประยุกต์ใช้ในเชิงการรักษา ซึ่งนับเป็นการค้นคว้าที่น่าสนใจถึงประสิทธิผลทางการรักษา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยในปัจจุบันยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าดนตรี และเสียงเพลงสามารถส่งผลทางการรักษาโรคได้จริง

ดังนั้น การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการกินอาหารที่ดีต่อร่างกาย ไม่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ยังคงเป็นวิธีสุดคลาสสิคที่ช่วยให้เราห่างไกลโรคได้ดีที่สุดค่ะ

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

7 เทคนิคสอนลูกรักให้จิตใจดี thaihealth

แฟ้มภาพ

บทความโดย พญ. ถิรพร ตั้งจิตพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

การสร้างสังคมที่ดีสามารถเริ่มต้นได้ที่ตัวเรา และต้องช่วยกันปลูกฝังความดีสู่หัวใจลูกตั้งแต่ยังเล็ก พญ. ถิรพร ตั้งจิตพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีเทคนิคการเลี้ยงลูกให้จิตใจดีมาแนะนำและใช้ได้จริง โดยเริ่มต้นจาก

1. ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเอง เพื่อเป็นพื้นฐานทักษะอื่นต่อไป เพราะการที่เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ และลดการพึ่งพาคนอื่นจะทำให้เด็กเกิดความมั่นใจในตัวเอง ลดความกังวล และพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน

2. ฝึกลูกช่วยงานบ้าน เริ่มได้ตั้งแต่เล็กโดยส่วนใหญ่ เด็กวัย 2 ขวบ เริ่มฟังและเข้าใจคำสั่งง่ายๆ ดังนั้นเราควรฝึกลูกให้ช่วยงานบ้านขั้นพื้นฐาน เช่น เก็บของเล่นหลังเล่นเสร็จแล้ว นำเสื้อผ้าที่สวมแล้วไปใส่ตะกร้า เป็นต้น การให้ลูกช่วยงานบ้าน โดยเริ่มจากสิ่งที่เขาควรต้องรับผิดชอบเอง ทำให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องหน้าที่ของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการใช้ชีวิตในสังคม เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นค่อยเพิ่มหน้าที่ภายในบ้านให้เหมาะสมกับวัย ลูกก็จะเรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ตนทำ มีผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างไร นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเอาใจเขาใส่ใจเรา

3. ฝึกระเบียบวินัย เพื่อเป็นทักษะการควบคุมตนเองและยับยั้งชั่งใจให้แก่ลูก นับเป็นพื้นฐานต่อการทนต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่เล็กๆ อาทิ การตื่นนอนและเข้านอนให้เป็นเวลา รับประทานอาหารเป็นเวลา การเก็บของเล่นให้เป็นที่เป็นทางหลังเล่นเสร็จแล้ว ไม่รับประทานขนมหรืออาหารในห้องนอน เป็นต้น

4. การพาลูกพบคนหลากหลาย นับเป็นการฝึกให้ลูกมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเข้าใจสังคมมากขึ้น คือ ทำให้เขาเห็นว่าในโลกนี้มีคนที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งสีผิว เชื้อชาติ ภาษา และความคิด ซึ่งสิ่งที่แตกต่างเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าผิดเสมอไป การพาลูกออกเดินทางท่องเที่ยวได้เห็นวิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่าง พร้อมกับคำชี้แนะที่เหมาะสมจะทำให้ลูกเข้าใจความเป็นไปของโลกใบนี้ได้ดีขึ้น

5. สอนเรื่องอารมณ์ต่างๆ พ่อแม่มักให้ความสำคัญกับการสอนลูกให้เป็นเลิศในด้านวิชาการ สอนเรื่องมารยาท กฎระเบียบ แต่กลับลืมเรื่องการรับมือกับอารมณ์ตั้งแต่ลูกยังเล็ก ดังนั้น พ่อแม่ควรเริ่มต้นสอนให้ลูกรู้จักอารมณ์ต่างๆ ของตน ด้วยการเอ่ยชื่ออารมณ์นั้นๆ เมื่อลูกแสดงออกมา อาทิ เมื่อลูกร้องไห้ที่ไม่ได้ของเล่น อาจบอกลูกว่า แม่รู้ว่าลูกกำลังเสียใจที่ไม่ได้ของเล่น หรือเมื่อลูกโกรธที่ถูกแย่งขนม ต้องบอกว่าลูกกำลังโกรธใช่ไหม แต่แม่อยากให้ลูกหายใจลึกๆ ใจเย็นๆ การสอนเช่นนี้จะช่วยทำให้ลูกเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ของตนเมื่อโตขึ้น และไม่นำอารมณ์ของตนเองมาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายคนอื่น

6. สร้างแรงบันดาลใจด้วยเรื่องเล่า สำหรับเด็กเล็กโลกของเขายังไม่กว้างใหญ่มากนัก การเล่าเรื่องราวต่างๆ จากนิทาน หรือเกร็ดประวัติศาสตร์อย่างง่ายๆ เกี่ยวกับบุคคลที่ทำเพื่อผู้อื่น จะช่วยทำให้ลูกเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือกันในสังคมได้ดีขึ้น คนเป็นพ่อแม่อาจถามลูกว่าหากเกิดเหตุการณ์อย่างในนิทานขึ้นกับลูก ลูกจะทำอย่างไร ลองฟังคำตอบของลูก แล้วชื่นชมหรือตั้งคำถามเพื่อชี้แนะแนวทางที่ถูก หลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์และตัดสินว่าคำตอบของลูกถูกหรือผิด เพื่อให้ลูกได้ฝึกคิดด้วยตนเองโดยมีพ่อแม่เป็นผู้ชี้นำแนวทางที่เหมาะสม

7. สอนลูกให้รู้จักแก้ปัญหา บ่อยครั้งที่ลูกทำผิดพลาด พ่อแม่หลายคนจะใช้วิธีตำหนิหรือดุลูก เพื่อไม่ให้ลูกทำผิดอีก ซึ่งจะทำให้เด็กคิดว่าการทำผิดเป็นเรื่องใหญ่ และกลัวที่จะทำผิด หรือจะปกปิดความคิดของตนเองโดยการโกหก ดังนั้น พ่อแม่ควรเริ่มต้นในการให้อภัยลูก แล้วชวนลูกแก้ไข้ปัญหาหลังจากที่เกิดข้อผิดพลาด อาทิ เด็กวิ่งแล้วทำน้ำหก พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ คือ เช็ดน้ำและเก็บแก้วให้เป็นที่ หลังจากนั้นชวนให้ลูกคิดว่าครั้งหน้าสามารถระวังอย่างไรให้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

มีคำกล่าวที่ว่า “Action speak lounger than words” พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก เพราะการเห็นแบบอย่างที่ดีจะทำให้เด็กสามารถจดจำการทำดีได้มากกว่าการใช้เพียงคำพูด พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีคำถามเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตเด็กเล็ก สามารถปรึกษาโทร. ๑๔๑๕ หรือ www.childrenhospital.go.th

ขอบคุณข้อมูล : มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

5 ท่านอนสารพัดอาการปวด thaihealth

แฟ้มภาพ

หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำบ่นจากคนรอบข้างมาไม่มากก้น้อยว่า ‘เมื่อคืนนอนตกหมอนอีกแล้ว’ หรือ ‘ปวดคอจังเลย’ ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นการเกิดอันเนื่องมาจากการนอนที่ผิดวิธี ทั้งลักษณะการนอนที่ประหลาด หรือแม้แต่การวางตำแหน่งของหมอนในการนอน ซึ่งหากการนอนในท่าดังกล่าวต่อไปนี้จะส่งผลต่ออาการปวดทั้งหลายนั้น แน่นอนได้เลยว่า ควรจะต้องปรับวิธีการนอนใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดอาการที่ว่ามานี้เกิดขึ้นอีก

1. หัวทิ่มไปด้านหลัง เพราะหมอนแบนเกินไป

การนอนในหมอนที่แบนจนเกินไป อาจจะทำให้มีอาการปวดคอได้ ฉะนั้นให้ลองนอนหงายตรง จะทำให้เห็นช่องว่างระหว่างศีรษะกับคอ ซึ่งตรงนั้นจะทำให้สามารถเข้าไปรองรับได้พอดี

 2. คางติดอก เพราะหมอนสูงเกินไป

อาการนี้มีความคล้ายกับอาการแรก แต่จะเป็นลักษณะที่มีความสูงของหมอนที่มีมากเกินไป จนทำให้ต้องมีการนอนที่เหมือนท่าก้มหัวลงตลอดเวลา ฉะนั้น ควรปรับการนอนด้วยการหาหมอนที่พอดีกับศีรษะของตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดอาการปวดอีกครั้ง

3. นอนตะแคง ขาตรง

การนอนตะแคงสำหรับหลายๆ คนนั้น นับว่าเป็นท่าที่นิยมอีกท่าหนึ่ง เนื่องจากมีความสบาย แต่หากคุณนอนตะแคงแบบเหยียดขาตรงแล้ว ก็อาจจะทำให้คุณมีอาการปวดหลัง เอว หรือสะโพกได้ ดังนั้น วิธีแก้คือ การงอเข่าลงเล็กน้อย นอนก่ายหมอนข้างแบนๆ หรือจะเอาหมอนแบนๆ วางไว้ระหว่างขา ก่อนจะงอเข่าเล็กน้อย จะช่วยถ่ายน้ำหนักลงบริเวณขา จะช่วยลดอาการปวดหลัง เอว และสะโพกได้

4. นอนคว่ำ

หลายๆ คน เลือกที่จะนอนคว่ำเพื่อที่จะนอนได้ง่ายที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่เหนื่อยมากๆ แล้วพุ่งไปที่เตียงนอนเลย ซึ่งการนอนท่าดังกล่าวนี้ จะทำให้คุณมีอาการหายใจลำบาก และ ต้องเอียงคอไปในด้านใดด้านหนึ่ง แถมยังมีอาการปวดบ่าและปวดคอเป็นของแถมอีก ฉะนั้นแล้ว ควรนอนหงายหรือนอนตะแคงจะเป็นการดีที่สุด

5. นอนหงายแล้วปวดหลัง

ข้อนี้ถือว่าเป็นจุดบกพร่องของคนที่มีเนื้อก้นเยอะ เพราะว่า หากนอนหงายเมื่อไหร่ จะช่องว่างระหว่างก้นกับหลัง ตรงบริเวณเอวด้านหลังค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้การนอนของบุคคลลักษณะดังกล่าวนั้น กลายเป็นการเมื่อยหลังไปโดยปริยาย

ที่มา: เว็บไวต์  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เด็กกับการดูสื่อที่รุนแรง thaihealth

แฟ้มภาพ

เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่หน้าจอทีวีวันละหลายๆ ชั่วโมง ดังนั้นรายการโทรทัศน์จึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อค่านิยมและความประพฤติของเด็ก น่าเสียดายที่รายการโทรทัศน์มากมายในปัจจุบันเต็มไปด้วยความรุนแรง มีการศึกษานับร้อยที่พยายามดูผลของความรุนแรงทางโทรทัศน์ต่อเด็กและวัยรุ่น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1.ทำให้เด็ก “ชินชา” กับความรุนแรงและความน่ากลัว เห็นเป็นเรื่องธรรมดา

2.เด็กจะค่อยซึมซับความคิดที่ว่า ความรุนแรงเป็นวิธีแก้ปัญหาเข้าไป

3.เกิดการเลียนแบบความรุนแรงที่เห็นจากทีวี

4.มีการทำตัวให้เหมือนตัวละคร ซึ่งอาจเป็นทั้งผู้กระทำหรือเหยื่อ

การได้ชมความรุนแรงบ่อยๆ อาจทำให้เด็กก้าวร้าวขึ้น บางครั้งการได้ชมเพียงครั้งเดียวก็อาจเพิ่มความก้าวร้าวได้ เด็กที่ได้ชมรายการที่แสดงความรุนแรงอย่างเหมือนจริงบ่อยๆ หรือไม่เคยถูกสอนเกี่ยวกับความรุนแรง จะมีโอกาสที่จะเลียนแบบสิ่งที่เขาได้ดูมากขึ้น ผลของรายการทีวีต่อเด็กอาจแสดงทันที หรือค่อยๆ ปรากฎภายหลังหลายปีก็ได้  ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า โทรทัศน์เป็นที่มาของความรุนแรงเพียงแหล่งเดียว แต่ก็เป็นแหล่งใหญ่ไม่น้อย

ผู้ปกครองสามารถป้องกันเด็กๆจากการได้รับอิทธิพลจากรายการทีวีเหล่านั้น ได้ดังนี้

1.สนใจรายการที่เด็กกำลังชม ร่วมชมไปกับเขาด้วยในบางโอกาส และสอนถึงสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเนื้อหา

2.จำกัดเวลาที่เด็กจะดูทีวี ในแต่ละวันให้เหมาะสม

3.ชี้ให้เด็กเห็นว่าถึงแม้ตัวแสดงจะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือตายจริง แต่ความรุนแรงเท่ากันนั้นนอกจออาจทำให้เกิดการเจ็บปวดหรือเสียชีวิตจริงๆได้

4.ปฏิเสธหากเด็กจะดูรายการที่ขึ้นชื่อว่า “โหด” หรือ “รุนแรง” ให้เปลี่ยนช่องหรือปิดทีวีเลยเมื่อเห็นว่ามีการแสดงที่ก้าวร้าวขึ้น และอธิบายให้เด็กเข้าใจว่ารายการเหล่านี้ไม่ดีอย่างไร

5.แสดงความไม่เห็นด้วยต่อฉากหรือตอนที่มีความรุนแรงต่อหน้าเด็ก เน้นให้เด็กทราบว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา

6.เพื่อลดแรงพลักดันจากเพื่อน ควรติดต่อผู้ปกครองเด็กคนอื่นๆให้ปฏิบัติคล้ายๆกัน ทั้งในเรื่องจำกัดเวลาและชนิดของรายการที่อนุญาตให้เด็กได้ชม

ผู้ปกครองควรใช้มาตราการเหล่านี้กับรายการที่แสดงสิ่งอื่นที่ไม่เหมาะสม มีเรื่องการเหยียดหยาม หรือเรื่องเพศบ่อยๆ ระยะเวลาที่เด็กดูทีวีควรเหมาะสม เนื่องจากการดูทีวีอาจจะทำให้เด็กไม่มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนอื่น หรือทำกิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ เช่น อ่านหนังสือ เส่นกีฬากับกลุ่มเพื่อน หากผู้ปกครองเป็นห่วงผลของรายการโทรทัศน์ต่อบุตรหลานอย่างมาก ควรขอเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์เด็กเพื่อหาแนวทางแก้ไข

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

โยมสะดวก แต่พระอาจไม่สบาย thaihealth

การทำบุญในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างสะดวกและสบาย ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญผ่านการโอนเงินทางแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ การส่งของใช้ที่สภาพยังใช้ได้ให้กับหน่วยงานต่างๆ ผ่านทางไปรษณีย์ หรือแม้กระทั่งซื้ออาหารชุดที่ทำสำเร็จไปใส่บาตรพระในเช้าก่อนทำงานก็ตาม

แน่นอนว่าความเร่งรีบบวกกับความเคยชินอาจชวนให้คนส่วนใหญ่หลงลืมไปว่าในอาหารชุดสำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่มีโปรตีนและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายไม่ครบถ้วน ในขณะที่มีปริมาณน้ำตาล น้ำมัน เกลือ กะทิ หรือโซเดียมมากเกินกว่าความต้องการ เมื่อพระสงฆ์ฉันอาหารลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้พระสงฆ์อาพาธ (เจ็บป่วย) ด้วยโรคต่างๆ ซึ่งหากดูจากรายงานสถานการณ์ปัญหาโภชนาการในสงฆ์ ของโครงการสงฆ์ไทยไกลโรค ปี 2559 ที่สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะพบว่า 5 โรคยอดฮิตของพระสงฆ์ไทยคือ โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ปอด โรคหัวและหลอดเลือด ตามลำดับ ซึ่งสาเหตุของการเจ็บป่วยในพระสงฆ์เกิดจากการฉันอาหารที่มีไขมันสูงและดื่มน้ำปานะที่มีรสหวาน เฉลี่ย 2 แก้ว/วัน รวมถึงออกกำลังกายน้อย เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายของพระสงฆ์อย่างการเดินรอบวัด กวาดลานวัด ยังไม่เพียงพอสำหรับการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน

โยมสะดวก แต่พระอาจไม่สบาย thaihealth

เมื่อฆราวาสอย่างเราเป็นผู้ถวายอาหารให้พระสงฆ์ ทั้งการใส่บาตรและถวายเพล อีกทั้งพระสงฆ์ ไม่สามารถเลือกฉันอาหารเองได้ ฆราวาสก็ควรคำนึงเลือกอาหารคุณภาพดีไปถวาย สำหรับฆราวาสญาติโยมที่ไม่สะดวกประกอบอาหารนำไปถวายพระด้วยตัวเองก็สามารถเลือกซื้ออาหารสำเร็จไปใส่บาตรได้ตามเดิม เพียงแต่ขอให้เพิ่มความใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารลงไปอีกนิด พิจารณาดูอีกหน่อยว่าอาหารเหล่านั้นมีสารอาหารครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ ไม่จำเป็นที่จะต้องถวายกับข้าวหลายอย่าง ท่านสามารถเลือกถวายกับข้าวเพียง 1 อย่าง แต่เป็น 1 เมนูอาหารที่มีคุณภาพส่งเสริมต่อการมีสุขภาพที่ดีได้

โยมสะดวก แต่พระอาจไม่สบาย thaihealth

ทั้งนี้ ในส่วนของแม่ค้าแม่ขายที่ประกอบอาหารก็อย่าลืมคำนึงถึงสุขภาพของพระสงฆ์ เพราะในยุคปัจจุบันคนนิยมซื้ออาหารสำเร็จเป็นส่วนมาก หากแม่ค้ายังคงประกอบอาหารแบบเดิม มีผักน้อยชนิด ยังปรุงอาหารรสชาติจัดจ้าน และเน้นเมนูที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบค่อนข้างเยอะ แนวโน้มการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ไทยก็อาจไม่ลดลงจากเดิมเท่าไหร่นัก

เมื่อแม่ค้าเป็นมือหนึ่งในการประกอบอาหารและปรุงรสชาติ ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงนำเคล็ดลับการประกอบอาหารที่เป็นการปรุงอาหารด้วยความคำนึงและใส่ใจสุขภาพพระสงฆ์ไทย ด้วยการ ใส่สุขภาพ เสริมข้าวกล้อง เสริมผัก เสริมปลา เสริมนม สรร-ปานะ และ สรร-กิจนิมนต์ มาฝากดังนี้ค่ะ

1. เสริมข้าวกล้อง เพิ่มใยอาหารด้วยวิตามิน : ด้วยการผสมข้าวกล้องและข้าวขาวอย่างละครึ่ง ข้าวกล้องมีประโยชน์ต่อหัวใจ ลดความเสี่ยงไขมันอุดตันเส้นเลือด ช่วยระบบขับถ่าย และอุดมไปด้วยวิตามินบี เนื่องจากในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงกว่าข้าวขาวถึง 3-7 เท่า

2. เสริมผัก หลากชนิด : ด้วยการบริโภคผักและผลไม้ 2 ส่วน ต่อข้าว 1 ส่วน และเนื้อสัตว์หรือไข่ 1 ส่วน เพราะผักและผลไม้มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง และเบาหวานได้มากในผักและแร่ธาตุ กากใยอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ทั้งนี้ผักในท้องตลาดมีหลากหลายชนิดด้วยกัน ยิ่งมีผักหลากหลายชนิดในเมนูอาหารก็ยิ่งมากไปด้วยประโยชน์ แต่น่าเสียดายที่พระสงฆ์ไม่ได้ฉันในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากในอาหารตักบาตรไม่มีผลไม้ และญาติโยมไม่ได้นำมาถวาย ท่านจึงไม่ได้ฉันผักสดหรือผลไม้รสหวานน้อย อย่าง มะละกอ ฝรั่ง แอปเปิ้ล และสาลี

3. เสริมปลา ลาไกลมะเร็ง : ปลาเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ถือเป็นอาหารสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง ซึ่งปลายังเป็นวัตถุดิบที่รังสรรค์อาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ปลาผัดขึ้นฉ่าย ปลานึ่งมะนาว ยำปลาสลิด เมี่ยงปลาทู เป็นต้น อีกทั้งยังมีกรรมวิธีการทำที่หลากหลาย ทั้งนึ่ง ต้มโคล้ง ต้มยำ แกงส้ม ผัด ทอด ย่าง หรืออ่อม

โยมสะดวก แต่พระอาจไม่สบาย thaihealth

4. เสริมนม ผสมกะทิ กระดูกดี : ปรับให้เมนูของคาวและหวานที่มีส่วนผสมจากกะทิเป็นเมนูสุขภาพมากขึ้น ด้วยการใช้สูตรกะทิครึ่ง+นมครึ่ง ได้สุขภาพดีโดยที่ไม่เสียรสชาติอาหาร อาหารยังคงอร่อย มีคุณค่าอาหารและแคลเซียมสูง แต่สำหรับพระสงฆ์ที่ไม่สามารถฉันนมวัว สามารถใช้นมถั่วเหลืองแทนได้ เพราะการกินไขมันมากเกินความจำเป็นอาจทำให้อ้วนง่ายและมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่นำนมวัวมาผสมสอดแทรกในเมนูอาหารเนื่องจากยังคงมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งมีปัญหาเรื่องกระดูกพรุน กระดูกบาง เพราะพระบางท่านไม่ดื่มนมวัวเลย ประกอบกับไม่ได้รับอาหารที่มีแคลเซียมมากนัก จึงมีความเสี่ยงมีภาวะกระดูกไม่แข็งแรงด้วย

5. สรรปานะ ลดน้ำตาล : น้ำปานะ หรือ เครื่องดื่มที่จะช่วยบรรเทาความหิวขณะท้องว่างได้ ควรมีปริมาณน้ำตาลน้อยและมีโปรตีนอยู่ด้วย อย่างเช่น โยเกิร์ต นมวัว-นมถั่วเหลือง ทั้งนี้ควรเลือกชนิดไขมันต่ำ รสชาติจืดหรือหวานน้อยแทน

6. ลดเค็ม ลดมัน รสชาติไม่จัดจ้าน : เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพพระสงฆ์ควรลดปริมาณการปรุง ทั้ง น้ำปลา เกลือ น้ำบูดู น้ำไตปลา ปลาร้า ปลาจ่อม รวมถึงควรใช้น้ำมันในปริมาณที่น้อย หรือเปลี่ยนเป็นกรรมวิธีการต้ม อบ ตุ๋น นึ่ง แทน

เพื่อเป็นการส่งเสริมและเอื้อให้พระสงฆ์ไทยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการฉันอาหารที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่าง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต โครงการสงฆ์ไทยไกลโรค โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงขอเป็นอีกหนึ่งช่องทางดีๆ ที่เผยแพร่ข้อมูลและผลิตสื่อด้านโภชนาการที่ถูกต้อง ที่มีส่วนช่วยให้ฆราวาสอย่างเราๆ เลือกอาหารคุณภาพดีไปถวายใส่บาตร เพื่อที่พระสงฆ์จะได้มีสุขภาพร่างกายที่ดีอย่างยั่งยืน

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

\'สายตายาวตามวัย\' ไม่ใช่โรค-ป้องกันไม่ได้ thaihealth

แฟ้มภาพ

          อาการมองใกล้ไม่ชัด แต่ในครั้งอาจจะมีอาการแสบตา เคืองตา ปวดตา ปวดศีรษะ เนื่องจากเมื่อมองไม่เห็นก็จะพยายามเพ่งมากขึ้น หรือจากเดิมที่เคยอ่าน เขียนหนังสือที่ระยะห่างจากตา 1 ฟุตแล้วชัด แต่ตอนนี้กลับไม่ชัด ต้องใช้วิธี เลื่อนหนังสือออก หรือบางคนอาจต้องหรี่ตาให้เล็กลง เพื่อช่วยให้อ่านหนังสือชัดขึ้น

          ฟันธงได้เลยว่านั่นคือ "อาการสายตายาว" ยิ่งหากคุณมีอายุ 40 ปีขึ้นไปก็เป็น เรื่องปกติตามธรรมชาติที่จะต้องเผชิญกับภาวะนี้ แต่ยังคงมีหลากหลายความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อนในเรื่องสายตา ด้วยเหตุนี้  ผู้เชี่ยวชาญจาก "จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน วิชั่น" จึงนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาสายตาได้อย่างถูกต้อง

          ความเข้าใจผิดที่ 1 : สายตายาวตามวัย ก็คือภาวะสายตายาวนั่นเอง

          เรื่องของสายตายาวนั้น มีด้วยกัน  2 ประเภทหลักๆ อย่างแรก คือ 'สายตายาว ตั้งแต่กำเนิด' จะเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด อีกอย่าง หนึ่ง คือ 'สายตายาวตามวัย' ซึ่งอาการสายตายาว 2 ประเภทนี้จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสายตายาวตั้งแต่กำเนิด เกิดจากขนาดของลูกตาที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้จุดรวมแสงของภาพไม่ว่าวัตถุนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลไม่ไปโฟกัสบนจอประสาทตา จึงเป็นสาเหตุของการปวดตา และมองเห็น ไม่คมชัด

          แต่ว่าสายตายาวตามวัยจะเกิดขึ้นหลังจากอายุ 40 ปี เป็นผลจากการปรับโฟกัสของเลนส์ตาแย่ลง ทำให้มองวัตถุระยะ ใกล้ไม่ชัด ทำให้ต้องยืดแขนออก เพื่อมองให้ชัด เพราะฉะนั้น อย่าสับสนระหว่าง สายตายาวโดยกำเนิด และ สายตายาวตามวัย เป็นอันขาด

          ความเข้าใจผิดที่ 2 : สายตายาวตามวัยป้องกันได้

          เมื่ออายุมากขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงของดวงตาหลายอย่าง เช่น รูม่านตามีขนาดเล็กลง ปริมาณของน้ำตาลดลง และการเกิดปัญหาสายตายาว ตามวัยซึ่งสายตายาวตามวัยเป็นกระบวนการ เปลี่ยนแปลงของดวงตาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เนื่องจากเลนส์แก้วตามีความยืดหยุ่นน้อยลง

          ดังนั้น สายตายาวตามวัยจึงไม่ใช่โรค และในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันได้ โดยจะเกิดขึ้นกับทุกคนไม่ว่าจะมีค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาปกติมาก่อนอายุ 40 ปีก็ตาม แม้แต่คนที่ทานอาหารบำรุงสายตาเป็นประจำ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้

ความเข้าใจผิดที่ 3 : ยิ่งแก้ปัญหา สายตายาวตามวัย ก็จะยิ่งทำให้สายตาแย่ลง

          ความจริง คือ เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาสายตายาวตามวัยและไม่แก้ไข จะทำให้ดวงตาของคุณรู้สึกเมื่อยล้า และหากปล่อยให้ปัญหาสายตายาวเกิดขึ้นต่อไปโดยไม่แก้ไข จะยิ่งกระทบต่อการใช้ชีวิตที่ลำบากมากขึ้น เช่น อ่านตัวหนังสือขนาดเล็กได้ลำบาก, หรือเวลาอ่านหนังสือก็ต้องพยายามยืดแขนออก, มีปัญหาในการมองเห็นวัตถุระยะใกล้, ถ้ามีสายตาสั้นอยู่เดิม จะต้องถอดแว่นตาออกถึงจะมองใกล้ได้ชัดขึ้น

          ทางที่ดีถ้ามีการแก้ไขที่ถูกต้องก็จะทำให้มองเห็นได้คมชัดเหมือนเดิม ทั้งยังไม่ต้องรู้สึกหงุดหงิดเพราะมองไม่ชัดเนื่องจากมีปัญหาค่าสายตาอีกต่อไป ที่สำคัญ คุณจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ท่องเที่ยว หรือ การออกกำลังกายได้เหมือนตอนก่อนอายุ 40

          ความเข้าใจผิดที่ 4 : สามารถนำค่า สายตาสั้นมาหักลบค่าสายตายาวตามวัย เพื่อให้ค่าสายตากลับมาเป็นปกติได้

          หากคุณมีความเชื่อแบบนี้ บอกได้เลยว่ากำลังเข้าใจผิดอยู่ เพราะการวัดว่าเรามีค่าสายตาสั้น เอียงหรือยาวโดยกำเนิด จะวัดกันที่การมองไกล ให้มองวัตถุที่วางอยู่ในระยะไกลและแก้ปัญหาด้วยการใส่ค่าสายตาที่ทำให้มองไกลชัด แต่สายตายาวตามวัยนั้นส่งผลต่อการมองใกล้ เกิดจากความเสื่อมของการโฟกัส ไม่ใช่ความเสื่อมที่เกิดจากแสงโฟกัสที่อยู่ในระยะไกล

          ฉะนั้น ปัญหาสายตายาวตามวัย และปัญหาสายตาอื่นๆ จึงเป็นคนละเรื่องกัน  ไม่สามารถนำหลักการทางคณิตศาสตร์มาใช้และนำค่าสายตามาหักลบกัน

          เช่นเดียวกันเรื่องของแว่นมองใกล้แล้วจะทำให้สายตายาวเพิ่มขึ้นเร็วขึ้นจริงหรือไม่? คือตอบก็คือไม่จริง สายตายาวตามอายุจะเสื่อมไปตามวัย การใส่แว่นนอกจากไม่ได้ทำให้เกิดสายตายาวที่เพิ่มเร็วมากขึ้นแล้ว กลับทำให้เราสบายตามากขึ้น กล้ามเนื้อตาไม่ต้องเพ่งมากในขณะที่เรามองใกล้  ลดอาการตาล้าได้

          ความเข้าใจผิดที่ 5 : ไม่ค่อยมีทางเลือก ในการแก้ไขปัญหาสายตายาวตามวัย

          ทางเลือกในการแก้ไขสายตายาวตามวัย มีได้หลายอย่าง เริ่มจากการใส่แว่นสายตายาวสำหรับอ่านหนังสือ (Reading Glasses) หรือในคนที่มีภาวะสายตาสั้นมาก่อนก็ต้องใช้แว่นชนิดโปรเกรสซีฟ หรือแว่น Bifocal ที่จะช่วยปรับการมองเห็นได้ทั้งระยะใกล้-ไกล

          นอกจากนี้ยังมีคอนแทคเลนส์สำหรับสายตายาวตามวัย ที่ออกแบบโดยเน้นพื้นที่การมองเห็นบนคอนแทคเลนส์ให้เหมาะสมกับขนาดรูม่านตา ซึ่งมีขนาดแตกต่างกันไปตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นและค่าสายตาสั้น-ยาวอีกด้วย

          ปัญหาสายตายาวตามวัยเกิดขึ้นได้ กับทุกคน จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่า ที่คิด ควรสังเกตตัวเองเมื่อถึงเวลาที่สายตาเปลี่ยนแปลง และแก้ไขทันที  เพื่อให้ใช้ชีวิตและสนุกกับทุกไลฟ์สไตล์ ได้อย่างเต็มที่

          แม้แต่คนที่ทานอาหารบำรุงสายตาเป็นประจำก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง ปัญหานี้

 

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. วันงดสูบบุหรี่โลก คำขวัญ วันงดสูบบุหรี่โลก กลอน วันงดสูบบุหรี่โลก ร่วม รณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก ความหมาย วันงดสูบบุหรี่โลก 2560 วันงดสูบบุหรี่โลก 2560 คําขวัญ

วันงดสูบบุหรี่ 31 พ.ค. วันงดสูบบุหรี่โลก

poster-hi-res WHO-60

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก คำขวัญ

 

ความเป็นมา วันงดสูบบุหรี่โลก

เริ่มมีการจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1988 โดยองค์การอนามัยโลก เนื่องจากเล็งเห็นอันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพ ของผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่ การจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบ และให้รัฐบาลชุมชนและประชากรโลก ตระหนักถึงความสำคัญและเข้าร่วมกิจกรรม

World-No-TobaccoDay

วันงดสูบบุหรี่โลก บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนเรื่องบุหรี่

การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และโรคระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้มีโอกาสเกิดโรคบางโรคมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับควันบุหรี่ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคอื่น ๆ อีกหลายโรค บุหรี่ยังทำให้เสียทรัพย์โดยไม่จำเป็นอีกด้วย
องค์การอนามัยโลกระบุชัดเจนว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สามารถป้องกันได้ และกำหนดให้ วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ( World No Tobacco Day) มีการกำหนดคำขวัญในการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในแต่ละปี

วันงดสูบบุหรี่ วันงดสูบบุหรี่โลก 2556

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม วันงดสูบบุหรี่โลก คำขวัญ

กฎหมายคุ้มครอง วันงดสูบบุหรี่โลก

บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งต่อผู้สูบเอง และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่สูดหายใจเอาอากาศที่มีควันบุหรี่เข้าไป เพราะควันบุหรี่ประกอบด้วยสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ นิโคติน ทาร์ เป็นต้น จากการสำรวจพบว่า ผู้ที่เป็นมะเร็งปอดนั้น ร้อยละ 90 เป็นผลเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ และถ้าสูบเกินวันละ 1 ซอง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 5-20 เท่า นอกจากนี้ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบร้อยละ 80 และโรคหัวใจร้อยละ 50 ก็มีผลมาจากการสูบบุหรี่เช่นเดียวกันทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535
    มีสาระสำคัญคือ การประกาศเขตปลอดบุหรี่ โดยแบ่งเขตปลอดบุหรี่ออกเป็น 4 กลุ่มคือ
    – เขตปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง เช่น รถยนต์โดยสารประจำทางทั้งที่ปรับอากาศและไม่ปรับอากาศ แท็กซี่ ตู้รถไฟปรับอากาศ ห้องชมมหรสพ
    – เขตปลอดบุหรี่ทั้งหมดเช่น โรงเรียน ห้องสมุด ยกเว้น ห้องส่วนตัว
    – เขตปลอดบุหรี่เกือบทั้งหมด เช่น สถานพยาบาล ศูนย์การค้า สถานที่ราชการ และรัฐวิสาหกิจ หากจะสูบก็ให้สูบเฉพาะเขตสูบบุหรี่
    – เขตปลอดบุหรี่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ เช่น ตู้รถไฟโดยสารทั่วไป(ไม่ปรับอากาศ) และร้านขายอาหารทั่วๆ ไป เฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ แต่ต้องจัดเขตสูบบุหรี่ไม่ให้เกินครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด
  2. พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
    มีสาระสำคัญคือการห้ามขายบุหรี่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท ห้ามขายสินค้าอื่นและแถมบุหรี่ให้ หรือ ขายบุหรี่แล้วแถมสินค้าอื่นๆ และห้ามการโฆษณาทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
    การรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ มิใช่จะกระทำแค่วันเดียว แต่ต้องทำอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อสุขภาพและอนามัยที่ดีแก่ตนเองและผู้ใกล้ชิด

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth

แม้ตัวเราจะไม่ได้สูบบุหรี่ แต่คงปฏิเสธได้ไม่เต็มปากว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากผู้ที่สูบบุหรี่ เพราะจากรายงานขององค์การอนามัยโลก ปี พ.ศ. 2558 พบว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ทางอ้อมประมาณ 600,000 คน ซึ่งอันตรายส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบุหรี่มือสาม 

แน่นอนว่าว่า ‘บุหรี่มือหนึ่ง’ คือควันที่ผู้สูบบุหรี่ดูดเข้าไปในร่างกาย ส่วน ‘บุหรี่มือสอง’ ก็คือควันที่ผู้สูบคนนั้นพ่นลมหายใจออกมา รวมถึงควันที่เกิดจากการเผาไหม้บุหรี่ด้วยเช่นกัน  แต่หากพูดถึง ‘บุหรี่มือสาม’ คนส่วนใหญ่อาจยังไม่คุ้นชินและไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไรกันแน่ แต่แท้จริงแล้ว บุหรี่มือสาม คือ สารพิษจากควันบุหรี่ที่ตกค้างตามเส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้า ตุ๊กตา พรม โซฟา ผ้าม่าน ที่นอน หรือช่องแอร์ เป็นต้น หรือจะพูดให้เข้าใจได้ง่าย ควันบุหรี่มือสามคือสถานที่ที่มีคนมาสูบบุหรี่และทิ้งร่องรอยของสารพิษตกค้าง อนุภาคละอองไอสารเคมีที่เป็นพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็งไว้ให้เรา แม้ควันเหล่านั้นจะจางหายไปในอากาศแล้วก็ตาม

บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth

รู้หรือไม่...อันตรายไม่คาดคิดจากควันบุหรี่?

1. แม้การสูบบุหรี่ 1 มวน จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่สารพิษจากควันบุหรี่จะยังคงตกค้างอบอวนอยู่ในบ้านของคุณอย่างน้อย 6 เดือน แน่นอนว่าเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยอย่างเด็กและสตรีมีครรภ์

2. แม้ว่าคุณจะสูบบุหรี่มาหลายสิบชั่วโมงก่อนที่จะเข้าบ้านมาสัมผัส อุ้ม เล่น หรือป้อนอาหารให้ลูกน้อยก็ตาม แต่นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง

3. หากคุณเป็นคนสูบบุหรี่แล้วลูกน้อยเข้ามาสัมผัสร่างกาย ลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางจมูก ผิวหนังก็ตาม หรือแม้กระทั่งลูกสัมผัสตัวคุณในบริเวณที่มีสารพิษสะสมแล้วเอามือมาขยี้ตา ลูกของคุณก็สามารถรับสารพิษผ่านเยื่อบุตาได้

4. สำหรับคุณแม่ที่สูบบุหรี่หรือได้รับการสูดดมเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย สารพิษเหล่านั้นสามารถส่งไปถึงลูกน้อยได้เมื่อยามที่คุณให้นม

5. เด็กและทารกจะสามารถรับฝุ่นที่มีควันบุหรี่มือสามเข้าไปในร่างกายได้เป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่ เพราะเด็กหายใจได้เร็วกว่าและสัมผัสใกล้กับพื้นผิวที่เป็นฝุ่นมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ

บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth

จะเห็นได้ว่าโทษของการสูบบุหรี่เกิดขึ้นได้กับทั้งตัวผู้สูบและผู้ที่ต้องอยู่อาศัย เดินผ่าน หรือสูดเอาอากาศในบริเวณที่เคยมีคนสูบบุหรี่ไว้นานแล้วเข้าไปในร่างกายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด ที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ซึ่ง สสส. เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ร่วมมือกันทำงานเชิงรุกในการรณรงค์ให้คนในสังคมเห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ รวมถึงจัดกิจกรรมโครงการที่ช่วยลดจำนวนอัตราการสูบบุหรี่และนักสูบหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย โครงการเลิกสูบก็เจอสุข:ปฏิบัติการ ลดพื้นที่สูบ เพิ่มพื้นที่สุข รวมถึงส่งเสริมพื้นที่ปลอดควันบุหรี่ในพื้นที่หลังม่าน อย่างโครงการเรือนจำปลอดควันบุหรี่

บุหรี่มือสาม ภัยมืดที่มองไม่เห็น thaihealth

และในวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี ถือเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงขอเป็นหนึ่งช่องทางเผยแพร่ความรู้จากพิษภัยของบุหรี่ ที่เพียงคุณจุด 1 มวน ก็สามารถส่งผลกระทบถึงคนอื่นได้อีกหลายๆ คน และทีมงานจึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านหันมาเลิกสูบบุหรี่ เพื่อผลดีต่อสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้างที่คุณรักนะคะ ทีมเว็บไซต์ สสส. ขอเป็นหนึ่งกำลังใจในการเลิกสูบบุหรี่ครั้งนี้ของทุกท่าน ขอให้ทุกครอบครัวทำได้สำเร็จในเร็ววันค่ะ

สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเลิกสูบบุหรี่ สามารถสมัครได้ที่ อสม. รพ.สต.ใกล้บ้าน อสส. กทม. และ รพ. ในสังกัดกทม. และ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ หรือ คลิกไปเปลี่ยนชีวิตคุณได้ที่  www.quitforking.com  หรือ ปรึกษาเลิกบุหรี่ โทรฟรี 1600 นะคะ

 

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ที่มา : หนังสือ ผักเกษตรอินทรีย์ แตกต่างจากผักอื่นอย่างไร สำนักศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

หลายครั้งที่เราซื้อผักมาแล้วกินไม่หมดก็ยัดใส่ไปในตู้เย็นครั้งละมาก ๆ พอจะเอามากินก็สายเกินไป ผักแสนน่ากินกลายเป็นผักที่เหี่ยว ไม่สดเหมือนเดิมอีกต่อไป วันนี้ลองมาดูวิธีที่ถูกต้องสำหรับการเก็บผักให้อยู่ได้นานกันดีกว่าค่ะ

อยากเก็บ ?ผัก? ให้นานทำไงดี? thaihealth

ก่อนจะเก็บผักต้องรู้เรื่องนี้ก่อน

1.ไม่ควรเก็บผักไว้รวมกัน จะทำให้เกิดการเน่าเสีย และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

2.การเก็บผักด้วยวิธีแช่น้ำ ไม่ควรแช่ผักลงในน้ำทั้งตัน เพราะจะทำให้วิตามินละลายน้ำเสียไป

3.การเก็บผักเล็กๆน้อยๆ ที่ใช้ในครัวและเก็บในตู้เย็นนั้น ควรล้างผักให้สะอาดก่อนเพราะผักที่ซื้อจากตลาดขายปลีกมักไม่สะอาด หากยังไม่ได้ใช้ทันทีให้ล้างทั้งต้นด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำจริงๆ จึงเอาเข้าเก็บ

วิธีลดสารเคมีในผักก่อนเก็บ

อยากเก็บ ?ผัก? ให้นานทำไงดี? thaihealth1.ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่ผักนาน 15 นาที แล้วนำไปล้างน้ำสะอาดหลายๆครั้ง จะสามารถลดสารตกค้างได้ร้อยละ 90-95 ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก

2.ใช้น้ำส้มสายชูที่มีกรดความเข้มข้นร้อยละ 5 ผสมในอัตราส่วน 1:10 เช่น น้ำส้มสายชุ 1 ถ้วยตวง ต้องใช้น้ำ 10 ถ้วยตวง นำไปแช่ผัก 10-15 นาที แล้วล้างน้ำสะอาด สามารถมารถลดสารเคมีได้ร้อยละ 60-84 ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก

3.ใช้น้ำล้างผักปล่อยให้ไหลผ่านผัก โดยเด็ดผักเป็นใบๆใส่ตระแกรงโปร่ง แล้วใช้มือช่วยคลี่ใบผักล้างนาน 2 นาที สามารถลดสารเคมีได้ร้อยละ 25-63 ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก

4 หลัก เก็บผักให้สด

การเก็บรักษาผักสดให้คงอยู่ในสภาพที่ดี และอยู่ได้นานที่สุดนั้นต้องเก็บให้เหมาะสมกับชนิดของผักนั้นๆ โดยจะต้องแบ่งผักออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน

1.กลุ่มผักที่เน่าเสียง่าย เช่น เห็ด ผักชี ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่งฝักยาว ผักบุ้ง ชะอม กลุ่มผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด เช่น ผักกาด ผักคะน้า มะเขือเทศ และกลุ่มผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ เช่น ฟัก แฟง เผือก มัน ฟักทอง เป็นต้น ผักเหล่านี้แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ยืดเวลาได้ไม่นานนัก แต่การเก็บที่ดีที่สุดคือใส่ถุงพลาสติกที่สะอาดและแห้ง จะช่วยเก้บไว้ได้นานขึ้น 5-7 วัน

อยากเก็บ ?ผัก? ให้นานทำไงดี? thaihealth2.การเก็บผักนั้นควรแยกเก็บตามชนิดของผัก ไม่ควรเก็บผักและผลไม้ให้อยู่ด้วยกัน เพราะทำให้เกิดการเน่าหรือเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรเก็บผักแต่ละชนิดโดยแยกกันเป็นสัดส่วน การเก็บผักนั้นไม่ควรล้างก่อนเก็บ ควรจะล้างเมื่อจะนำมาประกอบอาหารเท่านั้น ประเภทผักใบ ถั่วลันเตา ถั่วแขก เหล่านี้ควรแยกใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 45 องศาฟาเรนไฮต์ จะช่วยให้คงความสดอยู่ได้นานขึ้น

3.ผักหัวประเภทแครอท หัวผักกาด หัวบีท เผือก ให้ตัดใบออกให้หมดก่อนเก็บ มิฉะนั้นความหวานในหัวจะลดลง ส่วนผักที่มีเปลือกหนา เช่น ฟักทอง ฟัก แฟง มันฝรั่ง เผือก เก็บโดยไม่ต้องล้างเช่นเดียวกัน โดยวางไว้ในที่เย็นๆ อากาศถ่ายเทได้ และอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 55-65 องศาฟาเรนไฮต์ จะช่วยให้เก็บไว้ได้นานขึ้น

4.ไม่ควรแช่ผักกับผลไม้ไว้ด้วยกันเพราะ ผลไม้สุกจะปล่อยก๊าซเอธิลีนออกมา ทำให้ผักที่ว่างอยู่ใกล้ ๆ เสียเร็ว ทางที่ดีควรเก็บผักและผลไม้แยกถุงหรือ แยกชั้นกัน ยิ่งแช่ห่างกันมากเท่าไรผักและผลไม้ก็จะช่วยยืดอายุได้นานขึ้น

เพียงเท่านี้เราผักที่ซื้อมาก็จะอยู่กับเรานานขึ้น แต่ทางทีดี  ‘ผักสด’ ควรจะกินภายใน 1-2 วัน เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุด แต่ถ้าต้องการแช่ผักในตู้เย็น หลังจากล้างผักและเสร็จแล้ว ให้ห่อผักด้วยกระดาษเช็ดมือแผ่นใหญ่ แล้วค่อยนำไปแช่ตู้เย็น กระดาษจะช่วยเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกไป ซึ่งจะช่วยคงความสดให้นานขึ้น และอย่าลืมเด็ดผักใบที่ช้ำหรือเน่าทิ้งไปก่อนด้วยนะค่ะ

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ team content www.thaihealth.or.th

หนูอยากให้...

แฟ้มภาพ

“หนูอยากให้พ่อเลิกบุหรี่” ความในใจจากลูกๆ ที่หวังอยากให้พ่อหยุดสูบบุหรี่ เพราะโรคต่างๆ ที่ตามมาจากการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ และเส้นเลือดในสมอง ทำให้คนในครอบครัวเจ็บปวดกับการทรมานด้วยโรคดังกล่าวของผู้สูบบุหรี่

และหากเป็นไปได้ก็เชื่อว่า ลูกๆ อยากให้คุณพ่อหยุดสูบบุหรี่ตั้งแต่เนิ่นๆ อยากให้อยู่กับครอบครัวด้วยการมีสุขภาพที่ดี เพราะผู้สูบบุหรี่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อายุสั้นลงโดยเฉลี่ย 12 ปี และจะป่วยหนักประมาณ 2 ปี ก่อนเสียชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ครอบครัวจะทำใจยอมรับการจากไปของผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ได้ง่ายดายนัก

รู้หรือไม่

- สูบบุหรี่ 1 มวน อายุสั้นลง 7 นาที

- ควันบุหรี่มีสารพิษมากกว่า 7,000 ชนิด เป็นสารพิษ 250 ชนิด และกว่า 70 ชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง

- ในอดีตเราเชื่อว่า การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเคยชินที่สามารถเลิกได้โดยอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้าง แต่ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า ฤทธิ์ของนิโคตินในบุหรี่ มีอำนาจเสพติดเทียบเท่าเฮโรอีน ซึ่งยากที่ผู้สูบบุหรี่จะถอนตัวขึ้น

หนูอยากให้...

เลิกบุหรี่ด้วยหลัก 3หา 7ไม่

การเลิกบุหรี่แม้จะดูเป็นเรื่องยากสำหรับตัวผู้สูบบุหรี่เอง แต่ก็ไม่ได้ยากจนไม่สามารถเลิกได้เลย มีตัวอย่างจากหลายๆ คนที่สามารถเลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด และหันหลังให้กับบุหรี่อย่างถาวร เช่น โย่ง-อาร์มแชร์ ศิลปินนักร้อง นักแสดงตัวอย่างของหลายๆ คน สามารถเลิกบุหรี่ได้เด็ดขาดโดยมีภรรยา คือก้อย วลัยลักษณ์ หรือก้อย Saturday Seiko เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ โดยเลิกด้วยการ “หักดิบ” และฝ่าฟันห้วงเวลานั้นด้วยคำสัญญาที่ให้ไว้แก่ภรรยา และกำลังใจจากคนรอบข้าง ดังนั้นหลัก 3หา 7ไม่ต่อไปนี้ เป็นหลักการที่จะช่วยให้คนที่อยากเลิกบุหรี่มีหลักยึด และปฏิบัติตามได้

1. หาที่ปรึกษา

ขอคำปรึกษาจากคนที่คุณรู้จักที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จมาแล้ว หรือโทรศัพท์ขอคำแนะนำในการเลิกบุหรี่ ที่ 1600

2.หากำลังใจ

ควรบอกคนใกล้ชิดให้ทราบว่า คุณกำลังเลิกบุหรี่ เพราะกำลังใจจากคนรอบข้างจะช่วยให้คุณพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่จนสำเร็จ

3.หาเป้าหมาย

วางแผนการปฏิบัติตัวและกำหนดวันที่จะเลิกบุหรี่ อาจเป็นวันสำคัญในชีวิตของคุณ หรือวันสำคัญทางศาสนาที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็ได้

4.ไม่รอช้า

เตรียมทิ้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ให้หมด เตรียมผลไม้รสเปรี้ยว หรือ ของขบเคี้ยว เพื่อช่วยลดความอยาก รวมทั้งปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่คุณมักทำร่วมกับการสูบบุหรี่

5.ไม่หวั่นไหว

เมื่อถึงวันที่ต้องเลิกบุหรี่ ควรตื่นนอนด้วยความสดชื่น บอกว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองด้วยใจตั้งมั่น

6.ไม่กระตุ้น

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้อยากสูบบุหรี่ เช่น กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

7.ไม่หมกมุ่น

เมื่อรู้สึกเครียดให้หยุดพักสมอง คลายความเครียด โดยการพูดคุยกับคนอื่นๆ หรือหาหนังสือสบายอารมณ์มาอ่าน หรือออกกำลังกาย

8.ไม่นิ่งเฉย

จัดเวลาออกกำลังกายวันละ 15-20 นาที นอกจากช่วยคุมน้ำหนักแล้ว ยังทำให้สมองปลอดโปร่ง เพิ่มประสิทธิภาพของหัวใจและปอด

9.ไม่ท้าทาย

อย่าคิดว่ากลับไปสูบดูบ้างคงไม่เป็นไร เพราะการลองสูบเพียงมวนเดียว อาจทำให้กลับไปติดได้

10.ไม่ท้อแท้

หากต้องหันกลับไปสูบอีก ไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลว แต่อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัวครั้งต่อไป และพยายามต่อสู้เพื่อให้ตัวคุณเองสามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ

เคล็ดที่ไม่ลับ 3หา7ไม่ นี้ ฝากผู้อ่านที่ต้องการช่วยคุณพ่อ หรือคนในครอบครัวที่อยากเลิกบุหรี่ให้ได้ ลองปฏิบัติตามดูนะคะ เพราะหากเลิกได้ คนที่คุณรักก็จะได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมา อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และชีวิตบั้นปลายจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วยทรมานจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่

ในปี 2560 นี้ มาร่วมโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ๑ ในโครงการร่วมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยความร่วมมือและดำเนินการ ของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย สมาคมหมออนามัยสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข  สมาคมอาสาสมัครเพื่อสังคมไทย (อสม.) และภาคีเครือข่ายโดยสามารถร่วมลงนามเลิกบุหรี่ ได้ที่ http://www.quitforking.com

ที่มา : กนกพร อะทะวงษา สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อเข้าสู่เดือนเมษา ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนอย่างเต็มตัว ตามทฤษฏีแผนไทยกล่าวว่า ความร้อนจากธรรมชาติภายนอกจะส่งผลต่อธาตุไฟภายในร่างกาย เป็นเหตุให้ธาตุไฟกำเริบ เกิดอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ วิงเวียน อ่อนเพลีย คอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก ปัสสาวะน้อย

?แตงโม?ผลไม้คลายร้อน thaihealth

ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถป้องกันและบรรเทาได้ด้วยรสขม เย็น รสเปรี้ยว และรสจืด เช่น ผักหวาน มะระ ตำลึง1 ผลไม้ที่เหมาะกับฤดูนี้ เช่น ส้ม สับปะรด และอีกหนึ่งชนิดที่ขาดไม่ได้สำหรับช่วงหน้าร้อน นั่นคือ “แตงโม” ผลไม้ลูกโต เนื้อแดง รสหวานฉ่ำ ยิ่งเป็นแตงโมแช่เย็นแล้วยิ่งคลายร้อนได้ดีนักเชียว

แตงโม หรือ Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum & Nakai เป็นพืชในวงศ์ CUCURBITACEAE เป็นไม้เถา มือเกาะแยกเป็น 2-3 แขนง ใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีรอยหยักเว้าแบบนิ้วมือ 3-7 แฉก แต่ละแฉกมีรอยหยักเว้าตื้นๆ แบบขนนก ผิวใบเป็นรอยขรุขระ ดอกเดี่ยว แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้ก้านดอกเล็กมีขนนุ่ม กลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีขนอ่อนนุ่ม กลีบดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้สั้นมี 3 อัน ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่า รังไข่มีขน ท่อรังไข่สั้น ปลายท่อมี 3 แฉก ก้านดอกสั้น ที่ปลายมีรอยแยกตื้นๆ 5 รอย ผลกลมหรือค่อนข้างกลม ผิวเรียบ สีเขียวแก่ หรือเขียวอ่อน หรือเขียวแก่และเขียวอ่อนสลับกันภายในมีเนื้อสีแดง รสหวาน ฉ่ำน้ำ เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่ แบน ผิวเรียบ สีน้ำตาลเข้ม2

สรรพคุณแผนไทย ราก แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ร้อนในกระหายน้ำ เปลือก แก้ปวดฟัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ ผล แก้ร้อนใน บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย เมล็ด ขับพยาธิ2 คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อแตงโมสุก 100 ก. ให้พลังงาน 6 กิโลแคลอรี่ คาร์โบไฮเดรต 1.3 ก. ใยอาหาร 0.3 ก. โปรตีน 0.3 ก. แตงโมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน A โดยพบในรูปของเบต้าแคโรทีน 122 มก. และพบวิตามินอื่นๆ เช่น วิตามินบี1 บี2 บี3 และวิตามินซีด้วย 3

มีงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาร citrulline กรดอะมิโนที่พบในน้ำแตงโม โดยพบว่าสาร citrulline สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างอาร์จีนิน (arginine) กรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย อาร์จีนินทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งโกรทฮอร์โมน (growth hormone) ซึ่งกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต และควบคุมระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ4 สาร citrulline จากน้ำแตงโมตามธรรมชาติโดยไม่ผ่านความร้อน จะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กของร่างกายได้ดีกว่าให้สาร L-citrulline ซึ่งอยู่ในรูปของสารสังเคราะห์5

มีรายงานวิจัยพบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานแตงโมวันละ 1,560 ก. (มี citrulline 2 ก.) ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ จะช่วยเพิ่มปริมาณอาร์จีนินในเลือดได้ถึง 22%6 และเมื่อให้นักกีฬาดื่มน้ำแตงโม 500 มล. (มี L-citrulline 1.17 ก.) หรือดื่มน้ำแตงโมที่เสริมสาร L-citrulline 4.83 ก. (มี L-citrulline 6 ก.) เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวม ก่อนการออกกำลังกาย 1 ชม. พบว่าน้ำแตงโมทั้ง 2 ชนิด จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะฟื้นตัวและลดอาการปวดกล้ามเนื้อของนักกีฬาภายหลังจากออกกำลังได้5 และ citrulline ยังช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อของอาสาสมัครที่รับประทานอาหารโปรตีนต่ำ โดยไม่มีผลกระทบต่อระบบหมุนเวียนของโปรตีนในร่างกาย7 ซึ่งประโยชน์จากสาร citrulline นี้ ทำให้แตงโมถูกนำไปพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยเสริมโปรตีนให้แก่ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารจำพวกโปรตีน รวมถึงนำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มช่วยในการฟื้นกำลังในนักกีฬาได้อีกด้วย4

นอกจากนี้แตงโมยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต้านหลอดเลือดแข็งตัว ต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมัน และลดน้ำตาลในเลือดอีกด้วย … หากบ่ายนี้ยังไม่รู้จะคลายร้อนด้วยเมนูอะไร ขอแนะนำเป็นน้ำแตงโมสักแก้ว หรือแตงโมเย็นๆ สักชิ้นนะคะ

ที่มา: โพสต์ ทูเดย์

ไม่อ้วน กินอะไร? thaihealth

 

          อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช"นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) ระบุว่า ในการป้องกันโรคอ้วน นอกจากจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการกินที่จะต้องกินให้ถูกแล้วก็จะต้องหาวิธีเพิ่มระบบเผาผลาญควบคู่กันไป มีเคล็ดในการปฏิบัติตัวดังนี้

          1.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า  คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ อาหารเช้าที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี น้ำตาลในเลือดไม่สูง เช่น เกาเหลาและข้าวซ้อมมือ ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่น้ำ ข้าวต้มเครื่องหรือขนมปังไข่ดาว

          2.กินอาหารวันละ4-6 มื้อเล็กๆ   จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญทำงานตลอดทั้งวัน และลดน้ำหนักได้มากขึ้น การทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อนานเกินไปทำให้ระบบเผาผลาญปรับตัวให้ทำงานช้าลง เพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินปริมาณมากเกินไป ระบบเผาผลาญจะคิดว่าร่างกายกำลังอดอยาก ก็จะพยายามเก็บพลังงานส่วนเกินทั้งหมดไว้เป็นเสบียงใช้ยามขาดแคลน

          3.แต่ละมื้ออาหารหลัก  ควรมีอาหารโปรตีนต่ำอย่างน้อย60-90กรัมอาหารโปรตีนจะช่วยให้อิ่มง่ายและอิ่มนานขึ้น ไม่ทำให้หิวบ่อย และในการเผาผลาญพลังงานจากอาหารโปรตีน ร่างกายจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในการย่อย เมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง

          4.กินธัญพืชไม่ขัดสี  ประมาณ 1/4 ของมื้ออาหารเช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ลูกเดือย หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อื่นๆของธัญพืชไม่ขัดสี เช่นขนมปังโฮลวีต อาหารในกลุ่มนี้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ มีกากใยอาหารและมีสารแอนติออกซิแดนต์สูงทั้งหมดนี้ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิต

          5.กินผักให้ได้  ประมาณครึ่งจานของมื้ออาหารเลือกผัก ผลไม้หลากหลายสี ผักมีพลังงานต่ำสุดในบรรดาอาหารทุกหมวด จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล

          6.เติมเครื่องเทศรสเผ็ด  เครื่องเทศที่มีรสเผ็ดเช่น พริกชนิดต่างๆ สามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลานาน 30 นาที

          7.เลี่ยงหรือลดน้ำตาล   ของหวานขนมขบเคี้ยวและขนมอบเพราะการกินของหวานในปริมาณมากจะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้นอกจากนี้ น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย

          8.ลดอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง  อาหารที่มีเกลือสูงมักแฝงมากับอาหารที่มีไขมันสูง และน้ำตาลหรือแป้งสูง ได้แก่พิชซ่า เนื้อสัตว์ติดมัน ไส้กรอก เบคอน ฮอตด็อก กุนเชียงเค้ก คุกกี้ เป็นต้น

          9.ดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีแคลอรี   เช่น น้ำอัดลม น้ำหวานแอลกอฮอล์ เป็นต้น หากดื่มน้ำน้อยไประบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหารเพราะตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะใช้ในหน้าที่อื่นๆ

          10.ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรที่ปราศจากแคลอรี    เช่น ชาอู่หลง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อOTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหารจะช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ 

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันเราควรเลือกสิ่งดีดีให้กับตัวเราและคนรอบข้างนะคะ

 

ที่มา : ตำราจิตเวชศาสตร์  

มีอยู่บ่อยๆ ที่ผู้ใหญ่ไปตีความหมาย คำพูดของเด็กอย่างผิดๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องเพศแล้วไปลงโทษเด็กว่าเด็กนั้นแก่แดด ทะลึ่ง พ่อแม่จะรู้สึกเดือดร้อน อับอายขายหน้ามาก ที่เด็กพูดคำเหล่านั้นต่อหน้าคนอื่น

เมื่อเด็ก..พูดคำหยาบ thaihealth

แฟ้มภาพ

ความจริงแล้ว เราควรจะถามซ้ำเมื่อได้ยินคำหยาบเหล่านั้นในครั้งแรกๆ เพื่อทราบถึงจินตนาการของเขาว่า คำพูดนั้นเด็กหมายถึงอะไร เขาเรียนจดจำมาจากไหน ซึ่งท่านจะประหลาดใจ ถ้าผมจะบอกว่าส่วนใหญ่เด็กจดจำเลียนแบบมาจากผู้ใหญ่รอบข้างที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ ที่เป็นเพศเดียวกันกับเด็กนั้นเหมือนกับแม่ปูกับลูกปูในนิทานอีสปนั่นแหละ มีบางส่วนที่เด็กเรียนรู้จำจากเด็กๆ ในบ้าน เด็กข้างบ้าน เด็กที่โรงเรียน ญาติผู้ใหญ่ จากโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อต่างๆ

หลังจากที่เรารู้ที่มา และความหมายของคำเหล่านั้น เช่น พ่อแม่เผลอพูดหรือแสดงออกให้เด็กเห็น เราก็พึงระมัดระวังมากขึ้น โดยไม่พูดหรือกระทำซ้ำอีก

เมื่อเด็กพูดคำหยาบ เราจะบอกเด็กด้วยสีหน้า ท่าทางและน้ำเสียงที่สงบว่า “คำ...นั้น แม่ว่าไม่เพราะ เราไม่พูดกันหรอกลูก” แล้วเราเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กไม่ให้หมกมุ่นเรื่องเพศ โดยให้เขาสนใจสิ่งแวดล้อมข้างนอก ชวนเขาวิ่งเล่นออกกำลังกาย, เล่นการละเล่นอื่นๆ ทำการบ้าน ช่วยเลี้ยงน้อง เด็กผู้หญิงอาจช่วยแม่ซักผ้า ทำอาหาร เด็กมีหน้าที่ช่วยงานง่ายๆ ตามความสามารถของเขา เด็กผู้ชายพ่ออาจชวนมารดน้ำ พรวนดิน ปลูกต้นไม้ เหล่านี้เป็นต้น

กรณีที่เด็กพูดคำหยาบออกมาแล้ว เราไปแสดงสีหน้าตกใจหรือไปจ้ำจี้จ้ำไชดุด่าเด็ก หรือไปลงโทษตีเด็กรุนแรง จะทำให้เด็กตกใจ เสียความเชื่อมั่นตนเอง กังวลใจ ย้ำคิดแต่คำนั้น เด็กอาจไม่เข้าใจว่า เขาผิดเรื่องอะไร เด็กบางคนอาจจะคิดว่าเมื่อเขาพูดแล้วถูกตอบสนองมีคนสนใจเขา เขาจะพูดอีก ในส่วนลึกๆ ของจิตใจ เขาพูดเพื่อให้ตัวเขาถูกลงโทษ

บางครั้ง เด็กพูดคำหยาบออกมา เราไปหัวเราะชอบใจ ก็ไปเสริมพฤติกรรมให้เด็กพูดอีกโดยรู้ตัว หรือพูดโดยไม่รู้ตัวก็ได้

ประการต่อมา ถ้าเราไปเฝ้าคอยสังเกต คอยกังวลถามย้ำ กลัวลูกเราจะพูดคำนั้น เป็นการไปเพิ่มความเครียดความสนใจในคำนั้นแก่ลูกของเรามากขึ้น เขาก็อาจจะพูดคำนั้นอยู่เรื่อยๆ โดยไม่หายไป เราก็จะเกิดความเครียดขึ้นไปอย่างไม่สิ้นสุด ว่าทำไมลูกถึงยังพูดคำหยาบไม่ยอมเลิกเสียที

อย่าลืมว่าเด็กจะค่อยๆ พัฒนาเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เริ่มจากรอบตัวเด็ก ในครอบครัว ไปสู่สังคมรอบนอก เราไม่ควรไปปิดกั้นการพัฒนานั้นไว้ ดังนั้นการประคับประคองดูแล สั่งสอนอย่างเหมาะสมตามวัย จะช่วยให้เขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ทำอย่างไรดี..เมื่อลูกจ๋าไม่อยากไปโรงเรียน thaihealth

คงเป็นที่ลำบากใจของผู้ปกครองและคุณครูอยู่ไม่น้อย หากเทศกาลเปิดเทอมที่ใกล้จะถึงนี้ลูกๆ หลานๆ ของท่านมีภาวะงอแงไม่อยากไปโรงเรียนเอาดื้อๆ

ภาวะงอแงในช่วงเปิดเทอมสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเด็กระดับชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจมาจากภาวะที่เด็กยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ได้ดีพอ ภาวะที่ต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันจากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสู่การใช้ชีวิตในโรงเรียน ที่ต้องมีกฏระเบียบและการช่วยเหลือตนเองเพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะวิตกกังวลที่ต้องแยกจากคนใกล้ชิดที่คุ้นเคย ซึ่งหากเด็กในช่วงวัยประถมมีภาวะนี้อยู่นานหรือต่อต้านการไปโรงเรียนค่อนข้างมาก ผู้ปกครองควรหาสาเหตุอื่นที่อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บุตรหลานของท่านเกิดภาวะดังกล่าว แต่โดยส่วนมากเด็กๆ จะสามารถปรับตัวได้เองประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากเปิดเทอม

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดภาคเรียน ทีมเว็บไซต์ สสส. ได้ขอเคล็ดลับการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าว จาก พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มาฝากดังนี้ค่ะ

ทำอย่างไรดี..เมื่อลูกจ๋าไม่อยากไปโรงเรียน thaihealth

1. คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรหากิจกรรมที่มีส่วนสร้างเสริมให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น โดยกำหนดเป็นช่วงตารางเวลาและสอดแทรกกฎระเบียบลงไปเล็กน้อย เพื่อให้เขาค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละเล็กละน้อย เช่น ฝึกเวลาเข้านอน ตื่นนอน กินอาหาร สร้างระเบียบให้เก็บของเล่นทุกครั้งเมื่อเล่นเสร็จ วางรองเท้าให้เป็นที่ ฝึกหัดการช่วยเหลือเช็ดโต๊ะ เก็บผ้า ฝึกการเข้าสังคมด้วยการเล่นกับญาติหรือเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมให้เล่นกีฬา

2. หากเปิดเทอมแล้วบุตรหลานมีภาวะงอแง ผู้ปกครองควรเข้าใจ ค้นหา และแก้ไขสาเหตุที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองไม่ควรโมโหหรือกังวล เพราะถ้าหากเด็กมีความรู้สึกกลัวก็จะงอแงเพิ่มขึ้น ควรสร้างความเชื่อมั่นว่าบุตรหลานของท่านสามารถปรับตัวได้ในเร็ววัน

3. ในกรณีที่พ่อแม่ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วเด็กงอแงไม่อยากให้แยกจาก อาจลองส่งลูกๆ ให้ถึงมือคุณครูแล้วรีบกลับ ไม่ควรอยู่ยื้อหรืออยู่เฝ้า เนื่องจากเมื่อเด็กยิ่งเห็นจะยิ่งกังวลและงอแง

4. หลังจากเลิกเรียน ลองหาช่วงเวลาชวนลูกเล่าเรื่องสนุก เรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน รวมถึงการชื่นชมผลงานที่เขาได้ทำ

5. ฝึกการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่าง

ทั้งนี้การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 60 นาที ยังเป็นตัวช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงภาวะโรคอ้วนสำหรับเด็กที่เนือยนิ่งหรือติดจอ รวมถึงช่วยพัฒนาการของเด็กให้ดีขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายได้ในโรงเรียน อย่างโครงการโรงเรียนฉลาดเล่น  Active School ที่แบ่งสูตรการเคลื่อนไหวออกเป็น 10: 20: 30 คือในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน กิจกรรมระหว่างวันหรือพักเที่ยง และกิจกรรมตอนเย็นหรือหลังเลิกเรียน เพื่อให้เด็กๆ ได้ขยับร่างกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และพัฒนาด้านอารมณ์ สมอง พัฒนาการต่างๆ

ช่วงก่อนเปิดเทอมที่ใกล้จะถึงนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถลองนำ 5 เคล็ดลับการเตรียมตัวเพื่อรับมือลูกๆ ที่ยังไม่พร้อมเปิดเทอมไปใช้กันนะคะ 

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

หน้าร้อนเสี่ยง

แฟ้มภาพ

“กระทรวงสาธารณสุข” เฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วงในช่วงหน้าร้อน แนะเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม

นายแพทย์โสภณ  เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีอากาศร้อน ทำให้อาหารบูดเสียง่าย และเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ จากการเฝ้าระวังโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง ข้อมูลรายงานการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในปี 2559 พบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ จำนวน 138,595 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต และโรคอุจจาระร่วง จำนวน 1,202,813 ราย พบผู้เสียชีวิตจำนวน 5 ราย โดยในช่วงฤดูร้อนจะพบผู้ป่วย โรคอุจจาระร่วง เฉลี่ยเดือนละ 1 แสนราย ส่วน โรคอาหารเป็นพิษจะพบผู้ป่วย เฉลี่ยหมื่นกว่าราย สำหรับปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1พฤษภาคม พบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง จำนวน 337,003 รายและผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ จำนวน 38,893 ราย

สาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาหารทะเลที่เก็บในที่เย็นไม่เพียงพอแล้วนำมาปิ้งย่างไม่สุก หรือ อาหารที่นำมายำใส่ผักสด นอกจากนี้ ประเภท ลาบ ซึ่งไม่สุกเพียงพอ อาหารที่มีไก่และไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวมันไก่ น้ำสลัดหรือมายองเนสที่มีไข่แดงดิบเป็นส่วนประกอบ เพราะในไก่และไข่ที่ไม่สุกอาจจะมีเชื้อแซลโมเนลลา (Salmonella) ซึ่งทำให้เกิดอาการท้องเสีย ท้องร่วงได้ นอกจากนี้ อาจเกิดจากน้ำดื่มหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขขอแนะนำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินอาหาร

นายแพทย์โสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า มี 5 วิธีที่ประชาชนสามารถป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคโดย 1.ปรุงอาหารให้สุก หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุกๆ ดิบๆ 2.เพิ่มความระมัดระวังในการรับประทานอาหารและน้ำดื่ม ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงเองที่บ้าน อาหารสั่งซื้อ อาหารถุง อาหารกล่อง ควรแยกกับข้าวออกจากข้าว และควรรับประทานภายใน 2- 4 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ 3.อาหารเหลือต้องเก็บในตู้เย็นแนะอุ่นก่อนรับประทาน หากมีรสหรือกลิ่นผิดปกติไม่ควรรับประทาน 4.ควรล้างผัก ผลไม้ ให้สะอาดด้วยน้ำหลายๆ ครั้ง หลีกเลี่ยงการใช้มีด เขียง หั่นอาหารดิบและอาหารสุกร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรค 5. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่าย และหลังสัมผัสสิ่งสกปรก

อย่างไรก็ตาม โรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง มีอาการคล้ายกัน คือ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลวบ่อยครั้งอาจมีไข้ ส่วนการดูแลเบื้องต้น ให้ดื่มน้ำละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) เพื่อป้องกันการขาดน้ำหากอาการไม่ดีขึ้น ขอให้ไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

กินมื้อเช้า เลี่ยงอ้วนต้นเหตุเบาหวาน thaihealth

แฟ้มภาพ

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น คือ การมีน้ำหนักตัวเกิน และอ้วน การเน้นให้คนทุกวัยหันมารับประทานอาหารมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อแรกของวันจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะร่างกายต้องการนำพลังงานไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆ 

หลังจากนอนหลับตอนกลางคืน 8-12 ชั่วโมง เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ทำให้รู้สึกหิว หากไม่รับประทานอาหารมื้อเช้าเติมพลังงานให้กับร่างกาย ร่างกายจะดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ในตับออกมาใช้ เพื่อเพิ่มน้ำตาลในเลือด นำไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ดังนั้นการงดหรืออดอาหารเช้า จะมีโอกาสน้ำหนักเกินและเป็นโรคอ้วนได้ง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้า เนื่องจากจะมีอาการโหยอาหารทั้งวัน และจะทำให้กินอาหารมื้อต่อไปมากกว่าปกติ รวมทั้งกินจุบกินจิบทั้งวัน

ในอาหารที่กินจุบจิบมักมีส่วนประกอบไขมัน และน้ำตาลสูงทำให้น้ำหนักตัวขึ้นเร็ว ขณะเดียวกันในช่วงที่ร่างกายหิว จะกระตุ้นการสร้างและการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพิ่มขึ้น เพื่อนำน้ำตาลเข้าเซลล์แล้วเปลี่ยนไปใช้เป็นพลังงาน หากมีปริมาณของฮอร์โมนอินซูลินมากเกินเป็นเวลานาน โดยที่ร่างกายไม่ได้รับอาหาร จะทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินลดลง เป็นสาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้ตามปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ประโยชน์ของอาหารเช้า ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมอาหารได้ดีขึ้น ผู้ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี คือกลุ่มที่กินอาหาร 3 มื้อ เน้นอาหารเช้า อาหารเที่ยง เป็นมื้อหลัก และกินอาหารมื้อเย็นน้อยลง นอกจากจะมีผลดีในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังมีผลดีต่อการลดน้ำหนัก และทำให้ไขมันในตับยังลดลงด้วย

 

ที่มา:สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

                                                         บุหรี่ หมดมวน หมดลมหายใจ thaihealth

แฟ้มภาพ

 

          หากจะกล่าวว่า “บุหรี่”เป็นประตูนำไปสู่สิ่งเสพติดอื่นก็คงไม่ผิดนัก เพราะมีราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่าย ปัจจุบันพบว่าคนไทยเริ่มสูบบุหรี่ในช่วงวัยที่น้อยลงเรื่อย ๆ สามารถพบเห็นวัยรุ่น เยาวชน สูบบุหรี่ได้ทั่วไป โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา เกิดจากความอยากรู้   อยากลองสิ่งใหม่ ๆ การเรียกร้องความสนใจ การอยากเข้าสังคมกับเพื่อน การมีปัญหาครอบครัว เมื่อสูบแล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ซึ่งสาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้เป็นค่านิยมที่ผิดอย่างยิ่ง การทดลองสูบบุหรี่นั้นคือจุดเริ่มต้นของปัญหามากมายที่จะตามมา ทั้งสุขภาพร่างกายที่จะถูกบั่นทอนจากสารประกอบในบุหรี่ รวมถึงปัญหาชีวิตด้านอื่น ๆ ที่จะตามมาในอนาคตด้วย

          บุหรี่ ประกอบไปด้วยสารพิษต่าง ๆ ถึง 4,000 ชนิด และมีสารก่อมะเร็งมากกว่า 42 ชนิด ซึ่งสารบางชนิดมีอันตรายร้ายแรงต่อผู้สูบอย่างยิ่ง  ได้แก่

          นิโคติน  มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ส่งผลต่อต่อมหมวกไตทำให้เกิดการหลั่ง     อิพิเนฟริน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดแขน ขา หดตัว

          ทาร์ (น้ำมันดิน) เป็นสารก่อมะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง หลอดลม หลอดอาหาร ไต กระเพาะปัสสาวะ และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ซึ่ง ทาร์ จะไปจับที่ปอด ทำให้เกิดการระคายเคือง ไอ มีเสมหะ

          คาร์บอนมอนออกไซด์  ทำให้ความสามารถที่จะจับออกซิเจนของเม็ดเลือดแดงลดลง สมองมึนงง การตัดสินใจช้าลง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ

          ไฮโดรเจนไซยาไนด์  ทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนหน้า ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะในตอนเช้า

          ไนโตรเจนไดออกไซด์  ทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลาย ทำลายผนังถุงลมบางป่งพอง ถุงลมเล็ก ๆ รวมกันเป็นถุงลมใหญ่ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง

          แอมโมเนีย  ทำให้ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา จมูก หลอดลมอักเสบ ไอมีเสมหะในทางเดินหายใจ

          สารกัมมันตรังสี  ในควันบุหรี่มีสารโพโลเนียม 210 ที่มีรังสีอัลฟ่าอยู่ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด

          แคดเมียม  ส่งผลกระทบต่อตับ ไต และสมอง บุหรี่หนึ่งมวนมีแคดเมียม 1-2 มิลลิกรัม แคดเมียมที่สะสมในร่างกาย ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมากได้

          สารหนู  ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในยาฆ่าหญ้า หากได้รับปริมาณมาก ๆ จะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงอย่างรุนแรง

          นอกจากสารพิษด้านบนที่กล่าวมาแล้วนั้นยังมีสารพิษร้ายแรงอีกมากมายที่เจือปนอยู่ในบุหรี่ ทุกครั้งที่สูบเอาควันเข้าไปในปอดแต่ละครั้งนั่นหมายความว่าเรากำลังใช้ร่างกายของเรากรองเอาสารพิษหลากหลายชนิดไว้ในตัวเรา และสารพิษเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ บั่นทอนชีวิตของเราให้สั้นลงไม่มากก็น้อย  นอกจากนั้นควันบุหรี่ยังส่งผลเสียแก่ผู้ที่สูดดมเอาควันเข้าไปถึงไม่ได้เป็นผู้สูบโดยตรงก็ตาม อันตรายที่ผู้สูบได้รับ ผู้ที่สูดดมควันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หรืออยู่บริเวณใกล้เคียงก็จะได้รับเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราควรหาวิธีลด ละ เลิก การสูบบุหรี่กันเสียแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ

ใคร ๆ ก็ปรารถนาที่จะมีความสุข มองว่า ความสุขเป็นเป้าหมายของชีวิต แต่กลับดูเหมือนว่าในยุคนี้ผู้คนกลับมีความสุขลดน้อยลง

เด็กยิ่งโต ความสุขยิ่งลดลงจริงหรือ? thaihealth

ไม่เพียงแต่ความสุขจะลดลง กลับมีภาวะความเครียดมากขึ้น แทบจะเรียกว่ายุคความเครียดครองเมือง ผู้คนมีความสุขได้ยากขึ้น ความสุขที่มีก็เป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เป็นการแสวงหาความสุขเพียงเพื่อสนองตอบความต้องการเพียงชั่วครั้งคราว และเป็นความสุขที่มักจะไปยึดติดกับวัตถุอีกต่างหาก

สำหรับบางคนความสุขคือการได้สิ่งของที่ต้องการ หรือสิ่งใหม่ๆ หรือเงินทองที่เพิ่มมากขึ้น ตำแหน่งหน้าที่การงาน ฯลฯ แต่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ ความสุขอาจอยู่ที่การได้อยู่ร่วมกับครอบครัว ได้เห็นหน้าลูก หรือ ฯลฯ และพ่อแม่ทุกคนก็ปรารถนาอยากเลี้ยงลูกให้มีความสุข และมองว่าความสุขเป็นเรื่องไม่ยาก เป็นเรื่องที่พ่อแม่สามารถจัดการได้เอง

แต่พอเอาเข้าจริง เด็กยุคนี้เติบโตขึ้นมา ท่ามกลางภาวการณ์แห่งความตึงเครียด ทั้งปัญหาสภาพแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา ปัญหาการเมือง ฯลฯ ผู้ใหญ่เองก็เครียด แล้วใยเด็กจะไม่เครียดเล่า…!! และจริงหรือไม่ที่ยุคนี้เด็กยิ่งโต ความสุขยิ่งลดลง !

จริงอยู่ เราคนเป็นพ่อแม่ต่างก็ปรารถนาอยากให้ลูกมีความสุข เพราะเมื่อลูกมีความสุข นั่นหมายความว่า จะทำให้มีการหลั่งสารแห่งความสุข ที่เรียกว่า Endorphins (เอนโดรฟิน)

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า สารเอนโดรฟินเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการเสริมพลังด้านบวก (Positive reinforcement) โดยปริมาณของสารเอนโดรฟินในพลาสมามีความสัมพันธ์กับความรู้สึกสบาย รู้สึกมีความสุข อารมณ์ดี และเมื่อเด็กมีความสุข อารมณ์ดี ก็จะทำให้เด็กมีสุขภาพจิตดี กินได้ นอนหลับ และเมื่อนอนหลับก็จะทำให้มี Growth ฮอร์โมน ซึ่งทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง อีกทั้งความสุขจะส่งผลให้สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การกระตุ้นพัฒนาการให้ลูก ทั้งการให้ลูกได้เคลื่อนไหว ได้เล่น ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือกระทั่งการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นการเรียนรู้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มพลังให้สมองลูกทั้งนั้น เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้สมองหลั่งสารจำพวก Neurotrophic Factors หรือ นิวโรโทรฟิค แฟกเตอร์

สารดังกล่าวเปรียบเสมือนสารอาหารที่หล่อเลี้ยงเซลล์ประสาท มีความสำคัญอย่างมากในช่วงที่สมองกำลังพัฒนา โดยทำหน้าที่กระตุ้นในการสร้างเซลล์ประสาทให้แตกแขนงยืดยาวออก เพื่อป้องกันการตายของเซลล์ประสาท แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำให้เกิดความสุข แต่จะเกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้

แต่ที่น่าเศร้าใจก็คือทำไมเด็กยิ่งโต ความสุขกลับยิ่งลดลง

ลองมาดูกันสิว่าความสุขของเด็กมีอะไรบ้าง แล้วคนเป็นพ่อแม่ได้ทำให้ความสุขของเด็กหล่นหายไประหว่างทางหรือเปล่า มาช่วยกันปลูกฝังให้ลูกมีความสุขในท่ามกลางภาวะความเครียดตั้งแต่เล็กกันค่ะ

หนึ่ง – เด็กกับความสุขเป็นของคู่กัน

ต้องเริ่มจากการสร้างทัศนคติของผู้ใหญ่ก่อน ต้องมองและทำความเข้าใจว่าเด็กกับความสุขเป็นของคู่กัน เด็กสามารถมีความสุขกับสิ่งง่ายๆ รอบตัว โดยเฉพาะเด็กเล็กสามารถยิ้ม หัวเราะได้อย่างมีความสุข มองทุกสิ่งอย่างในโลกใบนี้เป็นเรื่องสวยงาม แต่หลังจากนั้น ก็ต้องอยู่ที่ตัวเด็กว่าจะได้รับการเลี้ยงดู และเติบโตขึ้นไปมีประสบการณ์อย่างไรในการดำรงชีวิต และการมีทัศนคติต่อเรื่องความสุขอย่างไร นั่นก็ไม่พ้นคนเป็นพ่อแม่

สอง - ความสุขสร้างได้จากรอบตัว

พ่อแม่ควรฝึกให้ลูกมีความสุขจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ให้ลูกได้เรียนรู้ความสุขจากธรรมชาติ จากสภาพแวดล้อมใกล้ตัว ถ้าภายในบ้าน หรือรอบบริเวณบ้านมีสวนหย่อม หรือมีบริเวณ หรือพื้นที่เล็ก ๆ ก็ให้ลูกได้ชื่นชมความงามจากธรรมชาติ หรือถ้าเลี้ยงสัตว์ภายในบ้าน ก็ให้ลูกได้เรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เป็นการได้เรียนรู้จักสรรพสิ่งรอบๆ ตัว เท่ากับเป็นการสอนให้ลูกได้ซึมซับความสุขสงบจากธรรมชาติ จากสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน

ดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ความเรียบง่ายเหล่านี้จะทำให้เด็กได้ซึมซับและเรียนรู้การการค้นพบความสุขจากด้านในของจิตใจ

สาม - เล่น = ความสุข

การให้ลูกได้วิ่งเล่น ได้ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นนอกบ้าน หรือเล่นของเล่น เด็กก็สามารถมีความสุขได้มากมาย เพราะการเล่นของเด็กทำให้เด็กได้เรียนรู้ ได้รับความสุข บางครั้งก็เล่นบทบาทสมมติ การเล่นของเด็กก็คืองานชนิดหนึ่ง

แต่ด้วยค่านิยมคลาดเคลื่อนของผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่มองว่าการเล่นเป็นเรื่องไร้สาระ หรือต้องเล่นเพื่อพัฒนาสมองอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายอยากให้ลูกเก่ง ก็จะทำให้การเล่นกลายเป็นเรื่องไม่มีความสุขไปได้

สี่ - เรียนรู้อย่างมีความสุข

ตราบใดที่เป้าหมายการเรียนรู้ของเด็ก คือ การเรียนเก่ง การแข่งขันทางด้านการศึกษา ทางวิชาการอย่างเดียว ก็ยากที่เด็กจะได้มีความสุขจากการเรียนรู้ ตรงกันข้าม เด็กก็จะเต็มไปด้วยสภาพความเครียด เพราะต้องมุ่งไปที่การแข่งขัน และทำตามความคาดหวังของคนเป็นพ่อแม่มากกว่า แต่ต้องให้เด็กได้เรียนรู้จักโลกภายนอกห้องเรียน และเรียนรู้ทักษะชีวิตอื่นๆ อย่างรอบด้าน และการเรียนรู้ ในด้านอื่นๆ เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักตัวเอง ว่าตนเองถนัดสิ่งใด ทำอะไรได้ดี และมีความสุขในการทำสิ่งใด

ห้า - ความสุขหล่อหลอมจากความรัก

สร้างความสุขจากความรักความอบอุ่นของครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดให้ความรัก ให้ความอบอุ่น เด็กที่อยู่ท่ามกลางครอบครัวที่มีความสุขจะมีความภาคภูมิใจในตนเอง จะเกิดความรู้สึกมั่นคง และความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์จะทำให้เด็กมีความสุข และพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง

หก – ความสุขจากการคิดบวก

การมองโลกในแง่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของความสุข เพราะเด็กที่มองโลกในแง่ดีมักจะประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่มองโลกในแง่ลบ ทำให้เด็กพร้อมที่จะปรับตัว พร้อมที่จะเผชิญสิ่งรอบตัวใหม่ๆ

ความจริงนอกจากจะฝึกให้ลูกมีความสุขแบบเด็กๆ แล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราก็ควรหวลไปหาความสุขแบบเด็กๆ บ้าง ก็จะดีไม่น้อยบางทีเราจะพบได้ว่าความสุขไม่ได้ไกลเกินเอื้อม หากแต่อยู่ใกล้ตัวรอบตัวนี่เอง

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

กินข้าวไม่ได้ทำให้อ้วน thaihealth

แฟ้มภาพ

          ข้าวเป็นพืชอาหารหลักของคนไทยมาช้านาน แต่ปัจจุบันหลายคนหันมารับประทานอาหารประเภทอื่นแทน เช่น ทานผลไม้ในมื้อเย็น เพราะกลัวอ้วนหรือทานกับแทนข้าว เพราะเชื่อว่าข้าวคือแป้ง เมื่อแปรเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่ทำให้อ้วน

          สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ประชาชนชาวไทยบริโภคข้าวน้อย คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เมื่อมีรายได้มากขึ้นประชาชนจะเปลี่ยนมารับประทานอาหารประเภทโปรตีน กลุ่มอาหารฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น และกระแสคนรักสุขภาพเป็นที่สนใจอย่างมาก ทั้งเรื่องออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร หลายคนยังมีความเชื่อว่า หากจะควบคุมน้ำหนักต้องงดทานข้าว ขณะที่ต่างประเทศนั้นมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการกินขนมปังมาเป็นข้าวแทนแล้ว

          ในความเป็นจริงข้าวให้คุณประโยชน์มากกว่าและให้แคลอรี่น้อยกว่า   ขนมปัง จากการศึกษาตารางโภชนาการอาหารเปรียบเทียบแคลอรี่จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยว่า อาหารแต่ละชนิดที่ปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน ข้าวให้พลังงาน 133 กิโลแคลอรี่ ในขณะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตแบบเดียวกัน เช่น ขนมปัง ให้พลังงาน 267 กิโลแคลอรี่, เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้พลังงาน 400 กิโลแคลอรี่ล้วนให้พลังงานสูงกว่าข้าวทั้งสิ้น  หรือแม้กระทั่งอาหารคลีนที่นิยมรับประทานกันก็มีแคลอรี่สูงกว่าข้าวแบบที่ทุกคนอาจจะนึกไม่ถึง อาทิ อกไก่ไม่ติดหนัง ให้พลังงาน 173 กิโลแคลอรี่, เนื้อปลาไม่ติดหนัง ให้พลังงาน 173 กิโลแคลอรี่, เนื้อวัวไม่ติดมัน ให้พลังงาน 233 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นการกินข้าวจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้อ้วนอย่างที่คิด แต่สาเหตุที่อ้วนเป็นเพราะว่ามีการใช้พลังงานน้อยกว่าสิ่งที่กินเข้าไป บางคนเข้าใจผิดคิดว่ากินข้าว แล้วอ้วนเลยเลือกที่จะไม่กินข้าวเลย ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี ทำให้การเผาผลาญช้าลง ขาดพลังงานจนอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด กินอาหารก็ไม่อยู่ท้อง ทำให้อยากกินจุกจิกตลอดเวลา และเป็นสาเหตุที่ทำให้การควบคุมน้ำหนักยากมากขึ้น บางคนหันไปกินไขมัน โปรตีน เกลือ เสี่ยงทำให้ระดับโคเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูง ดังนั้นเราควรเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าตามสัดส่วนหลักโภชนาการ นั่นคือการกินอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ธัญพืช เป็นต้น เพื่อให้พลังงานเพียงพอต่อร่างกาย และช่วยให้อิ่ม ไม่ทำให้หิวเร็วและที่สำคัญคือไม่กินมากเกินความจำเป็น

          ข้าวไม่ได้ทำให้อ้วนอย่างที่คิด เพียงแต่บริโภคในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกาย การทานข้าวยังทำให้อยู่ท้อง อิ่มนาน ลดการกินอาหารระหว่างมื้อ ช่วยให้ไม่อ้วนอีกด้วย นอกจากนั้น ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรคนไทยด้วยกัน โดยซื้อข้าวจากชาวนาไทย เป็นการลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอีกด้วย

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

เลือกอาหารทำบุญ เน้นสุขภาพพระ thaihealth

แฟ้มภาพ

“กรมอนามัย” แนะประชาชนเตรียมความพร้อมในการทำบุญ ลดขยะ ส่งเสริมให้พระสงฆ์มีสุขภาพดีและวัดถูกสุขลักษณะ

นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนา จะมีพุทธศาสนิกชนมาทำบุญเป็นจำนวนมาก ประชาชนควรเตรียมความพร้อมในการเลือกอาหาร สิ่งของเครื่องใช้สำหรับทำบุญ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของพระสงฆ์ และทำบุญอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากการใช้ถุงผ้าจับจ่ายซื้อของทำบุญ แทนการใช้ถุงพลาสติกหลายๆ ใบ เลือกอาหารปรุงสำเร็จเน้นมีประโยชน์ ปรุงสุกใหม่ หากทำอาหารไปถวายพระสงฆ์ ควรเน้นเรื่องความสะอาด ล้างมือก่อนปรุงประกอบอาหาร ไม่ใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารถวายพระสงฆ์ เพื่อลดขยะที่ย่อยสลายยาก และปลอดภัยต่อสุขภาพ การจัดเตรียมของทำบุญหรือซื้อถังสังฆทานแบบสำเร็จรูป ควรตรวจดูสภาพและ วันหมดอายุ เพื่อให้ได้ของที่มีคุณภาพ น้ำดื่มบรรจุขวดต้องมีฝาปิดสนิท ไม่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในขวด และมีเครื่องหมาย อย. ที่ฉลาก

ไม่ควรนำสิ่งของเครื่องใช้ที่มีส่วนผสมของสารเคมีหรือสารพิษที่เป็นอันตรายใส่รวมไปพร้อมกับอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจเกิดจากการรั่ว แตก ฉีกขาด หรือเปียกชื้นของบรรจุภัณฑ์ สิ่งของเครื่องใช้ที่จะนำไปถวายพระสงฆ์ต้องมีคุณภาพ ใช้งานได้จริง และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระสงฆ์ เพื่อลดการทิ้งให้เป็นขยะ ปลอดภัยต่อสุขภาพ และคนทำบุญได้บุญอย่างแท้จริง

นายแพทย์ดนัย กล่าวต่อไปว่า อาหารที่พระสงฆ์ไม่สามารถฉันได้หมด จะต้องเก็บใส่ในภาชนะที่สะอาด มีการปกปิดและใส่ในตู้เย็น หากจะนำมาฉันอีกครั้ง จะต้องอุ่นให้ร้อนอย่างทั่วถึง ส่วนอาหารแห้ง อาหารที่บรรจุในภาชนะที่เป็นโลหะ แก้ว พลาสติก หรือกระดาษ ต้องเก็บไว้ในที่สะอาดและป้องกันสัตว์แมลงนำโรคได้ ส่วนข้าวสาร เก็บในภาชนะที่โปร่ง แห้ง สะอาด แยกสัดส่วน สูงจากพื้นอย่างน้อย 30 เซนติเมตร นอกจากนี้ ก่อนนำบาตร จาน ชาม ช้อนไปใช้ ควรตรวจดูว่าอยู่ในสภาพที่สะอาดเสมอ เมื่อใช้ภาชนะเสร็จ

ก่อนล้างควรกวาดเศษอาหารทั้งหมดทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วล้างภาชนะด้วยน้ำผสมน้ำยาล้างจาน เพื่อล้างคราบไขมัน เศษอาหาร และสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่ โดยใช้ฟองน้ำหรือแผ่นใยสังเคราะห์ช่วยในการทำความสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2 ครั้ง เพื่อล้างน้ำยาล้างจานและ สิ่งสกปรกต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ออกให้หมด แล้วคว่ำให้แห้งเอง หรือผึ่งตากในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงเพื่อฆ่าเชื้อโรคและบริเวณที่คว่ำต้องไม่มีฝุ่นหรือแมลงวัน โดยคว่ำบนตะแกรงหรือตะกร้า ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดเพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่ติดมากับผ้าได้

“สำหรับห้องส้วมในวัด ต้องใส่ใจดูแลรักษาความสะอาดส้วมอยู่เสมอ โดยเน้นทำความสะอาดในจุดเสี่ยง ที่ตรวจพบเชื้อโรคมากที่สุด ได้แก่ ที่รองนั่งโถส้วม พื้นห้องส้วม สายฉีดชำระ ที่กดโถส้วม ที่กดโถปัสสาวะ ก๊อกน้ำอ่างล้างมือ กลอนและลูกบิดประตู เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือผู้สูงอายุและเด็กซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ไปทำบุญที่วัดควรมีจิตสาธารณะ   ในการใช้สถานที่สาธารณะ ใช้ส้วมอย่างถูกวิธี ทิ้งขยะลงถัง เพื่อความสะอาดของพื้นที่ และสุขอนามัยที่ดีของทุกคน” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

ที่มา : 40 plus.posttoday เรื่องโดย ดร.วีรณัฐ โรจนประภา

เมื่อได้ยินคำว่าเทคโนโลยีผู้สูงอายุหลายท่านอาจนึกไปถึงภาพตนเองกำลังสับสน งุนงงยามที่ต้องใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ต่างๆ ขณะที่อีกหลายท่านอาจนึกไปถึงภาพสายตาดูแคลนของลูกหลานยามสอนการใช้เครื่องให้แล้วเราไม่ยอมไม่เข้าใจเสียที ภาพความสยดสยองเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากมองเทคโนโลยีว่าเป็นภัย หลีกได้ควรหลีก เลี่ยงได้ควรเลี่ยง หรืออย่างเบาก็มองว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น ไม่ต้องมาหัดเล่น หัดเรียน หัดใช้เครื่องมือใหม่ๆ ให้เครียดกันหรอก

?สูงวัย? ปะทะ ?ไฮเทค? thaihealth

นั่นก็อาจถูกครับสำหรับผู้สูงอายุบางท่าน ที่ท่านอาจมีชีวิตในวิถีที่ลงตัวแล้ว หรืออาจมีลูกหลาน บริวารคอยจัดการสิ่งต่างๆ ให้ แต่กับผู้สูงอายุโดยส่วนมากในยุคโลกาภิวัตน์นี้เป็นการยากที่จะใช้ชีวิตโดยไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เลย ตัวอย่างที่ชัดก็เช่นโทรศัพท์มือถือที่ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดอย่างน้อยก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปิด/ปิดเครื่องเพื่อใช้โทรหาลูกหลานบริวารได้ หรืออย่างโทรทัศน์ที่ท่านก็ต้องหัดใช้รีโมตเปลี่ยนช่องเคเบิล ลด/เพิ่มเสียง

ลองนึกภาพคุณยายที่ใช้โทรศัพท์มือถือโทรหาหลานไม่ได้ ลองนึกภาพคุณตาที่ไม่รู้ว่ารีโมตไหนของโทรทัศน์ รีโมตไหนของเคเบิลเลยเปิดดูข่าวไม่ได้ดูซิครับ ว่าชีวิตของท่านจะมีความสุขไหมการใช้เครื่องมือร่วมกับสมัยให้ได้นี้ จึงจำเป็นต่อความสุขของผู้สูงอายุในยุค Iot (Internet of Things) ที่การใช้ชีวิตแทบจะทุกอย่างอยู่บนการสั่งการผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดประตูบ้าน การเปิดแอร์ ซักผ้า หรือแม้แต่การสั่งอาหารมากิน

อย่าปล่อยให้ความกลัว ความอายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มาทำให้เรากลายเป็นคนตกโลก สว. 4.0 จำเป็นต้องเปิดรับเทคโนโลยีบ้าง ไม่ต้องถึงกับใช้คล่อง รู้ทุกฟังก์ชั่นเอาแค่พอที่จะทำให้เราดำรงตนอยู่ในโลกไฮเทคนี้ได้อย่างภาคภูมิใจในตนเอง ไม่โดนเทคโนโลยีผลักเราออกนอกสังคมไปจนกลายเป็นประชากรชายขอบของโลกยุค IT นี้ก็พอครับ

ฉะนั้นผู้สูงอายุที่อยากมีความสุขจึงต้องปรับตัวให้ร่วมสมัยให้ได้ ซึ่งไม่เพียงเรื่องของการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ สว. 4.0 ยังควรตามข่าวสารบ้านเมือง และเหตุการณ์สำคัญรอบโลกให้รู้ถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลต่อเราหรือครอบครัวด้วย เพื่อที่จะได้จัดการกับสิ่งนั้นได้อย่างเหมาะสม เช่น ข่าวเกี่ยวกับกฏหมายใหม่อย่างกฎหมายมรดก ที่จะกระทบกับครอบครัวโดยตรง ที่หากไม่รู้ก็จะกังวลว่าทรัพย์สินที่เราเหนื่อยยากหามาตลอดทั้งชีวิตด้วยหวังจะมอบไว้ให้เป็นหลักประกันในอนาคตกับลูกหลานที่เรารักจะถูกแบ่งตัดจ่ายไปช่วยประเทศแค่ไหน ลูกเราจะเหลือแค่ไหน ควรดำเนินการอย่างไร หรือเรื่องภาษีที่ดินที่เคยวางแผนกันว่าบั้นปลายชีวิตจะอาศัยค่าเช่าบ้านหลังที่ 2 ที่ 3 มายังชีพ

เมื่อมีกฏหมายนี้ใช้แล้วภาระภาษีจะทำให้เราเหลือพอกิน พอใช้ตามแผนที่เคยวางไว้หรือไม่ หรือแม้แต่เรื่องปกติอย่างการประกาศปรับราคาน้ำมันที่จะกระเทือนถึงเงินในกระเป๋าประจำวันของเราในทันที รวมถึงข่าวของโรคใหม่ ๆ ภัยแปลก ๆ ที่เราก็ต้องมีข้อมูลเพื่อจะได้ป้องกันและจัดการได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญความรู้ในเหตุการณ์ที่เป็นข่าวของเรานั้นจะทำให้เรามีความรู้สึกว่ายังมีส่วนร่วมอยู่ในสังคมนี้อย่างเท่าเทียม เท่าทัน และมีศักดิ์ศรี ไม่ต่างจากคนวัยอื่น ทั้งยังจะช่วยให้ชีวิตมีความตื่นตัว ไม่เหี่ยวจนเฉาด้วยและนอกจากข่าวสารบ้านเมืองที่จำเป็นในการใช้ชีวิตแล้ว สว. 4.0 ยังควรต้องแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ด้วย เพราะการเรียนเรื่องใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยสนใจมาก่อนนั้นจะทำให้สมองได้ทำงานในลักษณะที่ต่างไปจากความคุ้ยชินที่มีมาตลอดชีวิต ซึ่งนั่นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้เสื่อมช้าลง มีความตื่นตัวมากขึ้น ช่วยคิดคล่องแคล่วขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของการหาความรู้ใหม่ ๆ นี้ให้ตระหนักว่าไม่ได้มุ่งเอาความรู้นั้นไปใช้จริง แต่เพื่อฝึกสมอง หรือวิธีคิด วิธีมองสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่เราไม่คุ้นเคย

ซึ่งทั้งการตามข่าว และการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สมัยนี้ก็ต้องตามหรือเรียนกันผ่านโลกโซเชียล ผ่านแอพพลิเคชั่นทางสังคมเช่น ไลน์ หรือยูทูปกันทั้งนั้น นั่นจึงย้อนกลับมาขืนยันประเด็นเดิม คือความสำคัญและจำเป็นในการฝึกใช้เทคโนโลยีของผู้สูงอายุที่จะช่วยมาเติมเต็มชีวิตยุคไฮเทคนี้ได้

แต่ของทุกอย่างล้วนมี 2 ด้าน เมื่อมีดีย่อมมีเสีย สูงวัยกับไฮเทคนี้ก็เช่นเดียวกันจากภาพกุมหัวด้วยความกลัวของผู้สูงอายุเลยมาอีกด้านก็เป็นภาพกุมหัวด้วยความกังวลของลูกหลานที่เห็นคุณปู่ คุณย่าเอาแต่ก้มหน้ากดไลน์ ส่งดอกไม้อยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ยันค่ำจนแทบไม่ได้ทำกิจกรรมอย่างอื่นกัน

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าห่วงจริง ๆ เพราะมีผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุที่ติดโซเชียลมากเกินไปนั้นจะส่งให้ความสุข (ในแบบพุทธศาสนา ไม่ใช่ความเพลินแบบโลก ๆ ) ลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังมีคำแนะนำที่จะทำให้ผู้สูงอายุใช้โซเชียลได้อย่างมีความสุขสูงที่สุดก็คือต้องทิ้งช่วงในการติดตามข้อมูลในแต่ละครั้งให้ห่างประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะการตามกระชั้นเท่าใดก็เท่ากับการตกเป็นทาสของข้อมูลมากเท่านั้น ยิ่งต้องยกดูในทุกครั้งที่มีเสียงเตือนยิ่งเป็นการแสดงถึงการตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีอย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะมีข้ออ้างว่ากลัวจะตกในเรื่องสำคัญ แต่ข้ออ้างก็คือข้ออ้างเพราะในความเป็นจริงหากเสียงติ๊ดเตือนนั้นเรื่องคอขาดบาดตายจริงเขาคงมีวิธีติดต่อเราได้ในอีกหลากหลายช่องทาง การหยิบมากดทุกครั้งที่เตือนจึงเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็นไปอย่างมหาศาล

ในทางกลับกันการตรวจสอบข้อมูลให้ห่างยังเท่ากับเป็นการฝึกฝนขันติ ความอดทนที่ใจเรามีต่อความอยากรู้ อยากเห็น ซึ่งผลของมันไม่เพียงแต่จะทำให้การใช้โซเชียลของเราเป็นไปอย่างสมเหตุ สมผล มันยังส่งผลต่อไปเป็นคุณสมบัติสำคัญของการมีวุฒิภาวะสมวัยนั่นคือคุณสมบัติของ "การรอ" สามารถรอเป็น รอได้ ไม่หุนหันพลันแล่นกลายเป็นคนแก่เอาแต่ใจจนลูกหลานหลีกหนี หรือเลยเถิดไปแสดงออกกับคนอื่นจนก่อทุกข์ภัยมาสู่ตนเหมือนดั่งคนอารมณ์ร้อนที่เป็นข่าวอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน

ที่สำคัญความเย็นจากการเอาชนะกิเลสในใจได้นี่ล่ะที่จะส่งประโยชน์ต่อชีวิตในระดับสูงสุดอันเป็นที่พึงปรารถนาของการเกิดมามีชีวิตนี้ นั่นคือความพ้นทุกข์อันสิ้นเชิงมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางยังคงเป็นทางอันประเสริฐที่สุดในทุกเรื่องไม่เว้นแม้เรื่องการใช้โซเชียลนี้ที่หากสว.4.0 สามารถใช้ได้พอเหมาะจริงก็ย่อมรู้เท่าทันทั้งโลกและใจตนเอง และ สูงวัยกับไฮเทคจะไม่เป็นเรื่องต้องกุมขมับอีกต่อไปครับ

เรื่องโดย : พัชรี  บอนคำ team content www.thaihealth.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสาร SOOK, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข

13 เทคนิคพิชิตอากาศร้อน thaihealth

แฟ้มภาพ

ย่างก้าวเข้าเดือนเมษายน เข้าสู่หน้าร้อนของประเทศไทยอย่างเต็มตัว มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้เดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่อากาศร้อนที่สุดของปี และอาจมีอุณภูมิสูงถึง 43 องศา ซึ่งอากาศร้อนจัดนี่แหละค่ะ จะทำให้ร่างกายของเราทรุดลงหรือเจ็บป่วยได้ง่าย ถ้าเพื่อนๆ ไม่อยากหมดสนุกในช่วงหน้าร้อนหรือช่วงสงกราณต์ที่กำลังจะถึง วันนี้ สสส. จึงได้รวบรวม 13 เทคนิคการดูแลสุขภาพสู่หน้าร้อน มาฝากกันค่ะ

1.ดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรมีแก้วหรือขวดน้ำวางไว้ข้างกาย โดยดื่มทีละน้อยๆ และควรเป็นน้ำอุณภูมิห้อง

2.กินของสุกใหม่ เพราะอากาศร้อน เหมาะแก่การเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นถ้าเป็นไปได้อย่ากินของอาหารที่ค้างคืน หรือ สุกๆ ดิบๆ

3.ใส่เสื้อผ้าเนื้อบาง เนื่องจากอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ดังนั้นการใส่เสื้อผ้าบางเบาและสีอ่อน จะทำให้ลมพัดผ่าน ระบายความร้อนออกได้ดี

4.อยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ พยายามอย่าเปิดแอร์ต่างจากอุณหภูมิข้างนอกมากเกินไป อาจจะทำให้เจ็บป่วยง่าย เพราะลมจากแอร์ จะทำให้อากาศแห้งจนทางเดินหายใจอักเสบได้

5.เข้านอนแต่หัวค่ำ ฤดูร้อนจะมีกลางวันยาวนานกว่ากลางคืน จึงต้องนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเองหลังสูญเสียเหงื่อและพลังงานทั้งวัน

6.ทาครีมกันแดด แสงแดดเป็นตัวการที่สำคัญในการทำลายผิวหนัง ทำให้ผิวไหม้ คล้ำ เกิดริ้วรอย และอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งผิวหนัง แม้ใส่เสื้อแขนยาว ไม่ได้ออกจากบ้าน ก็ควรทาครีมป้องกันไว้ดีที่สุด

13 เทคนิคพิชิตอากาศร้อน thaihealth

7.แป้งเย็น/สเปรย์คลายร้อน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกอันดับต้นๆ เนื่องจากมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปและใช้ง่าย ช่วยให้เย็นสบายสร้างความสดชื่นได้ทั้งวัน

8.ยาดม ยาหม่อง พกไว้ก็ไม่เสียหาย เพื่อไว้ป้องกันหรือใช้หากเกิดอากาศวิงเวียนศีรษะ

9.อุปกรณ์กันแดดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร่ม เสื้อแขนยาว แว่นตาดำ หมวก พัด ยางมัดผม เป็นต้น มีติดตัวไว้สักนิดอย่าเขินอายหากใครมองว่าแต่งตัวเยอะเหมือนอยู่เมืองทะเลทราย เพราะร่างกายของเราต้องปกป้องอย่างดีที่สุด

10.ลดของหวาน เนื่องจากอาหารที่มีน้ำตาลสูง เมื่อกินเข้าไป จะส่งผลให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญ จนทำให้อุณภูมิในร่างกายสูงขึ้น ควรกินแต่พอเหมาะพอดี

11.งดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอากาศร้อนทำให้แอลกอฮอล์ซึมเข้ากระแสเร็วมากขึ้น จนอาจทำให้เกิดอาการช็อกได้

12.ให้อากาศภายในบ้านถ่ายเท โดยเปิดประตู หน้าต่างภายในบ้าน เพื่อให้ลมสามารถถ่ายเทได้สะดวก แนะนำควรจัดบ้านให้โล่งๆ และเลือกใช้สีโทนเย็น เช่น สีเขียว สีขาว สีฟ้า หรือสีพาสเทล จะช่วยเพิ่มความรู้สึกเย็นสบายมากขึ้น

13.อย่าออกกำลังกายหักโหม การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรออกให้เหมาะสมอย่าหนักจนเกินไป และควรเลือกออกในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพื่อเป็นการหลบเลี่ยงแสงแดด

                ดูแลตนเองแล้วก็อย่าลืมดูแลคนข้างๆ โดยเฉพาะกับเด็กและผู้สูงอายุที่เราต้องดูแลเป็นพิเศษ ที่สำคัญนอกจากทำตาม 13 ข้อข้างบนแล้ว ก็อยากลืมยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่าย ๆ ที่ สสส. เคยบอกไว้ว่า “กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ”  แค่นี้หน้าร้อนก็จะไม่น่ากลัวสำหรับเราอีกต่อไปแล้วค่ะ 

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ที่มา : ชุดรู้เท่าทัน "น้ำอัดลม" เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน

ในสถานการณ์ความร้อนระอุของประเทศไทยที่พุ่งสูงช่วงนี้ หลายคนมองหาวิธีดับร้อนและหนึ่งวิธีที่เลือกใช้ก็คือ น้ำอัดลม หรือน้ำหวานชนิดต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ถ้าดื่มประจำจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยน้ำตาลเป็นอาหารที่ให้แต่พลังงานว่างเปล่า คือให้พลังงานแต่ไม่ให้สารอาหารอื่นๆ เลย

หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealth

ทำไมหน้าร้อนเราจึงหิวน้ำบ่อย

เพราะ น้ำ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเลือด น้ำย่อย ปกติร่างกายเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 10 ถ้วย หรือ2.5 ลิตรทางเหงื่อ ลมหายใจและการขับถ่าย นอกจากน้ำแล้วร่างกายยังเสียเกลือแร่อีกด้วย โดยในฤดูร้อนการสูญเสียน้ำทางเหงื่อจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายต้องการน้ำเพื่อทดแทนสิ่งที่เสียไปมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเครื่องดื่มที่ดีและเหมาะสมกับร่างกาย คือ น้ำเปล่า เพราะในน้ำเปล่า มีส่วนช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว ช่วยให้ระบบย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ไตแข็งแรง โดย 1 วันควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealth

มีการสำรวจพบว่า คนไทยรับประทานน้ำตาลสูงมากเฉลี่ยถึงปีละ 30 กิโลกรัมต่อคน หรือวันละ 20 ช้อนชา ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำกว่า 3 เท่าตัว ทำให้เกิดปัญหาโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปพบถึง 1 ใน 10 หรือ 5.5 ล้านคน ทำให้ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลนั้น อยู่ที่การบริโภคไม่เกิน 37.5 กรัมต่อวันหรือ 9 ช้อนชาในเพศชาย และไม่เกิน25 กรัม หรือ 6 ช้อนชาในเพศหญิง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้พลังงานในแต่ละวันด้วย ขณะที่คนไทยมี ค่าเฉลี่ยมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 20 ช้อนชาต่อวัน หรือเกือบ 80-100 กรัม

รู้จักกับ 4 เรื่องที่น่ากลัวของเครื่องดื่มหวานซ่า

1.น้ำหวานที่นำมาอัดลม หรือน้ำหวานทั่วไปในท้องตลาด มีส่วนผสมของสีและรสชาติเทียมที่มาจากสารเคมี เมื่อบริโภคต่อเนื่องจะสามารถทำให้ก่อพิษในร่างกายได้

2.คาเฟอีนในน้ำอัดลม เป็นสารกระตุ้นประสาททำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว และลดความง่วงลง โดยออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้จังหวะและอัตราการเต้นของหัวอาจผิดปกติได้

หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealth

3.น้ำอัดลมทุกสูตรล้วนแต่ผสมน้ำตาลในปริมาณสูงตั้งแต่ 8-14 ช้อนชา การบริโภคน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 กระป๋องจึงทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลเกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ

4.น้ำอัดลม มีส่วนผสมของกรดฟอสฟอริก เป็นกรดที่ทำให้เกิดความซ่าอีกชนิดนึง ไม่น่าเชื่อว่ากรดนี้เป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในผงซักฟอก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมโลหะด้วย ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมาก มากขนาดที่สามารถละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน เท่านั้นยังไม่พอยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน เพราะฉะนั้นกินเยอะๆ กระดูกของเราพรุนแน่ๆ

ล่าสุดประเทศไทยได้มีการนำเสนอให้จัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยเสนอให้จัดเก็บภาษี 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาลคือ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม ถึง 100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีก และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม ถึง 100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีก แน่นอนว่าจุดประสงค์ของการขึ้นภาษี คงมองได้หลายแง่ ในด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานลง ก็อาจจะเป็นส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ นอกจากเรื่องของการขึ้นภาษี ก็ยังมีการเสนอให้กระทรวงมหาดไทยควบคุมการทำการตลาดแบบเสี่ยงโชคของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อควบคุมการกระตุ้นการบริโภคควบคู่ไปด้วย

ประเทศอังกฤษ ็หนึ่งในตัวอย่างการดำเนินงานเรื่องภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่ม

หวานซ่าดับร้อน ชวนก่อโรค thaihealthอังกฤษได้ดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมความอ้วนของเด็ก ด้วยการเก็บภาษีบริษัทที่ขายน้ำหวานอัดลมและลงทุนในโครงการที่ส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกาย รวมถึงเรียกร้องบริษัทผู้ผลิตอาหาร และเครื่องดื่มให้รีบดำเนินการลดน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเด็กอายุระหว่าง 2 - 15 ปีในอังกฤษ เกือบ 1 ใน 3  เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน

โดยแผนการของอังกฤษจะจัดเก็บภาษีต่อเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเกิน 5 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งการจัดเก็บภาษีน้ำอัดลมทำให้อังกฤษได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่เก็บภาษีน้ำอัดลมร่วมกับ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส  ฮังการี และเม็กซิโก ที่กำหนดการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีการเก็บภาษีน้ำอัดลมมาเป็นเวลาหลายปี

ร้อนๆแบบนี้ ลองเปลี่ยนจากน้ำหวานเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำสมุนไพรที่ไม่ใส่น้ำตาลก็สดชื่นได้แถมยังดีต่อสุขภาพ หากนึกไม่ออกว่าจะทำเครื่องดื่มหวานน้อยแบบไหนดี สามารถเข้าไปดูสูตรได้ที่ ดื่มแบบหวานน้อย สดชื่นได้สุขภาพ https://goo.gl/2hFfzD

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ Team content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth

ฤดูร้อนแบบนี้ แทบไม่อยากมีใครอยากออกกำลังกายช่วงนี้เลยจริงๆ แต่ด้วยตารางฝึกซ้อมหรือความมุ่งมั่นตั้งใจ แม้ว่าสภาพอากาศจะอบอ้าว และร้อนพุ่งถึง 40 กว่าองศา ก็ไม่อาจทำลายความตั้งใจนักกีฬาได้เลย

แม้ความมุ่งมั่นตั้งใจในการออกกำลังกายมาเป็นอันดับแรก แต่สิ่งหนึ่งของการออกกำลังกายที่สำคัญในช่วงฤดูร้อนแบบนี้คือ “น้ำ” อย่าปล่อยให้ร่างกายเกิดภาวะที่สูญเสียน้ำและเกลือแร่บางชนิด (Dehydration) ถ้าเราได้รับน้ำทดแทนไม่ทันเวลา จะทำให้เกิดอันตรายกับร่างกาย เช่น หน้ามืด เป็นลม เกิดภาวะลมแดด ชัก ความดันต่ำ ไตวาย และอาจถึงขั้นเสียชีวิต

เห็นไหมละคะว่าน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับคนออกกำลังกาย ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าดื่มน้ำอะไรดีหลังจากการออกำลังกายที่เสียเหงื่อท่ามกลางอากาศร้อน

ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth

นายศิรพัชร ตระกูลพัฒนกร หรือ โค้ชเบส นักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. ให้คำแนะนำไว้ว่า ในช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้นักกีฬา หรือคนออกกำลังกายทุกคน ควรต้องจิบน้ำ ระหว่างการออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ โดยจิบน้ำทุกๆ 15 นาที และเมื่อหลังออกกำลังกายเสร็จแล้วเครื่องดื่มที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬาแนะนำ คือ

1) น้ำเปล่า  ซึ่งเป็นน้ำที่สำคัญที่สุดในระหว่าง และหลังการออกกำลังกายทุกชนิด เมื่อร่างกายสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วนั้น ควรดื่มน้ำเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวประมาณ 450-590 ซีซี. และควรดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดไม่ต่ำกว่าวันละ  8 แก้ว หรือประมาณ 3 ลิตรต่อวัน แต่ถ้าในอากาศร้อนเช่นนี้ ร่างกายอาจต้องการน้ำถึงประมาณ 4 ลิตรต่อวัน เพื่อทดแทนเหงื่อที่ร่างกายขับออกมาระหว่างวันและระหว่างการออกกำลังกาย

2) เกลือแร่ แน่นอนว่าหลังจากที่ร่างกายเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วนั้น สิ่งที่เสียไปกับเหงื่อด้วยคือ เกลือแร่ต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ โปแตสเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งการสูญเสียเกลือแร่นี้มีผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา ทั้งนี้การเลือกดื่มเกลือแร่ที่ปัจจุบันมีหลากหลายชนิด ให้เลือกดื่มโดยดูปริมาณของน้ำตาลที่ไม่สูงเกินไป และเมื่อหลังออกกำลังกายอย่างหนักเสร็จแล้ว ก็สามารถดื่มเกลือแร่ชดเชยได้ในปริมาณ 1 ขวด

ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth

3) น้ำมะพร้าว นับเป็นน้ำผลไม้ยอดฮิตของนักกีฬาเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะทำให้นักกีฬาสดชื่นแล้ว ยังให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและให้ร่างกายดูดซึมน้ำไปใช้ได้ดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แต่ทั้งนี้ควรเลือกน้ำมะพร้าวจากธรรมชาติ ที่ไม่ผ่านการเติมน้ำตาลเพื่อเพิ่มรสหวานจะดีที่สุด

4) น้ำผลไม้สด หลังออกกำลังกายเสร็จแล้วโดยเฉพาะสาวๆ ชอบดื่มน้ำผลไม้สด ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้ม น้ำมะนาว ฯลฯ โค้ชเบสแนะนำว่า เลือกดื่มได้แต่ต้องดูปริมาณน้ำตาลด้วย ผลไม้บางชนิดมีรสหวานโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่บางร้านยังเติมน้ำเชื่อมไปผสม นอกจากสารอาหารในผลไม้ลดลงแล้วนั้น ยังทำให้ร่างกายสะสมน้ำตาลจนกลายเป็นความอ้วนได้อีกด้วย

ดื่มอะไรดี? หลังออกกำลังกายในฤดูร้อน thaihealth

น้ำมีความจำเป็นกับร่างกาย ในทุกๆ วันควรดื่มน้ำให้ได้มากกว่า 3 ลิตร และถ้าหากออกกำลังกาย ร่างกายสูญเสียเหงื่อและเกลือแร่ไปแล้วนั้น ยิ่งต้องดื่มน้ำทดแทนให้ร่างกายเกิดความสมดุล และไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแบบไหนก็ควรดูเรื่องของน้ำตาลหรือน้ำหวานที่ผสมเข้าไปเป็นหลักด้วย แทนที่ร่างกายจะสุขภาพดีจากการออกกำลังกาย กลายเป็นว่าต้องมาควบคุมความอ้วนที่เกิดจากความหวานของเครื่องดื่มอีกด้วยค่ะ

ที่มา: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

กินปลา ลดเบาหวาน ป้องกันโรคหัวใจ thaihealth

แฟ้มภาพ

เบาหวานโรคอันดับต้นๆ ที่คนไทยเป็นกันมาก และเป็นโรคที่ต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องการบริโภคอาหารเป็นสำคัญ ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ ต้องควบคุมอาหารและน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวาน ควรหันมาให้ความสำคัญกับอาหารประเภท ปลา ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารมาก ไม่ทำให้อ้วน และราคาไม่แพงอีกด้วย ปลาเป็นหนึ่งในอาหารที่มีโคเรสโตรอลต่ำ ย่อยง่าย และเนื้อปลาเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง

นอกจากเนื้อปลาแล้ว ไขมันปลา ยังมีประโยชน์ เป็นแหล่ง โอเมก้า-3 ที่หลายคนคิดว่ามีแต่ในปลาทะเลเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีอยู่ทั้งในปลาน้ำจืดและปลาทะเล โดยโอเมก้า-3 จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน การเลือกบริโภคปลาจะต่างจากการเลือกเนื้อสัตว์อื่นๆ โดยการเลือกซื้อเนื้อหมู หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ เราจะเลือกที่มีมันน้อยๆ แต่ถ้าเราเลือกปลาเราต้องเลือกที่ตัวใหญ่ๆ มีไขมันมาก เพราะไขมันเหล่านั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น

ส่วนชนิดของปลาที่ให้ประโยชน์มากที่สุด คือ ปลาสวาย มีโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม ซึ่งมากกว่าปลาทะเล จึงอยากแนะนำให้หันมาบริโภคปลาน้ำจืดในบ้านเรา เพราะมีราคาถูกแต่มีคุณประโยชน์ที่สูง แถมช่วยลดการบริโภคปลานำเข้า ที่คุณค่าทางอาหารจะลดลงไปเมื่อถูกแช่แข็ง และที่สำคัญยังไม่พบการแพ้ปลาน้ำจืด เหมือนกับปลาทะเลอีกด้วย

สำหรับการปรุงเมนูปลา ที่มีคุณประโยชน์ที่สุดอยู่ที่การต้ม หรือนึ่ง ที่จะทำให้ได้คุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วนที่สุด โดยให้หลีกเลี่ยงเมนูทอดให้มากที่สุด ทั้งนี้ควรมีการบริโภคอาหารที่มีเมนูปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ แต่หากบริโภคได้ทุกวันก็จะดีที่สุด

 

เรื่องโดย : พัชรี  บอนคำ team content www.thaihealth.or.th

?เกลือแร่? เลือกให้ดี ดื่มให้เป็น  thaihealth

แฟ้มภาพ

หน้าร้อนมาเยือนอย่างเต็มตัว แทบจะไม่อยากกระดิกตัวออกไปไหน เพราะแค่เดินออกไปรับไอแดดตรงประตูตอนเที่ยงวัน หรือออกกำลังกายเบาๆ เหงื่อก็ไหลออกมาเป็นทาง รวมไปถึงหน้าร้อนเมื่อไรการเลือกกินอาการยิ่งต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เนื่องจากฤดูร้อนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ส่งผลให้อาหารเกิดการบูดเน่าเสียได้ง่าย เช่น โรคบิด โรคท้องร่วง และอหิวาตกโรค

            สิ่งหนึ่งถ้าหากเราเพิ่งออกกำลังกายมา หรือเกิดท้องเสีย “เกลือแร่” ถือเป็นตัวช่วยอันดับต้นๆ ที่เราจะเลือกหามากินทดแทนเหงือหรือน้ำที่เสียไปจากร่างกาย แต่เราทราบหรือไม่ว่าเกลือแร่ ที่ดื่มตอนออกกำลังกาย กับดื่มตอนท้องเสียนั้นมีความแตกต่างกัน

            โดยทั่วไปเกลือแร่ในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภท คือ เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย (Oral Rehydration Salt ย่อว่า ORS) กับเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย (Oral Rehydration Therapy ย่อว่า ORT)

?เกลือแร่? เลือกให้ดี ดื่มให้เป็น  thaihealth

            เกลือแร่สำหรับคนที่ท้องเสีย จะเป็นชนิดผงน้ำตาลเกลือแร่หรือที่เรียกว่าผงโออาร์เอส (Oral Rehydration Salt ย่อว่า ORS) การเสียน้ำจากอาการท้องเสีย เป็นภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ในทันที เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงต้องการน้ำและเกลือแร่มาทดแทน ซึ่งแตกต่างจากการเสียน้ำหรือเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย ที่ร่างกายจะเสียน้ำและน้ำตาลเป็นหลัก โดยจะเสียเกลือแร่ในปริมาณที่น้อยมาก

นายศิรพัชร ตระกูลพัฒนกร หรือ โค้ชเบส นักวิทยาศาสตร์การกีฬา จากเครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. ได้ให้ความรู้ในการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกายว่า  “หากจะดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกาย อาจต้องดูจากปริมาณเหงื่อที่สูญเสียไป อุณหภูมิ และจำนวนเวลาที่ออกกำลังกาย เพราะต้องดูก่อนว่าตนเองออกกำลังกายหนักขนาดไหน ดูปริมาณเหงื่อ ถ้าเหงื่อออกมาก เราถึงจะเลือกเครื่องดื่มเกลือแร่ทดแทน เช่น คนที่วิ่งมาราธอน, เล่นคาดิโอ้ 45 นาที เป็นต้น แต่ต้องดูปริมาน้ำตาล ในเครื่องดื่มเกลือแร่แต่ละยี่ห้อด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตออกมาเพื่อความอร่อยทำให้มีรสหวาน และถ้าเราออกกำลังกายไม่ถึง หมายความว่า ร่างกายยังไม่ได้เสียน้ำและน้ำตาลออกมาจนเกินไป แล้วไปกินเกลือแร่ ยิ่งจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากขึ้น จนส่งผลให้เกิดความอ้วน จึงขอแนะนำให้เลือกดื่มน้ำเปล่า เพราะการดื่มน้ำเปล่าก็สามารถทดแทนได้เช่นกัน”

?เกลือแร่? เลือกให้ดี ดื่มให้เป็น  thaihealth

จากความแตกต่างดังกล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าถ้าเป็นเกลือแร่สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเสีย ปริมาณเกลือแร่หรือปริมาณโซเดียมจะสูงกว่า ส่วนเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย จะมีปริมาณน้ำตาลจะสูงกว่า

หากเกิดอาการท้องเสีย แต่ไปจิบน้ำเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกายจะยิ่งเป็นการกระตุ้นทำให้เกิดอาการท้องเสียได้มากขึ้น เนื่องจากเครื่องดื่มชนิดนี้จะมีปริมาณน้ำตาลและเกลือแร่บางชนิดที่สูงกว่า ทำให้ร่างกายดึงน้ำเข้ามาในทางเดินอาหาร ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้นกระตุ้นการถ่ายเหลวมากขึ้น

ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกใช้เกลือแร่ ควรพิจารณาให้ดีก่อนว่าเกลือแร่นั้นเป็นเกลือแร่สำหรับผู้ที่ท้องเสีย หรือเกลือแร่สำหรับผู้ที่เสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย เพราะถ้าเลือกกินไม่ถูก มีอาการท้องเสีย แต่ไปดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลัง นอกจากไม่หาย อาการอาจทรุดกว่าเดิมอีกด้วย

ทางที่ดีทุกคนควรออกกำลังกายให้เหมาะสม ในสภาพอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไป และที่สำคัญอย่าลืมยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่าย ๆ ที่ สสส. เคยบอกไว้ว่า “กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ” ด้วยนะคะ

ที่มา : ผศ.นพ.พิสิฏฐ์  เลิศวานิช ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าสภาพอากาศของโลกเรานั้น เลวร้ายไปจากแต่ก่อนมาก หากติดตามข่าวสารดินฟ้าอากาศ ก็จะเห็นข่าวภัยธรรมชาติ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว หนาวก็หนาวจัด ร้อนก็ร้อนมากมาย

ฮีทสโตรค...ร้อนตาย thaihealth

สำหรับปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับความร้อนที่มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ตายได้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบให้การดูแลรักษาโดยเร็ว ก็คือ ฮีทสโตรค (Heat stroke) หรือที่มีศัพท์บัญญัติในภาษาไทยว่า “อุณหพาต”

หลายคนอาจเพิ่งเคยรู้จักกับภาวะฮีทสโตรคเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะสภาพอากาศร้อนในบ้านเราก็ถือเป็นเรื่องปกติ ข่าวก็มีรายงานแต่เฉพาะเรื่องมีคนหนาวตายตอนอากาศเย็นจัด ตอนที่ผมต้องสอนนักศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก็เป็นความรู้แบบสำเร็จรูปที่ได้จากการค้นคว้า หาอ่านจากหนังสือตำรา ส่วนประสบการณ์ที่พบเจอผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักเป็นแบบที่รุนแรงน้อย เช่น เป็นลม หรือเป็นตะคริวแค่นั้น

เมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปดูแลการปฐมพยาบาลนักวิ่งในการเดินวิ่งการกุศลรายการหนึ่ง เกิดมีนักกีฬาวูบล้มขณะวิ่ง จากนั้นไม่รู้สึกตัว พูดจาสับสน แล้วเกิดอาการชักขึ้น ที่สำคัญในวันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงคนเดียว แต่มีถึง 3 คน และมีอยู่รายหนึ่งที่ถึงกับต้องนอนรักษาตัวในห้องไอซียูเลยทีเดียว ก็เลยเป็นเรื่องที่ผมเก็บความตั้งใจข้ามปีมาว่า หน้าร้อนในปีนี้ต้องมาบอกเล่าเรื่องนี้ให้กับผู้อ่านได้ทราบกัน เพราะหากป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ก็จะดีที่สุด หรือหากเกิดขึ้นแล้วมีการช่วยเหลืออย่างถูกต้องรวดเร็วก็จะช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วย และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนถาวรของร่างกายในระบบต่าง ๆ ได้

ฮีทสโตรค คืออะไร

ฮีทสโตรค คือภาวะที่มีอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย ซึ่งวัดทางทวารหนักได้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับการมีอาการทางสมอง เช่น หมดสติ พูดจาสับสน ชัก เป็นต้น ฮีทสโตรคในระหว่างการเล่นกีฬานั้น เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถจัดการกับความร้อนที่ได้รับจากอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม และความร้อนที่สร้างขึ้นจากการทำงานของกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ได้

ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหามาเนื่องมาจากความร้อนที่รุนแรงน้อย ซึ่งอุณหภูมิกายยังไม่ถึง 40 องศาเซลเซียส อาจแสดงอาการเป็นตะคริวแดด (Heat cramps) หรือมีอาการเพลียแดด (Heat exhaustion) ที่ร่างกายมีอาการอ่อนล้าเกินกว่าจะเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมต่อไปได้ อาจมีหน้ามืด เป็นลม แต่อาการทางสมองก็ยังเป็นแบบที่ไม่รุนแรงมากนัก อันนี้ถือเป็นกระบวนการป้องกันตัวเองที่ธรรมชาติสร้างขึ้นก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรงขึ้นเป็นฮีทสโตรค

ร่างกายขับความร้อนอย่างไร

ในภาวะปกติเมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นในร่างกาย จะอาศัยกระบวนการต่าง ๆ 4 กระบวนการในขับความร้อนออกจากร่างกาย ซึ่งความเข้าใจในกระบวนการเหล่านี้มีความสำคัญในการนำมาใช้ในการลดอุณหภูมิกายของผู้ป่วย

1. การนำความร้อน เมื่อร่างกายสัมผัสกับของที่เย็นกว่า ก็จะมีการถ่ายเทความร้อนขึ้น หากความต่างของอุณหภูมิมากก็จะทำเกิดการนำความร้อนมากขึ้นด้วย อันนี้เป็นหลักการที่ใช้ช่วยลดอุณหภูมิผู้ป่วย โดยการประคบเย็น หรือแช่ตัวในน้ำเย็น และถ้าพื้นผิวสัมผัสยิ่งมากก็จะช่วยลดความร้อนได้มากขึ้น

2. การพาความร้อน  เกิดจากการมีกระแสลมหรือน้ำที่พาเอาความร้อนออกไป เหมือนกับการที่เราเปิดพัดลมตามบ้าน การดูแลเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่บาง โปร่งสบายในขณะวิ่ง ก็จะมีส่วนช่วยเพิ่มการถ่ายเทของอากาศ หรือการที่นักวิ่งหลายคนที่นอกจากจะรับน้ำมาเพื่อดื่มในระหว่างวิ่งแล้ว บางคนก็ราดบนศีรษะ นอกจากช่วยกระตุ้นให้สดชื่นขึ้นแล้ว ก็ช่วยพาความร้อนด้วย

3. การแผ่รังสี เป็นการกระจายความร้อนของร่างกายสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากนี้การที่สวมใส่เสื้อผ้าที่มีอ่อน ก็จะช่วยสะท้อนรังสีจากแสงแดดด้วย

4. การหลั่งเหงื่อ เป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดในการลดความร้อนของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่ร้อนจัดนั้น ความแตกต่างของอุณหภูมิร่างกายกับสิ่งแวดล้อมอาจมีน้อยลง ทำให้สามประบวนการแรกนั้นมีประสิทธิภาพลดลง แต่ปัจจัยที่มีผลต่อการลดความร้อนด้วยการหลั่งเหงื่อก็คือ ระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ โดยในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงก็จะทำให้การหลั่งเหงื่อมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนน้อยลง นอกจากนี้การหลั่งเหงื่อก็จะมีการสูญเสียเกลือแร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกลือโซเดียม หากมีการออกกำลังกายในที่ร้อนต่อเนื่องกันยาวนาน เช่น นานกว่า 1 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้รับเกลือแร่ทดแทนก็อาจทำให้เกิดตะคริวแดดขึ้นได้

ทำไมต้องวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก

ในการวินิจฉัยภาวะฮีทสโตรคนั้น ใช้อุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักซึ่งสูงมากกว่า 40 องศาเป็นเกณฑ์ เนื่องจากการวัดทางผิวหนัง รูหู หรือทางปากนั้น จะทำให้ได้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิแกนกลางจริงของร่างกาย นอกจากนี้การวัดปรอททางปากก็ยังไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่ค่อยรู้สึกตัว เพราะอาจกัดปรอทแตก เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

การปฐมพยาบาลภาวะฮีทสโตรค

หลักการที่สำคัญที่สุด ก็คือ การลดระดับความร้อนของร่างกายลงให้เร็วที่สุด หากไม่มีภาวะอื่นที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายแล้ว ก็ควรทำการลดความร้อนของผู้ป่วยตั้งแต่แรก ก่อนนำส่งโรงพยาบาล วิธีที่ลดความร้อนได้เร็วที่สุดก็คือ การแช่ตัวของผู้ป่วยลงในถังน้ำเย็น (ลดได้ประมาณ 0.2 องศาเซลเซียสต่อนาที) แต่หากไม่มีสามารถทำได้ การใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือถุงใส่น้ำแข็ง หมุนเวียนประคบตามคอ ลำตัว แขนขา ข้อพับต่าง ๆ ก็สามารถช่วยลดความร้อนได้พอสมควร (ประมาณ 0.15 องศาเซลเซียสต่อนาที) ควรจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกเท้าให้สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่ไหลเวียนกลับสู่หัวใจให้มากขึ้น

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้น รู้สึกตัวหลังจากระดับอุณหภูมิในร่างกายลดลง เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดีขึ้นก็สามารถดื่มน้ำเพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำของร่างกายได้ แต่ถ้าหมดสตินานอาจมีความจำเป็นในการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และนำส่งโรงพยาบาล เพื่อการตรวจเพิ่มเติมในส่วนของระบบต่าง ๆ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่เกิดฮีทสโตรคอยู่นานก็อาจมีปัญหาทางไต การสลายตัวของกล้ามเนื้อ และการเสียสมดุลของเกลือแร่ได้

การป้องกันฮีทสโตรค

- หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาในสภาพอากาศที่ร้อนจัด และมีความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศสูง ซึ่งสำหรับผู้จัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้ง ในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่ต้องใช้เวลาแข่งนาน ควรหาข้อมูลพยากรณ์อากาศก่อน หากจำเป็นอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนเวลา เพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา

- ควรดื่มน้ำให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ไม่ควรรอจนรู้สึกกระหายน้ำ และหากเล่นกีฬานานกว่า 1 ชั่วโมงควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป

- ไม่ควรเล่นกีฬาในขณะที่มีไข้

- ควรเลือกสวมเสื้อผ้าสีอ่อนที่เบาสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี และไม่ควรทาครีมกันแดดหนาจนเกินไป

- หากต้องแข่งกีฬาในสภาพอากาศที่ไม่คุ้นเคย นักกีฬาอาจต้องการเวลาปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศประมาณ 10-14 วัน

ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคุมลูกน้ำยุงลาย thaihealth

แฟ้มภาพ

          จ.สมุทรปราการแนะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคุมลูกน้ำยุงลาย เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก

          นางสาวกัญญรัตน์  เกียรติสุภา ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับแจ้งจากกรมควบคุมโรค ว่าได้รวบรวมนวัตกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น ไว้ 13 นวัตกรรมที่น่าสนใจ ในการควบคุมลูกน้ำยุงลาย เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก  ได้แก่

1) การใช้มะกรูดบากผิวใส่ลงในภาชนะขังน้ำ 1 ลูกต่อพื้นที่น้ำ 40 ตารางนิ้ว ป้องกันได้ 2 วัน

2) ใช้ปูนแดงปั้นขนาดเท่าลูกปิงปอง ตากให้แห้ง 3 วัน ใช้ 1 ก้อนใส่ในโอ่งมังกร 1 ใบ ป้องกันได้ 3 เดือน

3) ใช้อิฐมอญเผาร้อนจนอิฐเป็นสีแดง ใช้คีมคีบใส่ในโอ่ง 1 ก้อนต่อ 1 โอ่ง ป้องกันได้ 1 เดือน

4) ทำกาลักน้ำดูดกำจัดลูกน้ำและตัวโม่งออกจากภาชนะ ป้องกันได้ 7 วัน 

5) ปล่อยปลาหางนกยูงในภาชนะที่มีน้ำขัง 

6) การใช้ตาข่ายไนล่อน หรือผ้าขาวบางมาปิดปากโอ่งรัดด้วยเชือก ป้องกันไม่ให้ยุงลายมาวางไข่ 

7) ใช้สวิงช้อนลูกน้ำในภาชนะที่มีน้ำขัง ป้องกันได้ 7 วัน 

8) โรยผงซักฟอกในภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์ ใช้ประมาณ 1 ช้อนแกงต่อปริมาณน้ำไม่เกิน 2 ลิตร ป้องกันได้ 1 เดือน

9) ใช้เกลือแกง 1 ช้อนชา ในแหล่งน้ำขนาดเล็ก เช่น จานรองขาตู้กับข้าว จนกว่าจะพบลูกน้ำจึงเติมเกลืออีกครั้ง

10) นำถุงใส่ตะไคร้หอมวางบริเวณที่อับ เช่น ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ จะไล่ยุงไม่ให้มารบกวนได้ 

11) ปี๊บดักยุง โดยใช้ปี๊บขนมปังเปิดฝาใส่ผ้าสีทึบหรือถุงเท้า ยุงจะเข้าไปตอนกลางคืน ตอนเช้าเอาปี๊บไปตากแดด 2 ชั่วโมงเพื่อฆ่ายุง

12) ใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำหนึ่งกระบอก ฉีดไปตามมุมบ้านจะช่วยลดจำนวนยุงลายในบ้าน

13) ใช้น้ำยาล้างจานทาให้ทั่วจานพลาสติกสำหรับใช้โฉบจับยุงที่บินมากวนใกล้ ๆ ตัว ยุงจะถูกจับตายอยู่บนจาน

ที่มา : รศ.นพ.ศุภชัย  รัตนมณีฉัตร ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ในปัจจุบันมักจะพบเห็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานในออฟฟิศ หรือสำนักงานได้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการหรือเอกชน และตามบริษัทห้างร้านต่างก็มีให้เห็นอย่างแพร่หลาย

?โรค? ในออฟฟิศ thaihealth

เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากมายเหลือคณานับ อย่างไรก็ตาม  การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ โดยมิได้พักผ่อนเท่าที่ควร พฤติกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายขึ้นได้ โรคที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ได้แก่

1. กลุ่มอาการทางตาจากคอมพิวเตอร์ (Computer Vision Syndrome: CVS)

เป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับสายตาและการมองเห็น

สาเหตุ  เกิดจากการใช้สายตามองจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้มีผลต่อดวงตา รวมถึงรังสีที่แผ่ออกมาที่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกด้วย

อาการ  อาจจะรู้สึกแสบตา ไม่สบายตา เกิดอาการระคายเคืองตา เจ็บตา ตาพร่าจากการจ้องมองที่ไม่ค่อยกระพริบตา เป็นผลให้มีอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นอาการเพียงชั่วคราว แต่หากเป็นอยู่บ่อย ๆ และนานขึ้น อาจจะเกิดอันตรายได้ เช่น กระจกตาอักเสบแห้ง มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสายตาสั้นชั่วคราว ประมาณร้อยละ 32 นอกจากนี้ อาจจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอ ไหล่ ปวดหลัง จากที่นั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมร่วมด้วย

การรักษา   อาจจำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อยๆ หรือยาหยอดตาชนิดที่ยับยั้งการคั่งของเลือดบริเวณตา

การป้องกัน

-  ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ เนื่องจากจะทำให้สายตาเกิดความเมื่อยล้า ฉะนั้นจำเป็นต้องพักสายตา เช่น หลับตาทุก 10 นาทีต่อการทำงาน 1 ชั่วโมง หรือพักทุก 15 นาทีต่อการทำงานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง เป็นต้น ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงติดต่อกัน พบว่ามีอาการ CVS ร้อยละ 88

-   ควรจัดสถานที่ตั้งคอมพิวเตอร์ในที่ที่มีแสงสว่างพอเหมาะ โดยเฉพาะจอภาพ แป้นพิมพ์ และที่วางเอกสาร เป็นต้น จะช่วยให้สบายตา หรืออาจใช้หลอดไฟโซเดียมเพื่อให้แสงสว่าง

-  ควรใช้แผ่นกรองแสงเพื่อลดแสงจ้าและแสงสะท้อน จะช่วยลดความล้าของสายตาลงได้

2.  กลุ่มอาการปวดข้อ(Carpal Tunnel Syndrome: CYS)

เป็นกลุ่มอาการของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดอาการของโรคกระดูกข้อมือเจ็บปวด ข้อกระดูกนิ้วมือเสื่อม และชา

สาเหตุ  เกิดจากการกดแป้นพิมพ์ และการใช้เมาส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน การจับเมาส์โดยมีข้อมือเป็นจุดหมุน อาจเกิดพังผืดบริเวณข้อมือ หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการชา จนไม่สามารถหยิบของได้

การรักษา  หากเริ่มมีอาการอาจต้องรับประทานยาแก้ปวด และหยุดการเคลื่อนไหวโดยการพักข้อมือ อาการก็อาจทุเลาลงได้ อาการปวดจะหายไปในที่สุด หากปวดบวม ให้รับประทานยาระงับปวดและอาจต้องสวมอุปกรณ์ประคองมือ เพื่อลดการเคลื่อนไหวของข้อมือ หรือฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์เข้าบริเวณข้อมือ เพื่อลดการอักเสบโดยตรง ส่วนในรายที่เป็นมานาน อาจจำเป็นต้องผ่าตัดจึงจะได้ผลดี

การป้องกัน

-  ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ เนื่องจากจะทำให้เกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย

-  ควรจัดวางคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากตัวพอดีกับแขนที่จับเมาส์และแป้นพิมพ์ให้สบายๆ ไม่เหยียดหรืองอข้อมือเกินไป

-  ขณะปฏิบัติงานพิมพ์บนแป้นพิมพ์ ควรจัดให้ท่อนแขนวางอยู่ในแนวขนานกับพื้น

-  ควรมีแผ่นรองข้อมือมาวางเม้าส์ จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณข้อมือได้อย่างมาก

-  การเคลื่อนไหวขณะนั่งปฏิบัติงานจะต้องให้ถูกลักษณะท่าทาง ไม่เอี้ยวตัวไปมามากเกินไป หากหยิบจับสิ่งของจำเป็นต้องออกแรงทั้งมือและนิ้ว

ข้อเสนอแนะ

การปรับอุปกรณ์สำนักงานให้ถูกต้อง เป็นวิธีการป้องกันอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดการเจ็บป่วย ซึ่งมีผลมาจากการเคลื่อนไหวและการวางตำแหน่งของสรีระในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง โดยมีแนวทางการปรับปรุงอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ถูกต้อง ดังนี้ คือ

1. เก้าอี้ ควรเป็นขนาดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ขอบด้านหน้าของเบาะนั่ง ควรมีลักษณะโค้งเพื่อให้มีพื้นที่ว่างระหว่างด้านหน้าของเบาะกับด้านหลังของหัวเข่า ความสูงของเบาะและพนักพิงจะต้องปรับได้ สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า ควรทำมุมอย่างน้อย 90 องศา พนักพิงจะต้องสัมผัสกับแผ่นหลังโดยสมบูรณ์และที่เท้าแขนสามารถช่วยพยุงแขนขณะใช้แป้นพิมพ์

2. จอภาพ  ควรอยู่ตำแหน่งตรงหน้าผู้ใช้ จัดให้ห่างจากผู้ใช้อย่างน้อย 3 ฟุต (ยิ่งห่างยิ่งดี) จอภาพควรอยู่ระดับต่ำกว่าระดับสายตา 5 นิ้ว หรือประมาณ 10-20 องศา และสามารถปรับความสูงของจอภาพได้ด้วยแท่นวางปรับมุมเงยของจอภาพ เพื่อลดแสงจ้าหรือแสงสะท้อนจากดวงไฟเหนือศีรษะหรือหน้าต่าง นอกจากนี้ ควรใช้จอที่กรองแสงเพื่อป้องกันแสงจ้าและรังสีต่าง ๆ

3. แป้นพิมพ์และเมาส์  ควรวางตำแหน่งของแป้นพิมพ์และเมาส์ในระยะห่างและความสูงที่พอเหมาะ ปล่อยแขนตามธรรมชาติและให้ข้อศอกอยู่ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยให้เกิดมุมที่เหมาะสมระหว่างข้อศอกและข้อมือ

4. ถาดวางแป้นพิมพ์และเมาส์  ควรมั่นคงแข็งแรงและปรับได้ในหลายลักษณะของการใช้งานที่เหมาะสม แต่ยังคงให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งตรงกลาง และสามารถวางที่พักข้อมือได้

5. แป้นหนีบเอกสาร จะต้องอยู่ระดับเดียวกันและใกล้จอคอมพิวเตอร์ให้มากที่สุด จะช่วยให้คออยู่ในตำแหน่งตั้งตรง ซึ่งจะช่วยลดการเคลื่อนไหวของศีรษะและลดความเครียดของกล้ามเนื้อตา

6. ที่พักข้อมือ จะต้องปราศจากขอบที่แข็งหรือคม โดยมีหน้ากว้างเพียงพอแก่การพยุงข้อมือและฝ่ามือ

7. ที่วางเท้า  ควรมั่นคงแข็งแรงสามารถปรับความสูงได้ ไม่ลื่น และมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะให้ความสะดวกสบายขณะวางเท้า

8. โคมไฟ ให้แสงสว่างที่เพียงพอแก่การมองดูเอกสาร นิยมแสงแบบอุ่นจะช่วยลดแสงกระจายและสายตาเมื่อยล้า โดยปราศจากแสงจ้าบนเอกสารหรือบนจอคอมพิวเตอร์

คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยลดอาการต่างๆ ที่เกิดจากการทำงานได้ หากยังมีอาการอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ

การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์นั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีสุขภาพดี แต่หากได้รับปริมาณอาหารมากเกินความจำเป็นของร่างกาย ก็จะเกิดการสะสมไขมันตามส่วนต่างๆ และทำให้คุณกลายเป็น “โรคอ้วน” ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามของโรคอ้วนไว้ว่า “ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันส่วนต่างๆ ของร่างกายเกินปกติ จนเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ที่ส่งผลถึงสุขภาพ จนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้”

อันตรายของ ?โรคอ้วน? thaihealth

ปัจจุบันคนอ้วนถือเป็นภาวะของการเป็น “โรค” เพราะความอ้วนส่งผลให้สุขภาพโดยรวมไม่แข็งแรง ส่งผลต่อสมรรถนะในการทำงาน การใช้ชีวิต บางคนอ้วนมากจนช่วยเหลือตัวเองได้น้อย เคลื่อนตัวไปไหนมาไหนลำบาก หรือบางคนอ้วนมากจนขยับตัวไม่ได้เลย

เมื่อเราเริ่มอ้วนก็จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้อเข่าเสื่อม โรคตับ นิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง มีปัญหาในการหายใจ มักเป็นโรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายโรค เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร

การที่จะรู้ว่าเราอ้วนหรือไม่นั้น สามารถคิดจากสูตรคำนวณดัชนีมวลกาย [BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลังสอง]

ค่าดัชนีมวลกายที่เหมาะสมคือ 18.50-22.99 หากอยู่ระหว่าง 23.00-24.90 จัดว่าเป็นคนท้วม และหากเกิน 25 ขึ้นไปก็จัดว่าคุณเป็นคนอ้วน

จากการสำรวจข้อมูลพบว่ามีคนอ้วนเป็นจำนวนมากถึง 16 ล้านคน เป็นหญิงมากกว่าชายถึง 2 เท่าตัว (ข้อมูลปี 2557) ซึ่งค่าเฉลี่ยความอ้วนของคนไทยอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งนับเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว ปัจจุบันภาวะอ้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีคนอ้วนทั่วโลกเกือบพันล้านคนเลยทีเดียว

สาเหตุของความอ้วน มีดังนี้ คือ

• การกินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดการสะสมพลังงาน มีไขมันสูงตามร่างกาย ทั้งในเส้นเลือด ช่องท้อง อีกทั้ง รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับโต๊ะทำงาน ร่างกายไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว หรือออกกำลังกาย พลังงานในแต่ละวันที่เหลือ จึงแปรเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคอ้วน

• การเป็นโรคไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ ทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานน้อยลง การมีโรคประจำตัวทำให้ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้พบเป็นส่วนน้อยที่ทำให้เป็นโรคอ้วน

ลดความอ้วนอย่างไรดี

ความอ้วนเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากมาย ดังนั้น ถ้าเราลดความอ้วนได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ด้วย เช่น ถ้าน้ำหนักตัวเราอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จะไม่มีอาการปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม เพราะร่างกายสามารถรับน้ำหนักตัวได้

การลดความอ้วนง่ายๆ คือจะต้องควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ ใน 1 วันควรได้รับพลังงานไม่เกิน 1,200 กิโลแคลอรี โดยควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และคำนวณแคลอรีที่ร่างกายได้รับให้พอดี นั่นคือ กินข้าวไม่เกินมื้อละ 1 ทัพพี โปรตีนควรได้รับ 6 ช้อนโต๊ะหรือ 1 ขีดต่อมื้อ ซึ่งควรเลือกกินเนื้ออกไก่ เนื้อปลา ไข่ขาว เนื้อหมูไม่ติดมัน และงดกินเนื้อที่มีไขมันแทรก

กินอาหารที่พลังงานต่ำ ได้แก่ อาหารต้มๆ นึ่งๆ ผักสดต่างๆ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ผลไม้สดก็กินในปริมาณที่พอดี งดกินของมัน ของทอด ของขบเคี้ยว ขนมหวานต่างๆ ไม่ควรกินผลไม้แปรรูปอย่างมะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงกวน เพราะจะได้รับความหวานที่มากเกินไป นอกจากนี้ควรงดดื่มน้ำหวานและกาแฟ

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญพลังงานมากขึ้น โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป และออกอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 150 นาทีต่อสัปดาห์ จึงจะมีการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

คนที่น้ำหนักตัวมากไม่ควรออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพราะจะส่งผลต่อข้อเข่า ควรใช้การปั่นจักรยานแทน ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนอ้วนมากที่สุดคือการว่ายน้ำ เพราะน้ำจะช่วยพยุงร่างกาย สามารถเผาผลาญพลังงานได้มาก และไม่มีผลเสียต่อข้อเข่า

ส่วนคนที่ไม่สะดวกหรือไม่มีสถานที่ออกกำลังกาย ก็แค่ “แกว่งแขน” วันละ 100 ครั้ง หรือประมาณ 30 นาที การแกว่งแขนสามารถทำได้ง่ายๆ ทำได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากทำทุกวันจะช่วยลดน้ำหนักได้ทางหนึ่งด้วย

ปรับวิถีชีวิตประจำวัน คนอ้วนที่ไม่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า ควรเดินให้มากขึ้น เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เดินขึ้นสะพานลอย เดินเข้าซอยบ้านแทนการนั่งรถมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น

หากได้ทำตาม 3 ขั้นตอนที่แนะนำมาข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล ในกรณีของคนที่มีน้ำหนักตัวมากและต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง ก็สามารถลดความอ้วนด้วยการใช้ยาและการผ่าตัด ซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

การป้องกัน

การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น ของมัน ของทอดและของหวาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและเช็กสุขภาพประจำปี ทุกคนก็สามารถป้องกันโรคอ้วนได้แล้ว

เรื่องโดย  :   พัชรี  บอนคำ team content www.thaihealth.or.th

ข้อมูล : ยาวิพากษ์ จดหมายข่าวศูนย์ข้อมูลเฝ้าระวังระบบยา : สื่อกลางข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวปัญหายาเพื่อการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยาของไทย

อาหารปลอดภัย ไร้ยาปฏิชีวนะ thaihealth

แฟ้มภาพ

ปัจจุบันการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์มปศุสัตว์เป็นที่แพร่หลายมากในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาจุลินทรีย์ดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก ในวันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. จะพาทุกท่านไปรู้จักกับยาปฏิชีวนะ ว่าคืออะไร และมีโทษอย่างไรหากเราได้รับสารเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย

อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เนื้อบางแห่งใช้ ‘ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อแบคทีเรีย’ ในวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสัตว์ในยามเจ็บป่วย รวมไปถึงแอบใช้เพื่อเร่งการเติบโตของสัตว์ ซึ่งเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในสัตว์ถูกทำลายไปได้ แต่บางชนิดนอกจากจะรอดแล้ว ยังข้ามสายพันธุ์ได้อีกด้วย

ซึ่งเชื้อที่รอดนี้แหละค่ะ จะแฝงอยู่ในมูลสัตว์ที่เอาไปทำเป็นปุ๋ย เนื้อสัตว์ที่เรารับประทาน และตกค้างในสิ่งแวดล้อม หากเรารับประทานเนื้อสัตว์หรือผักเหล่านั้นเข้าไปสะสมในร่างกายมากๆ เมื่อร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้ง่าย ซึ่งในขณะนี้โรงพยาบาลอาจมียาต้านแบคทีเรียเหลือเพียงไม่กี่ชนิดที่รักษาได้ผล ถ้าเกิดโรคลุกลามรุนแรงขึ้น ยาต้านเชื้อแบคทีเรียรักษาไม่ได้จะส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

ในปัจจุบันองค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และองค์การสุขภาพสัตว์โลก ต่างออกมาเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ รวมไปถึงลด ละ เลิกใช้ยาปฏิชีวนะในการกระบวนการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหาร  เพราะเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากภาวะติดเชื้อและการเจ็บป่วยเล็กน้อยซึ่งเคยรักษาได้ในอดีต

อาหารปลอดภัย ไร้ยาปฏิชีวนะ thaihealth

เพราะในรายงานการทบทวนวรรณกรรมของรัฐบาลสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นว่ามีผู้เสียชีวิตจากการดื้อยาทั่วโลกถึง 700,000 รายต่อปี และในส่วนประเทศไทยมีรายงานในวารสารวิจัยระบบสาธารสุขเมื่อปี พ.ศ. 2555 และบทความของสำนักงานสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยมีการเจ็บป่วย เพราะอาการติดเชื้อกว่า 100,000 คนต่อปี และเสียชีวิตถึง 38,481 รายต่อปี ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล 

ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญในเรื่องเชื้อดื้อยา ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-64 โดยตั้งเป้าหมายลดการป่วยเชื้อดื้อยาให้ได้ 50% ลดการใช้ยาต้านแบคทีเรียในคน 20% และในสัตว์ 30% ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยใช้ 6 ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน ได้แก่ 1.ระบบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา ทั้งในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม 2.ควบคุมการกระจายของยาปฏิชีวนะ 3.ควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในสถานพยาบาลและร้านยา 4.ป้องกันควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง 5.สร้างความตระหนักรู้ของประชาชน และ 6.พัฒนากลไกการจัดการแบบบูรณาการ

อาหารปลอดภัย ไร้ยาปฏิชีวนะ thaihealth

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในฐานะ “ผู้บริโภค” เราทุกคนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย ดังนี้

1.สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภครวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม

2.สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความสมัครใจของผู้บริโภคและปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม

3.สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัยมีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว

4.สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ

5.สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว

เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ให้ลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ แผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกับ สสส. และภาคีที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันให้ข้อมูล ความรู้ และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล เราปลอดภัย คนรอบข้างปลอดภัย “ลด ละ เลิก ใช้ยาปฏิชีวนะ” กันนะคะ

 

ที่มา : รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ.ศรีจันทร์ พรจิราศิลป์ (สอบทานความสมบูรณ์และถูกต้อง : รศ.ดร.ภก.ศุภโชค มั่งมูล) ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

คงมีหลายคนที่รูปร่างสวยเพรียว หรือ ผอม แต่เมื่อตรวจร่างกายพบว่ามีไขมันในเลือดสูง ทำให้สงสัยว่า ตรวจผิดหรือเปล่า มันไม่น่าเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนอยากเรียนว่า คนที่รูปร่างสวยเพรียว หรือ ผอมก็มีไขมันในเลือดสูงได้ … ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ผอมก็มีไขมันในเลือดสูงได้ thaihealth

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านว่า การที่เราบอกว่าคนๆหนึ่งมีรูปร่างสวยเพรียว หรือ ผอมนั้น เรามองจากรูปลักษณ์ภายนอก และประเมินด้วยสายตาว่าคนๆนั้นมีไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังในส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มาก แต่ไขมันในเลือดเป็นส่วนของไขมันที่ละลายอยู่ในกระแสเลือด เป็นคนละส่วนกับไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ฉะนั้นคนอ้วนจึงไม่จำเป็นต้องมีไขมันในเลือดสูงเสมอไป และ คนผอมก็อาจจะมีไขมันในเลือดสูง ได้

ไขมันในร่างกายประกอบด้วย ไขมันในหลอดเลือด ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง

ไขมันเหล่านี้มาจากไหนไขมันในร่างกายมาจาก 2 แหล่งด้วยกัน คือ จากอาหารที่บริโภคและ จากการที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง ไขมันจะถูกนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงาน นำไปสร้างฮอร์โมน นำไปสร้างน้ำดีเพื่อช่วยในการดูดซึมอาหารไขมัน และ ใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างเนื้อเยื่อของเซลล์

ไขมันในเลือด อยู่ในรูปไลโปโปรตีน คือ เป็นสารประกอบของไขมันและโปรตีน ซึ่งไลโปโปรตีนที่อยู่ในเลือดสามารถผสมเข้ากันกับส่วนประกอบต่างๆของเลือดได้ ส่วนของไขมันไลโปโปรตีนมีทั้งที่เป็น โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟลิปิด และ กรดไขมันอิสระ ไขมันแต่ละชนิดมีหน้าที่ต่างๆกัน คือ โคเลสเตอรอลเป็นไขมันที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ และได้รับจากอาหารที่รับประทาน ไขมันชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นที่นำไปสร้างน้ำดี เพื่อช่วยในการดูดซึมอาหารไขมันและใช้สร้างฮอร์โมนบางชนิด ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้และได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไปโดยเฉพาะอาหารจำพวกแป้ง หรืออาหารที่มีรสหวาน ไขมันชนิดนี้เป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายสะสมไว้ใช้ ฟอสโฟลิปิดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ ส่วนกรดไขมันอิสระเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย

ไลโปโปรตีนแบ่งตามความหนาแน่นของโมเลกุลได้เป็นหลายชนิด แต่ที่เรารู้จักกันดี คือแอลดีแอล (Low density lipoprotein – LDL) เป็น ไลโปโปรตีนที่มีโคเลสเตอรอลประกอบอยู่ถึง 60% ไลโปโปรตีนชนิดนี้จึงมีหน้าที่นำเอาโคเลสเตอรอลไปยังเซลล์ที่ต้องการใช้โคเลสเตอรอล แต่หากมีไขมันชนิดนี้ในเลือดสูงจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และหากมีโรคเบาหวานหรือมีโรคหัวใจร่วมด้วยความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น

วีแอลดีแอล (Very low density lipoprotein – VLDL) เป็น ไลโปโปรตีนที่สร้างจากตับประกอบด้วยไตรกลีเซอไรด์ 45-60% จึงมีหน้าที่นำไตรกลีเซอไรด์ไปเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานโดยเอมซัยม์ LPL จะสลาย ไตรกลีเซอไรด์ใน VLDL ให้เป็นกรดไขมันอิสระที่พร้อมจะถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ภาวะ VLDL ในเลือดสูงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่นกัน

เอชดีแอล (High density lipoprotein – HDL) เป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย มีหน้าที่นำโคเลสเตอรอลที่สะสมตามผนังหลอดเลือดหรือที่เนื้อเยื่ออื่นๆไปทำลายที่ตับ ดังนั้นถ้าระดับ HDL ในเลือดสูง จะทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง การออกกำลังกายทำให้ค่า HDL ในเลือดเพิ่มมากขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าร่างกายมีทั้งกระบวนการสร้างและย่อยสลายไขมัน ตลอดจนกระบวนการนำไขมันที่สะสมในบริเวณที่ไม่สมควรกลับเข้าสู่ตับ แต่ภาวะไขมันในเลือดสูงก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ปัจจุบันภาวะไขมันในเลือดสูงจัดเป็นหนึ่งภาวะของกลุ่มอาการอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome ซึ่งประกอบด้วย ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และ ภาวะไขมันในเลือดสูง) ฉะนั้นคนอ้วน (สตรีที่มีเส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ80 เซนตเมตร และผู้ชายที่มีเส้นรอบเอวมากกวาหรือ เท่ากับ 90เซนติเมตร) ก็น่าจะมีโอกาสเกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้มากกว่า ทั้งนี้เพราะไขมันในช่องท้องจะทำให้เกิดกลไกการเผาผลาญน้ำตาลที่ผิดปกติมากกว่าไขมันที่กระจายอยู่บริเวณอื่นในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น และเมื่อเป็นโรคเบาหวานก็จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงและภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย

ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง เกิดจากการสะสมของน้ำตาลที่แปรสภาพเป็นไขมัน แล้วไปเกาะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย หรือที่เห็นเป็นชั้นหนา ๆของไขมันบริเวณหน้าท้องนั่นเอง ไขมันชั้นนี้ไม่ส่งผลให้เกิดอันตรายร้ายแรงมากนัก เพราะเป็นไขมันที่สามารถกำจัดได้ง่ายกว่าไขมันในส่วนอื่น

ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ก็เป็นไขมันใต้ชั้นผิวหนังเช่นกัน เกิดจากการสะสมตัวของสารอาหารประเภทไขมันในอาหารที่ร่างกายเผาผลาญเป็นพลังงานไม่หมด ทำให้ไปเกาะอยู่ตามบริเวณระหว่างกล้ามเนื้อท้องกับอวัยวะภายในช่องท้องในลักษณะแทรกตัวอยู่ตามเนื้อเยื่อของเซลล์ต่าง ๆ ฉะนั้นเมื่อมองจากภายนอกแล้วเห็นเป็นหน้าท้องยื่นออกมา แต่ถ้าหากลองอัลตร้าซาวด์ดูจะพบว่าอวัยวะภายในถูกห่อหุ้มไว้ด้วยถุงไขมันสีเหลือง ไขมันในช่องท้องเป็นไขมันที่อันตรายมากเมื่อเทียบกับไขมันบริเวณอื่นของร่างกาย เพราะไขมันชนิดนี้จะสลายตัวเป็นกรดไขมันอิสระ สามารถละลายเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ ดังเช่นการไปสะสมที่ตับจนเกิดภาวะไขมันพอกตับ เป็นต้น นอกจากนี้ไขมันในช่องท้อง ยังเผาผลาญออกให้หมดยากกว่าไขมันในบริเวณอื่นด้วย ผลเสียที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งคือกรดไขมันอิสระในกระแสเลือดที่เพิ่มขึ้นจะไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญของกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูง

จากชนิดต่างๆของไขมันจะเห็นได้ว่า การที่จะบอกว่าคนๆหนึ่งผอมหรืออ้วน ประเมินจากการสะสมของไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง แต่การจะบอกว่าคนๆหนึ่งมีไขมันในเลือดสูงหรือไม่นั้น ไม่สามารถประเมินด้วยตาเปล่า ต้องรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงจะทราบว่ามีไขมันในเลือดสูงหรือไม่

นั่นคือ คนผอม หุ่นดีก็มีภาวะไขมันในเลือดสูงได้เช่นกัน

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

วันนี้เป็นวันสงกรานต์ หนุ่มสาวชาวบ้านเบิกบานจิตใจจริงเอย ตอนเช้าทำบุญ ทำบุญตักบาตรทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันเอยเพลง รำวงวันสงกรานต์ สุนทราภรณ์ ได้ทำให้นึกถึงบรรยากาศความสนุกสนาน และได้อยู่ร่วมกันกับครอบครัวในวันหยุดสงกรานต์ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงและดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกปีคือเรื่องของอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ ที่ทำให้เทศกาลแห่งความสุขกลายเป็นเทศกาลแห่งความสูญเสีย

?สงกรานต์? ดื่มไม่ขับ ปลอดภัย ใจชื่นบาน thaihealth

โดยเรื่องนี้ วิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนพัฒนานโยบายสาธารณะฯ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ให้ข้อมูลว่า วันสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนไทยส่วนใหญ่ ทั้งจากการเดินทางท่องเที่ยว งานเลี้ยงสังสรรค์ หรือการพบปะกันอย่างพร้อมหน้าของสมาชิกในครอบครัว แต่ในหลายครอบครัวกลับเป็นช่วงเวลาของความโศกเศร้าที่ เมื่อญาติ หรือเพื่อนสนิทต้องสังเวยชีวิตโดยอุบัติเหตุทางถนนช่วง “7 วันอันตราย” ซึ่งข้อมูลจากศูนย์อำนวยการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2559 พบว่า มีจำนวนอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น 3,447 ครั้ง เสียชีวิต 442 ราย บาดเจ็บ 3,656 ราย สาเหตุอันดับหนึ่ง จากการเมาสุรา ร้อยละ 34.09 รองลงมาคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 32.93 ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเป็นกลุ่มวัยรุ่น (อายุ 15-24 ปี) สูงถึงร้อยละ 29.67 โดยวันที่เกิดอุบัติเหตุสูงมักอยู่ในช่วงวันเล่นน้ำสงกรานต์ คือ วันที่ 13-15 เมษายน

วิษณุ กล่าวต่อว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ สสส.และภาคีเครือข่าย ได้จัดทำแคมเปญรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน ชื่อ “สงกรานต์ ดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย” โดยขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามข้อแนะนำเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยมีการกำหนด  4 รณรงค์ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ได้แก่ 1.ไม่ดื่มสุรา ก่อนและขณะขับรถ 2.ไม่เล่นน้ำบนท้ายกระบะรถยนต์ และขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ 3.ขับรถด้วยความเร็วตามกฎหมายกำหนด ในเขตนอกเมืองไม่เกิน 90 กม./ชม. เขตชุมชนไม่เกิน 50 กม./ชม. ในเมืองใช้ความเร็วตามป้ายกำหนด  และ4.คามเข็มขัดนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่ และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์

?สงกรานต์? ดื่มไม่ขับ ปลอดภัย ใจชื่นบาน thaihealth

นอกจากนี้ในช่วง 7 วันอันตราย วันที่ 11-17 เม.ย. ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้กำหนด 6 ข้อบังคับใช้กฎหมายช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเคร่งครัดโดยไม่เลือกปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงมในการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่

1.ความผิดเกี่ยวกับการดื่ม และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

2.การคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะจะดูแลเป็นพิเศษ

3.ยึดใบขับขี่ หรือเก็บรักษารถชั่วคราว กรณีการแข่งรถ ดื่มแล้วขับทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

4.ฟ้องเพิ่มโทษกับผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราที่กระทำผิดซ้ำ

5.ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุ

6.สุ่มตรวจจุดเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยง ไม่ให้เล่นน้ำขณะรถเคลื่อนที่ ให้จอดรถเล่นน้ำ

วิษณุ บอกอีกว่า ในส่วนของสื่อรณรงค์ปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากนักแสดงสาว แพตตี้ อังศุมาลิน ร่วมกับ หมวดแวน และมิตรจากวง ดับเบิ้ลแท็ป ร่วมแต่งเนื้อเพลง และร้องเพลง ขอได้ไหม นะ นะ นะ รวมถึงยังได้จัดทำสื่อโฆษณา สงกรานต์นี้ ดื่มไม่ขับ เรื่องวันสุดท้าย กำกับโดย ปิง เกรียงไกร วชิรธรรมพร เพื่อสร้างกระแสการกระตุ้นเตือนให้ขับขี่ปลอดภัยโดยไม่ต้องมีใครบาดเจ็บและสูญเสียในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้อีกด้วย

7 วิธี ช่วยลดอุบัติเหตุทางรถยนต์

สิ่งที่ควรคำนึงถึงสิ่งแรกเมื่อขับรถอยู่บนท้องถนนคือ ความปลอดภัยของตัวเองและผู้ร่วมใช้ทาง ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่หากใส่ใจปฏิบัติเรื่องเหล่านี้ก็สามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้   

  • 1.ก่อนสตาร์ทรถให้ตรวจเช็กลมยางก่อนทุกครั้ง หากพบว่าลมยางอ่อนเกินไป ควรแวะเข้าปั้ม หรืออู่ที่ใกล้เคียงเพื่อเติมลมยางให้พอดีไม่แข็งและไม่อ่อนจนเกินไป   
  • 2.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง  เมื่อขึ้นรถสิ่งแรกที่ควรทำคือคาดเข็มขัดนิรภัย และควรกำชับให้ผู้ร่วมเดินทางในรถคาดเข็มขัดนิรภัยด้วย  เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถและผู้ร่วมเดินทาง   
  • 3.ไม่ขับรถเร็วเกินไป เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่คาดฝัน ดังนั้นไม่ควรประมาท และควรใช้ความเร็วมาตราฐานตามที่กฎหมายกำหนด
  • 4.การให้สัญญาณไฟ หากต้องการจะเลี้ยวรถ   ควรชะลอรถและเปิดไฟเลี้ยวก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร เพื่อส่งสัญญาณให้รถที่ขับตามหลังลดความเร็วได้ทัน   
  • 5.ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ การใช้โทรศัพท์ขณะขับรถทำให้ผู้ขับขี่ไม่มีสมาธิ อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ทางที่ดีเมื่อมีความจำเป็นต้องรับสาย หรือต้องการโทรออกอย่างเร่งด่วนควรใช้อุปกรณ์เสริมช่วย   
  • 6.เมาไม่ขับ จากสถิติสาเหตุที่เกิดอุบัติส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการเมาแล้วขับ หากรู้ตัวว่าเมา ทำให้ความสามารถในการขับรถลดน้อยลง ควรนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน หรือให้เพื่อนที่ไม่เมาขับรถไปส่ง วิธีนี้จะช่วยป้องกันและช่วยลดอุบัติเหตุได้  
  • 7.นำรถเข้าเช็กสภาพอยู่เสมอ  เมื่อถึงกำหนดเช็กระยะหรือใช้รถไปได้สักระยะหนึ่งแล้วควรเข้าศูนย์ หรืออู่ใกล้บ้านเพื่อตรวจสอบเช็กเครื่องยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนสายพาน สลับยาง การถ่วงล้อ เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้รถได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลและไม่เกิดปัญหาขณะขับรถ  

อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่หากทุกคนขับรถอย่างมีวินัย  ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ประมาทและมีน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยลดและป้องกันอุบัติเหตุได้      

ที่มา : รศ.พญ.อัญชลี ตั้งตรงจิตรและคณะ ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

“แมลงสาบ”  สัตว์สกปรกที่เป็นต้นกำเนิดสารก่อภูมิแพ้  ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของผู้ป่วยภูมิแพ้คนไทย

แมลงสาบ! ภัยเงียบสู่ภูมิแพ้ thaihealth

แมลงสาบที่พบในบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์อเมริกัน สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว  กล่าวคือหากเราเห็นแมลงสาบในบ้าน 1 ตัว เท่ากับยังมีอยู่ในรังอีก 10-800 ตัว สารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบจะมาจากส่วนต่าง ๆ ทั้งจากตัวมันเอง และส่วนต่างๆ ของแมลงสาบ   เช่น   ปีก หนวด  ไข่   รวมทั้งสิ่งที่ขับถ่ายออกมา หรือจากสารคัดหลั่งของแมลงสาบ

หลายคนสงสัยว่า “ภูมิแพ้” นั้นคืออะไรกัน

อธิบายง่ายๆ  ก็คือ  โรคภูมิแพ้   เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองทางระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแบบไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ซึ่งในคนปกติไม่เกิดอาการใดๆ แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อได้รับสารนั้นจะกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้าง immunoglobulin E (IgE) มากเกินไป มีผลทำให้เซลล์ต่างๆ ทำงานมากขึ้น เกิดการอักเสบและมีการหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆ ที่รู้จักกันดีคือสาร histamine  ทำให้เกิดอาการแพ้และมีอาการแสดงต่างๆ แล้วแต่ว่าจะเกิดกับอวัยวะใด  ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกระบบและทุกวัย

แม้โรคภูมิแพ้ จะเป็นโรคที่ไม่ติดต่อกัน  แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม  จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า สิ่งแวดล้อมที่กล่าวถึงนั้น รวมถึงบ้านพักอาศัยด้วย เพราะในบ้านมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ฝุ่นบ้าน ขนสัตว์ ฯลฯ โดยเฉพาะแมลงสาบถือเป็นภัยร้ายใกล้ตัว ที่หลายคนมองข้าม ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงมากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่   หากเป็นอพาร์ทเมนท์  ที่รวมห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวไว้ที่เดียวกัน จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่อาศัยในบ้านพัก หรือห้องเช่าที่มีการจัดแบ่งห้องต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นสัดส่วน จากการสำรวจพบว่า  ในส่วนที่เป็นครัวจะมีสารก่อภูมิแพ้จากแมลงสาบมากที่สุด รองลงมาคือ ห้องนั่งเล่นและห้องนอน

จากการศึกษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราชที่ผ่านมา พบว่า มีสาเหตุมาจากแมลงสาบ 44 – 60 % ของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทั้งหมด

อาการภูมิแพ้แมลงสาบ  อาจมีเพียงเล็กน้อย   เช่น  คันที่ผิวหนัง  คอ   ตาและจมูก  ที่พบบ่อยคือ  โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) และโรคหืด (asthma) ซึ่งมักมีอาการเกิดขึ้นได้ตลอดปี หากเกิดอาการในกลุ่มเด็กจะมีความรุนแรงมากกว่า อาจทำให้เกิดโรคหอบหืดและหายใจไม่ออก จนต้องไปโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉินหรือเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และมีโอกาสเสียชีวิตได้ถ้านำส่งโรงพยาบาลไม่ทัน

แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยกำจัดหรือลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว  และหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือได้รับสารก่อภูมิแพ้อย่างมุ่งมั่นและจริงจัง  ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้  การกำจัดแมลงสาบต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม โดยการรักษาความสะอาด กำจัดขยะและเศษอาหาร การควบคุมโดยใช้สารเคมี และใช้อุปกรณ์กำจัดแมลงสาบ

อย่างไรก็ตามโรคภูมิแพ้ไม่เฉพาะที่มาจากแมลงสาบนับวันจะพบมากขึ้น  เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป  สิ่งที่เป็นปัญหาของการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยนั้น ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าในบ้านจะมีสารก่อภูมิแพ้ใด จึงทำให้แพทย์เกิดแนวคิดในการทำชุดทดสอบต่าง ๆ เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ในบ้านโดยเฉพาะเพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในอดีตจะใช้ชุดตรวจสอบจากต่างประเทศซึ่งเป็นแมลงสาบคนละสายพันธุ์กับไทย ทำให้ไม่ได้มาตรฐาน แต่วันนี้เราสามารถพัฒนาน้ำยาดังกล่าวได้สำเร็จ  และนำมาใช้ในการตรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้คณะผู้วิจัยนำโดย  ศาสตราจารจารย์ ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา ยังได้พัฒนาวัคซีน  โดยการนำโปรตีนของแมลงสาบกว่า 20 ชนิด มาตรวจสอบว่าชนิดใดก่อให้เกิดภูมิแพ้  เมื่อทราบว่าโปรตีนจากแมลงสาบชนิดใดที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และเป็นโปรตีนที่ไม่พบในคน จึงนำมาพัฒนาเป็นวัคซีนต้นแบบสำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้แมลงสาบได้สำเร็จเรียกว่า วัคซีนดีเอ็นเอ โดยการนำดีเอ็นเอที่สร้างโปรตีนแมลงสาบมาเชื่อมกับดีเอ็นเอของสารช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของคน    ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้ป่วย

แม้ภูมิแพ้จะได้รับการรักษาแล้ว   แต่ไม่อาจพูดได้ว่าหายขาด 100 %   จากข้อมูลที่ผ่านมา  มีเด็กประมาณ  30 – 50 %  ถ้าได้รับการดูแลรักษาดี   โตขึ้นอาจหายได้ แต่ในรายที่ไม่หายขาด สามารถดูแลรักษาไม่ให้อาการกำเริบได้

ถ้าไม่อยากเป็นภูมิแพ้แมลงสาบ  ต้องหมั่นทำความสะอาด  ดูแลสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบๆ  ป้องกันดีกว่าแก้ไขนะคะ

ที่มา : รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

โรควัณโรคปอด เป็นโรคติดต่อและแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก การดูแลผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดโอกาสการติดต่อไปยังผู้อื่น จะมีวิธีป้องกันอย่างไรนั้น เรามาทำความรู้จักกัน

อย่ามองข้าม ?โรควัณโรคปอด? thaihealth

วัณโรคติดต่อได้ทางการหายใจ จากการติดเชื้อโรคที่เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โดยการสูดหายใจเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อปล่อยออกมาจากการไอ จาม พูด หัวเราะ หรือร้องเพลง ซึ่งเชื้อสามารถ อยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง

ส่วนใหญ่มักเกิดโรคที่ปอด แต่ก็พบที่อวัยวะอื่นได้ เช่น ต่อมน้ำเหลือง หรือกระดูก ซี่งผู้ป่วยจะได้รับเชื้อจากคนใกล้ชิดในครอบครัว หรือในที่สาธารณะจากผู้ป่วยระยะแพร่เชื้อรายอื่น กลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี หรือไตวายเรื้อรัง เมื่อได้รับเชื้อจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า

ผู้ป่วยวัณโรคปอดจะมีอาการไอโดยมีเสมหะหรือไม่ก็ได้ บางรายจะไอเป็นเลือดได้ มักจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือมีไข้ร่วมด้วย  บางรายอาจมีอาการของวัณโรคนอกปอดไปพร้อมกัน เช่น มีก้อนที่คอ หรือปวดกระดูก  ดังนั้นถ้าท่านมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับมีอาการอื่น ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และทำการตรวจค้นหาในกรณีที่เข้าข่ายเป็นวัณโรคได้ โดยการเอกซเรย์ปอดร่วมกับการตรวจหาเชื้อวัณโรคจากเสมหะ

เมื่อวินิจฉัยวัณโรคปอดได้แล้ว แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้กินยาเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน   ซึ่งถ้าเชื้อไม่ดื้อยา และผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ จะหายขาดเกือบทั้งหมด แต่ในรายที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือ  มีโรคเรื้อรังรุนแรงอยู่เดิม เมื่อหายแล้วต้องคอยรักษาสุขภาพ และโรคที่มีอยู่เดิมให้ดี เพื่อป้องกันการกลับเป็นวัณโรคซ้ำได้

เนื่องจากโรคนี้ติดต่อแพร่เชื้อกันได้ง่ายมาก จึงควรระวังเป็นพิเศษ สำหรับผู้ป่วยควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด โดยการกินยาให้ครบ ไม่หยุดยาเองเป็นอันขาด เพราะจะทำให้เชื้อดื้อยาได้ เวลาไอจามต้องปิดปากและจมูกให้มิดชิด ถ้ามีเสมหะต้องบ้วนใส่ภาชนะที่มิดชิด แล้วเททิ้งในโถส้วม การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะและพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราอยู่ก็ต้องงดด้วย เพื่อให้โรคหายขาดได้ดีขึ้น ส่วนผู้ใกล้ชิดควรช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกินยาอย่างสม่ำเสมอ และช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควรจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและมีแสงแดดส่องถึง ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะใกล้ชิด

ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการกินยา หรือถ้าผู้ป่วยยังไอมากอยู่ แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ววัณโรคปอดไม่ได้ติดต่อกันได้ง่ายหรือรักษาไม่หาย จึงไม่ควรรังเกียจผู้ป่วยวัณโรค อีกทั้งต้องรักษาสุขภาพโดยทั่วไปให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงสิ่งเสพติด เพื่อไม่ให้วันหนึ่งต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยวัณโรค

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้อนนี้ดูแลตัวเองอย่างไร thaihealth

แฟ้มภาพ

          ฤดูร้อนมาถึงอีกแล้ว อากาศอบอ้าว ร้อนและร้อนมาก เพราะฤดูร้อนหยางชี่มีมาก ส่องลงพื้นดินจนร้อนระอุ ส่งผลร่างกายเกิดการเผาผลาญอย่างคึกคัก รูขนเปิด หยางชี่ระบายออกข้างนอกพร้อมเหงื่อ เหงื่อออกมาก กินอาหารได้น้อย อารมณ์ไม่ค่อยปลอดโปร่ง หงุดหงิดง่าย ส่วนยินชี่หลบเร้นอยู่ข้างใน กลางวันยาว กลางคืนสั้น เวลาในการพักผ่อนจึงสั้นลง

          จึงควรต้องดูแลตัวเองในฤดูอันร้อนระอุนี้ ด้วยการ

          1.อากาศร้อนมาก รูขนเปิด เหงื่อออกง่าย เป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกาย เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ดังนั้นการใส่เสื้อผ้าต้องบางเบาสีอ่อน ให้ลมพัดผ่าน ความร้อนระบายออกได้สะดวก หลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางแดดร้อน โดยเฉพาะช่วงเที่ยงและบ่าย หรือหากจำเป็นต้องใส่หมวกหรือกางร่ม เพราะถ้าร้อนมากๆ จะมีความเสี่ยงที่จะเป็น "ลมแดด" หรือ ที่ชอบเรียกว่า "ฮีทสโตรก"

          เหงื่อออกเป็นการระบายความร้อน แต่เหงื่อ เป็นน้ำของหัวใจ ออกมากเกินไปจะกระทบถึงหัวใจ เกิดอาการอ่อนเพลีย ใจเต้นเร็ว ใจสั่นได้ เหงื่ออกมาเป็นการเสียน้ำ จึงควรเติมน้ำให้พอเพียงต่อร่างกาย โดยดื่มทีละน้อย ดื่มบ่อยๆ ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ควรดื่มครั้งละมากๆ หากดื่มชาร้อนได้ยิ่งดี

          ไม่ควรดื่มน้ำแช่เย็น หรือกินไอศกรีมในขณะเหงื่อยังไม่แห้ง หรือ ร่างกายกำลังร้อนจัดๆ จะทำให้หลอดเลือดที่กำลังขยาย รูขนกำลังเปิด ความร้อนกำลังระบายออก หดตีบลงทันที เบาๆ ก็แค่เสี่ยงต่อการเป็นหวัดร้อน ที่หนักเสี่ยงต่อชีวิตก็คือ หลอดเลือดสมองและหัวใจเป็นตะคริว ตีบ เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เลี้ยงหัวใจไม่พอ ทำให้สมองขาดเลือด เส้นเลือดแตก หรือ หัวใจขาดเลือดจนหัวใจวาย

          ฤดูร้อนเป็นฤดูเชื่อมโยงกับหัวใจ หัวใจควบคุมจิตอารมณ์ ความร้อนระอุของฤดูร้อนทำร้ายหัวใจ จึงหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย ใจร้อนง่าย ใจเต้นเร็ว ใจสั่น จึงควรอยู่ในที่เย็นสบาย มีลมพัดผ่อน ผ่อนคลายอารมณ์ จะได้ไม่เป็นการเติมไฟหัวใจให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น พยายามสงบจิตอารมณ์ สุขุมเยือกเย็น ผ่อนคลาย การนอนสักงีบช่วงกลางวันจะช่วยลดไฟหัวใจลงได้

          2.ฤดูร้อน กลางวันยาว กลางคืนสั้น จึงต้อง "นอนดึกตื่นเช้า" เพื่อให้สอดคล้องกับยินหยาง เพราะกว่าหยางจะอ่อนลงต้องดึกหน่อย ยินชี่กว่าจะพร้อมต้องรอดึกหน่อย ยินชี่เพียงพอแล้วค่อยนอน และต้องตื่นเช้าเพื่อรับกับหยางชี่ที่กำลังมาเต็มที่ อากาศตอนเช้าดี ไม่ร้อน สดชื่น เหมาะกับการออกกำลังกายนอกบ้าน สายจนตะวันโด่งแล้วจะร้อนเกินไป

          แต่ทุกวันนี้มีข้อยกเว้น เพราะทุกบ้านมีแอร์เย็นฉ่ำ นอนเมื่อไรก็ได้ ไม่ควรนอนพื้นปูนหรือกระเบื้องเย็นๆ เพราะพื้นเย็นๆ จะดูดเอาความร้อนในร่างกาย พอตื่นขึ้นมาหรือนานไปจะปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย นานวันเป็นโรคปวดไขข้อได้

          พัดลมไม่ควรจ่อตัว แอร์ไม่ควรให้อุณหภูมิห่างจากข้างนอกมากเกินไป จะทำให้เจ็บป่วยง่าย เสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อควรเปลี่ยน ไม่เช่นนั้นจะเป็นเกลื้อน การใส่เสื้อผ้าต้องบางเบา ให้ลมผ่านได้ แต่ถ้าออกแดดควรใส่เสื้อแขนยาว ใส่หมวกหรือกางร่ม สังเกตไหมว่า ประเทศที่อยู่แถบทะเลทราย ชอบใส่เสื้อผ้าสีขาว ผ้าพลิ้วบาง ปิดหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นแต่หน้า เพราะใส่แบบนี้จะไม่แสบร้อนผิว เป็นการปกป้องผิวที่ดีทีเดียว

เรื่องโดย : นายฉัตร์ชัย นกดี team content  www.thaihealth.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์เติมสุข http://bit.ly/2nRV0RG

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

7 เมนูเด็ด สงกรานต์นี้ต้องระวัง thaihealth

แฟ้มภาพ

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ผู้คนส่วนใหญ่ มักจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งจับจ่ายซื้อสินค้า ทั้งอาหารสด อาหารแห้งและอาหารปรุงสำเร็จ เพื่อนำมาทำอาหารรับประทานร่วมกัน

เพื่อเป็นการป้องกันโรคที่แฝงมากับอาหารช่วงหน้าร้อน ทีมเว็บไซต์ สสส. มีเคล็ดลับการเลือกบริโภคอาหารและน้ำดื่ม เพื่อไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในหน้าร้อนมาฝากกัน

7 เมนูเด็ด สงกรานต์นี้ต้องระวัง thaihealth

“นายสง่า ดามาพงษ์” ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกูรูด้านโภชนาการ   ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การรับประทานอาหารหน้าร้อนมีสิ่งที่ต้องระวังทั้งเรื่องอาหารและน้ำดื่ม เพราะเป็นสื่อพาหะเกิดการเจ็บป่วยได้ เนื่องจากฤดูร้อนเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ส่งผลให้อาหารเกิดการบูดเน่าเสียได้ง่าย โดยมีการผลิตสารท็อกซินออกมา ส่งผลต่อการเจ็บป่วยของร่างกาย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคบิด โรคท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น

ดังนั้นจึงขอเตือนผู้บริโภคในการตระหนักถึงความสะอาดและการเลือกรับประทานอาหาร สำหรับอาหารที่มีความเสี่ยง ที่ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ 7 เมนู ได้แก่

1. อาหารประเภทกะทิ เช่น แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ขนมพวกกะทิ ซึ่งเป็นอาหารที่ง่ายต่อการบูดเสีย เชื้อจุลินทรีย์ชอบ ดังนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นอาหารปรุงสุกใหม่ ถ้ากินไม่หมดต้องนำเข้าตู้เย็นแล้วนำมาอุ่น ทางที่ดีควรรับประทานให้หมดภายในมื้อเดียว ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงไม่กินอาหารประเภทกะทิที่ไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่ โดยเฉพาะอาหารแผงลอย ริมทางก็น่าจะลดความเสี่ยงได้มากทีเดียว

2. อาหารประเภทยำที่มีเนื้อต่างๆ ทั้งหมู ไก่ ปลา อาหารทะเล รวมถึงส้มตำ สำหรับอาหารยำ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีลวก แต่ลวกไม่สุกทำให้เชื้อโรคไม่ตาย หากรับประทานเข้าไปเชื้อโรคก็อาจเข้าไปขยายพิษในร่างกาย ส่วนส้มตำน่าจะเป็นอาหารไทยที่ทำให้คนท้องเดินมากที่สุด ทั้งปลาร้าที่ไม่ผ่านการต้มสุก ปูดองดิบๆ ที่เชื้อจุลินทรีย์ซ่อนอยู่ในขาปูที่เราชอบดูด รวมทั้งถั่วลิสงป่นที่มีเชื้อราอะฟลาทอกซิน กุ้งแห้งใส่สีที่ไม่ได้ล้าง มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว มะละกอไม่ได้ล้างน้ำ ครกที่มีแมงลงวันตอม ซึ่งที่กล่าวมานี้ไม่ใช่กินไม่ได้ แต่ขอให้เราใส่ใจเลือกแค่นั้นก็ปลอดภัยแล้ว

3. ขนมจีน มีความเสี่ยง ทั้งจากเส้นขนมจีน น้ำยากะทิ และผักสดที่ไม่ล้างหรือล้างไม่สะอาด เนื่องจากทั้งเส้นขนมจีนและกะทินั้นบูดง่ายมาก ส่วนผักไม่ว่าจะผักสด ผักดอง ก็ล้วนต้องระมัดระวัง

4. อาหารทะเล จะบูดเน่าง่ายในหน้าร้อน ก่อนกินต้องทำให้สุกทุกครั้ง โดยเฉพาะยำหอยแครง ปลาหมึก

7 เมนูเด็ด สงกรานต์นี้ต้องระวัง thaihealth 7 เมนูเด็ด สงกรานต์นี้ต้องระวัง thaihealth 7 เมนูเด็ด สงกรานต์นี้ต้องระวัง thaihealth

5. อาหารค้างคืน หรืออาหารที่เหลือจากมื้ออื่น ต้องมั่นใจว่าไม่บูดเสียและมีการอุ่นให้ได้ที่ ทางที่ดีควรกินอาหารปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง

6. อาหารที่มีแมลงวันตอม สักเกตได้ง่ายนิดเดียว โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จที่วางขายในภาชนะที่ไม่มีฝาและสิ่งใดปกปิด ที่สำคัญคงไม่ใช่แค่แมลงวันที่ไปตอม แต่พวกฝุ่นละออง เชื้อโรค ก็ร่วงหล่นลงไปในอาหารด้วย 

7 เมนูเด็ด สงกรานต์นี้ต้องระวัง thaihealth7 เมนูเด็ด สงกรานต์นี้ต้องระวัง thaihealth

7. น้ำดื่มและน้ำแข็ง ต้องมั่นใจว่าเป็นน้ำดื่มที่สะอาดได้มาตรฐาน อย. น้ำแข็งที่แช่ร่วมกับอาหารไม่ควรนำมารับประทาน เพราะเสี่ยงทำให้ท้องร่วงได้ ขณะเดียวกันน้ำที่ใส่เหยือกหรือกาทิ้งไว้ในภาชนะที่ไม่สะอาด ก็ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน

กูรูด้านโภชนาการ ฝากทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญของการบริโภคอาหารหน้าร้อนหรือไม่ว่าจะฤดูไหนก็ตาม คือ “กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ” สำคัญที่สุด โดย กินร้อน คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลาง คือ เมื่อรับประทานอาหารในหมู่มากร่วมกัน ควรใช้ช้อนกลางในการตักอาหาร  และหมั่นล้างมือ คือ ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ก่อนปรุงอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัสสิ่งสกปรก

ที่มา : อ.พญ.ญาณิน สุวรรณ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

“ดวงตา” เป็นอวัยวะที่สำคัญอวัยวะหนึ่งของร่างกายเรา แต่ละคนมีกันคนละคู่เท่านั้น ในแต่ละวันเราต้องใช้ดวงตาในการทำกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน ทำให้ดวงตาของเราต้องรับบทหนักตลอดทั้งวัน

ดูแล ?ดวงตา? ในยุคดิจิทัล thaihealth

ยิ่งโลกปัจจุบันที่โซเชียลเน็ตเวิร์กได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเรา อย่างแทบจะขาดไม่ได้ เราสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ จำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ซึ่งจากข้อมูลปี 2559 พบว่าจากประชากรทั้งหมด 68 ล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน คิดเป็น 56% ของประชากร และมีผู้ใช้ Social Media ทั้งสิ้น 38 ล้านคน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เราใช้สายตามากกว่าปกติ จนอาจทำให้เป็น “โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม”

“โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ รวมถึงการอ่านหนังสือนานๆ โดยไม่พักสายตา จนทำให้กล้ามเนื้อตาล้า หรือการนั่งในท่าหนึ่งนานๆ ไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย ซึ่งโรคนี้พบมากในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน เนื่องจากคนกลุ่มนี้ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เกือบตลอดเวลา ทั้งทำงาน เล่นเกม และ แชต

อาการ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม จะมีอาการตาแห้ง แสบตา เคืองตา ปวดตา ตาพร่า เกิดภาพเบลอหรือภาพซ้อน ปวดศีรษะ และอาจจะมีอาการแพ้แสงร่วมด้วย

การดูแลรักษาดวงตา

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้

• ปรับสภาพแวดล้อม เช่น ปรับทิศทางการเป่าของแอร์หรือพัดลม โดยไม่ให้เป่าเข้าตา

• พักสายตา การใช้ดวงตาเป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้พักเลย ส่งผลให้เกิดอาการล้าและปวดตาตามมาได้ จึงควรพักสายตาบ้าง เช่น ใช้สายตาไป 30 นาที ก็ควรพักสัก 30 วินาทีด้วยการมองไปที่ไกลๆ จากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20 ฟุต หรือหากในบริเวณที่ทำงานมีสวนหรือต้นไม้ ก็มองไปบริเวณนั้น จะช่วยเพิ่มความผ่อนคลายให้ดวงตา
หากทำตามคำแนะนำ 2 ข้อนี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ใช้ “น้ำตาเทียม” ซึ่งมี 2 ชนิด คือ น้ำตาเทียมแบบรายเดือน เมื่อเปิดแล้วใช้ได้ 1 เดือน และน้ำตาเทียมแบบรายวัน ใช้ได้ 24 ชั่วโมงเท่านั้น หากคุณเป็นคนที่ตาแห้งมาก ควรใช้น้ำตาเทียมแบบรายวัน เพราะสามารถหยอดได้บ่อยๆ และจะช่วยให้รู้สึกสบาย เพราะมีน้ำหล่อลื่นในดวงตา ส่วนใครที่ตาแห้งไม่มากก็ควรใช้แบบรายเดือน

การป้องกัน

เนื่องจากดวงตามีความสำคัญกับเรามาก เราจึงควรทะนุถนอม และดูแลดวงตาคู่นี้ให้ดี โดยควรพักสายตาทุกๆ 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง ด้วยการมองออกไปที่ไกลๆ หรือบริเวณที่มีสีเขียวๆ ออกไปเดิน ยืดเส้น ยืดสาย เพื่อให้สายตาได้มองสิ่งอื่นๆ บ้างนอกจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ หรือจะพักสายตาด้วยการหลับตาประมาณ 3-5 นาทีก็ได้ นอกจากนี้ควรบำรุงสายตาด้วยการกินผักใบเขียว ไข่ มันเทศ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ปลาแซลมอน อะโวคาโด และถั่วอัลมอนด์ ก็จะช่วยเสริมให้เรามีสุขภาพตาที่แข็งแรง

ที่มา : manager.co.th

น้ำแข็งไส พิษภัยในความหวานเย็น thaihealth

แฟ้มภาพ

อากาศร้อนๆ แบบนี้ ใครก็ต่างอยากได้อะไรหวานๆ เย็นๆ มาดับกระหาย คลายร้อน กินให้ชื่นใจ และของหวานที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีหนึ่งในนั้นก็คือ “น้ำแข็งไส”

ส่วนประกอบหลักในน้ำแข็งไส

น้ำแข็ง

น้ำเชื่อม

น้ำหวาน

น้ำข้นหวาน

เครื่องต่างๆ อาทิ มันเชื่อม ฟักทองเชื่อม ลูกชิด วุ้นมะพร้าว ซาหริ่ม ข้าวโพดหวาน แปะก๊วย เฉาก๊วย ทับทิมกรอบ ขนุน ฯลฯ เป็นต้น

น้ำแข็งไสอุดมไปด้วยความหวาน ไม่ว่าจะเป็นความหวานจากน้ำหวาน น้ำเชื่อม นมข้น ฯลฯ ซึ่ง 64 กรัมให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่ หากรับประทานบ่อยๆ อาจส่งผลทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้อย่างแน่นอน หรือถ้ายิ่งทานตบท้ายอาหารจานหลักด้วยล่ะก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณไปกันใหญ่

การรับประทานของหวานจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เพราะน้ำตาลจะเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งของสารสื่อประสาทที่ทำให้เรารู้สึกฟินหลังจากรับประทาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก น้ำตาลในกระแสเลือดจะถูกดึงลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หิวได้ใหม่ในเวลาไม่นาน

ทั้งนี้ทั้งนั้นควรระวังเรื่องของเชื้อโรคในน้ำแข็ง ซึ่งน้ำแข็งที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด ตั้งแต่น้ำแข็งหลอด น้ำแข็งเกล็ด น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น (ที่โม่และป่นมาจากน้ำแข็งซอง สมัยก่อนเรียก น้ำแข็งมือ นึกภาพง่ายๆ คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ที่นำมาทำเป็นน้ำแข็งใสนั่นเอง) และน้ำแข็งที่ควรระวังมากที่สุด คือ น้ำแข็งโม่ หรือน้ำแข็งป่น โดยเฉพาะที่ผลิตจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และร้านอาหารตามสั่งร้านขายเครื่องดื่มทั่วไปนิยมใช้ใส่แก้วมาให้เรา ในน้ำแข็งพวกนี้พบว่า มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคตั้งแต่แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำแข็ง กระบวนการตัดก้อนน้ำแข็งให้มีขนาดเล็กลงจากการใช้ใบมีดที่เป็นเหล็กและมีสนิม  

ถึงจะดูเหมือนมีโทษแต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่โทษเพียงอย่างเดียวเสมอไป เพราะในส่วนของประโยชน์นั้นก็มีเช่นเดียวกัน เพราะ น้ำแข็งไส หรือ น้ำหวานที่ราดลงบนน้ำแข็งไสช่วยทำให้สดชื่น คลายร้อน เหมาะกับอากาศร้อนๆ ในเมืองไทยอย่างมาก ซึ่งเครื่องต่างๆ ที่ใส่ลงไปในน้ำแข็งไสก็มีประโยชน์ไม่น้อย อาทิ

เฉาก๊วย สรรพคุณ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดระดับน้ำตาลในเลือด

แปะก๊วย สรรพคุณ บำรุงสมอง กระตุ้นการไหลเวียนเลือด

ข้าวโพด สรรพคุณ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา ป้องกันโรคหัวใจ ต้านมะเร็ง

ขนุน สรรพคุณ มีวิตามินซีและวิตามินอีสูงมาก อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

พุทราจีนเชื่อม สรรพคุณ สมุนไพรที่จัดเป็นยาอายุวัฒนะ ที่ช่วยลดไข้ บำรุงสมอง บำรุงผิวพรรณ ลดคอเลสเตอรอล

ฟักทองเชื่อม สรรพคุณ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย กากใยสูงช่วยในการขับถ่าย ฯลฯ

และอื่นๆ เป็นต้น

ทั้งหมดทั้งมวลที่เรากล่าวมานั้นใช่ว่าจะห้ามหรือบังคับให้ไม่สามารถรับประทานได้เลย แต่ควรรับประทานในปริมาณที่พอดี เพราะอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดีเพราะจะนำมาซึ่งผลเสียต่อร่างกายได้

หากอยากรับประทานขึ้นมาจริงๆ แนะนำว่าอาจจะแชร์กันกับเพื่อนเพื่อหารแคลอรี่และความสดชื่นไปด้วยกันก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย หรือนานๆ จะรับประทานครั้งหนึ่ง เช่น รับประทาน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็ดีเช่นกัน หรือถ้าอยากหาอะไรเพื่อคลายร้อนจริงๆ แหมก็มันร้อนทุกวันนี่หน่า ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นผลไม้สด อย่าง แตงโม แคนตาลูป แตงไทย ฯลฯ หรือจะเลือกเป็นน้ำผลไม้ปั่นสดๆ ไม่เติมน้ำเชื่อมก็สามารถช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ดีเช่นกัน แถมมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย

ท้ายนี้ไม่ว่าจะรับประทานอะไร อาหารประเภทไหนก็แล้วแต่ ควรบริโภคให้พอดีในปริมาณที่เหมาะสมและออกกำลังกายร่วมด้วยจะดีที่สุด

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

หน้าร้อนกับ 9 โรคร้ายที่ต้องระวัง thaihealth
แฟ้มภาพ

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนใครหลายคนมักจะนึกถึงทะเล หรือการออกไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ แต่ก็อย่าท่องเที่ยวกันจนลืมระวังในเรื่องของการดูแลสุขภาพกันบ้างนะคะ เพราะหน้าร้อนนั้นเป็นที่มาของโรคหลายๆ โรค หากไม่ดูแลตัวเองก็อาจถูกโรคร้ายคุกคามได้

ไม่เพียงแค่อากาศเท่านั้นที่ร้อนระอุช่วงนี้ ผู้คนมักเจ็บไข้ได้ป่วยกันง่ายขึ้น ทั้งจากน้ำดื่ม อาหารที่ไม่สะอาดและอาหารเสียง่ายทำให้โรคร้ายทยอยกันมาให้เห็น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินอาหาร และโรคระบบทางเดินหายใจที่ถือเป็นภัยสุขภาพก็ต้องระวัง ร้อนนี้มีโรคอะไรที่ต้องระวังกันบ้าง

1. โรคอุจจาระร่วง โรคนี้เกิดจากเชื้อโรคต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ สามารถติดต่อได้โดยการทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกปนเลือด ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วร่างกายจะสูญเสีย น้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก หมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

2. โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมากและมักเกิดขึ้นในเวลารวดเร็วหลังจากทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป มักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่เป็ด ไข่ไก่ อาหารทะเล ฯลฯ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีถ่ายเหลวเป็นน้ำ มักไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจดื่มหรือให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง

3. โรคบิด ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดบ่อยครั้ง ร่วมกับอาการปวดเบ่งที่ทวารหนัก คล้ายถ่ายไม่สุด โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ บิดชิเกลลา (Shigellosis) หรือบิดไม่มีตัวและบิดอะมีบา (Amebiasis) หรือบิดมีตัว

4. ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่ถูกปนเปื้อน อาหารส่วนใหญ่ที่มักพบว่าทำให้เกิดโรค คือ อาหารจำพวกนม ผลิตภัณฑ์จากนม หอย ไข่ เนื้อสัตว์ น้ำ และอาหารอื่นๆ ที่ถูกปนเปื้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ สัปดาห์แรกไข้มักไม่สูง อาจมีอาการปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ตามตัว อาจมีหนาวสั่นได้ คนไข้ซึมลง อาจเพ้อได้

5. อหิวาตกโรค (Cholera) เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย (Vibrio Cholerae) เข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรค หรือพิษของเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ เช่น อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ เชื้อโรคจะสร้างพิษออกมาทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็กทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

6. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม ทั้งนี้ เพราะอากาศเปลี่ยนไปมาหรืออยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอเมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นหวัดให้พักผ่อน ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ และแยกนอนร่วมกับผู้อื่น หากยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์

7. โรคผิวหนัง ในหน้าร้อนอาจทำให้เราเกิดเม็ด ผดผื่นคัน สามารถป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาดบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกหรือน้ำที่ไม่สะอาด

8. โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่มีสุนัขเป็นพาหะหลักที่นำเชื้อไวรัสมาสู่คน โดยสุนัขบ้าอาจกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังคนมีแผลเชื้อไวรัส โรคพิษสุนัขบ้านี้ เมื่อมีอาการของโรคจะเสียชีวิตทุกราย แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ที่สำคัญควรนำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี

9. โรคเครียด เป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดหัว นอนไม่หลับ โมโหและหงุดหงิดง่าย จนกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย เช่น ในห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หรือหางานอดิเรกทำ ฝึกนั่งสมาธิ

อากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคอย่างมาก โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ยิ่งพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ที่สะอาด ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ จึงขอให้ระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ และยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่ายๆ ได้แก่ กินร้อน คือ กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หากยังไม่กิน ต้องเก็บในตู้เย็นหรืออุ่นให้ร้อนก่อนกิน ใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม ดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมาย อย. หรือน้ำต้มสุ

 

ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐ

ตัวการทำร้ายผิว...มองไม่เห็นแต่ร้ายลึก thaihealth

แฟ้มภาพ

          มลภาวะที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน รวมทั้งความเครียด ล้วนเป็นตัวการทำร้ายผิวทั้งนั้น แล้วไหนจะความร้อนจากแสงแดด ที่พอเข้าหน้าร้อนทีไร ก็จะต้องพกร่ม หมวก ใส่เสื้อคลุม สวมแว่นกันแดด ให้วุ่นวายไปหมด ผู้หญิงหลายคนเลยแก้ปัญหาโดยการไม่ออกไปไหนซะเลย พอไม่ต้องโดนแดดก็เลยไม่ทาครีมกันแดด แต่รู้ตัวไหมว่าคุณกำลังคิดผิดมหันต์!!!

          อยู่แค่ในร่มใช่ว่าผิวจะไม่เสีย

          นอกจากแสงแดดที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวันแล้ว ผู้หญิงหลายคนอาจคิดว่าการหลบอยู่ในที่ร่ม หรืออยู่แต่ในที่ทำงานสามารถป้องกันผิวจากอันตรายต่างๆ ได้ แต่นั่นคือความเข้าใจผิด เพราะแม้ในวันที่ไม่มีแดดจัด อย่างเช่น วันที่ฝนตก หรือ วันที่มีเมฆมาก ผิวก็ถูกทำร้ายทางอ้อมได้เช่นกัน สาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไรกันแน่ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องรู้เท่าทันเพื่อไม่ให้สายเกินแก้จนผิวแก่กว่าวัย

          ชีวิตติดจอ! ระวังอันตรายจาก “แสงสีฟ้า”

          ในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน (Smartphone) คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Tablet) หรือแบบตั้งโต๊ะ แทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับมนุษย์ทุกคนไปแล้วอย่างน้อยต้องมี 1 ชิ้นแน่นอน ประโยชน์ก็คือไว้ติดต่อสื่อสาร เล่นเกม ใช้โซเชียล ช็อปปิ้งออนไลน์ ดูละคร อ่านข่าว และผลสำรวจบอกว่าใน 1 วัน เฉลี่ยแล้วคนไทยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงกับสิ่งเหล่านี้ เท่ากับว่า 1 ส่วน 4 ของวันเลยทีเดียว เรียกว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ชีวิตอยู่กับหน้าจอ!

          แต่คุณทราบหรือไม่ว่าอันตรายที่แฝงตัวมาเงียบๆ กับอุปกรณ์เหล่านี้คือ มาในรูปแบบของ “แสงสีฟ้า” นั่นเอง...

          ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ แสงสีฟ้า (blue light) ที่มาในรูปแบบของคลื่นแสงพลังงานสูง ที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่า 300 นาโนเมตร ซึ่งประสาทตาของมนุษย์สามารถสัมผัสความยาวคลื่นที่อยู่ระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตรเท่านั้น (ลองดูภาพประกอบ) ซึ่งแสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาวแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง ลองนึกภาพสายรุ้งจะเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

          ซึ่งแสงสีฟ้าที่ว่านี้จะผสมอยู่ในช่วงน้ำเงินกับคราม และมีอยู่รอบๆ ตัว พบได้ในหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แต่ที่พบมากที่สุด คือหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือสมาร์ทโฟน นั่นเอง

          แล้วอันตรายของแสงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง อย่างแรกแน่นอนว่ามีผลต่อการเสื่อมสภาพของเซลล์เยื่อชั้นในลูกตา หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยตรง ในขณะที่นั่งแชตและบางคนกลางคืนยังนอนแชตในห้องที่แสงน้อย ไม่ได้ทำร้ายแค่สายตาเท่านั้น แต่กลับเป็นตัวทำลายใบหน้าให้หมองคล้ำและเหี่ยวย่น เนื่องมาจากขาดความชุ่มชื้น ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือเกิดสิว ฝ้า กระ แบบไม่รู้ตัว

          รู้จัก “อินฟราเรด” ตัวการทำลายผิวที่น่ากลัว

          นอกจากแสงสีฟ้าที่เป็นตัวการทำร้ายผิวของเราแล้ว ก็ยังมี รังสี “อินฟราเรด” ที่แฝงตัวมากับแสงอาทิตย์ ต้องเข้าใจก่อนว่าในแสงอาทิตย์ที่ส่องมานั้น ประกอบด้วย รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet, UV) แบ่งเป็น UVA, UVB และ UVC (โอโซนในบรรยากาศได้กรอง UVC ออกไป), แสงที่มองเห็นได้ (Visible light) และ รังสีอินฟราเรด (Infrared) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 50% ของรังสีที่ตกกระทบมายังโลก

          “รังสีอินฟราเรด” หรือ รังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 0.75 ไมโครเมตร - 1 มิลลิเมตร ซึ่งส่งผลเสียกับผิวหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น สร้างริ้วรอย แก่ก่อนวัย ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ?คอลลาเจนในเนื้อผิวหายไป และที่ร้ายแรงที่สุดคือมะเร็งผิวหนังนั่นเอง

          เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างไรปกป้องสูงสุด

          เมื่อรู้แล้วว่าตัวการทำร้ายผิวบอบบางของเรานั้นมีหลากหลายประเภท ฉะนั้นการปกป้องผิวคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด ซึ่งวิธีง่ายๆ ก็แค่การรู้จักเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีมากกว่าการปกป้องรังสียูวีเพียงอย่างเดียว เพราะแค่ค่าเอสพีเอฟ (SPF) ที่สูงอย่างเดียว ไม่สามารถปกป้องผิวได้ 100% แน่นอน

          สาวๆ ทั้งหลายเมื่อถึงคราวต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดด ไม่ว่าจะเป็นแบบครีม เจล โลชั่น หรือสเปรย์ ลองพิจารณาให้ดีเสียก่อน โดยให้คำนึงถึงคุณสมบัติต่อไปนี้คือ “ปกป้อง” รังสีหรือแสงต่างๆ อีกทั้งยังช่วย “บำรุง” ให้ผิวกลับมาสุขภาพดี ชะลอริ้วรอยลึกก่อนวัย และยังต้อง “กระจ่างใส” แลดูเป็นธรรมชาติ

          เพียงแค่นี้เราก็สามารถปกป้องผิวให้แกร่งสู้แดด พร้อมใช้ชีวิตให้สนุกและสตรองได้แล้วค่ะ!!!

         

ที่มา: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ฟัก : ลดอ้วน บำรุงร่างกาย thaihealth

แฟ้มภาพ

ชื่ออื่นๆ : ฟักเขียว ฟักขาว ฟักแฟง บักฟัก ขี้พร้า ฟักหม่น ฯลฯ ผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย หาได้ง่าย เป็นผักชนิดแรกที่เด็กเริ่มหัดกิน ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารและบำรุงร่างกายได้ นิยมนำมาใส่ในแกง ต้ม ผัดต่างๆ บ้างทำเป็นขนมหวานในเทศกาล

แต่เมนูยอดนิยมคงจะเป็นแกงเขียวหวานไก่ฟักเขียว แกงจืดฟักต้มกับไก่ แกงเลียง ฟักเขียวผัดกับหมูใส่ไข่ ฟักเชื่อม รวมถึงยอดอ่อนที่นำมาลวก หรือต้มกะทิ กินกับน้ำพริกได้ มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ผักอื่นเหมือนกัน ตำรายาจีนโบราณกาลระบุว่า “สำหรับผู้ที่อยากให้ร่างกายผอมแต่แข็งแรงให้กินเป็นประจำ ถ้าอยากอ้วนก็อย่ากิน”

สรรพคุณ :

- ใบ แก้ฟกช้ำ แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บวมอักเสบมีหนอง

- ผล ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมน้ำ หลอดลมอักเสบ

- ไส้ฟัก แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฝีที่เต้านม

- เมล็ด ใช้ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ไตอักเสบ บำรุงผิว ละลายเสมหะ ตกขาว

- ราก ต้มดื่มแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษ 

- เถาสด รสขมเย็น ใช้รักษาริดสีดวงทวาร มีไข้สูง 

- เปลือก เป็นยาแก้บวม ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบ มีหนอง

ตำรับยา :

1. แก้ร้อนใน ไข้สูง หรือไตอักเสบเรื้อรัง : ใช้ฟัก 500 กรัม ต้มน้ำให้ได้ประมาณ 3 แก้ว แบ่งกิน 3 ครั้ง ใน 1 วัน

2. สตรีเบาขัดในระหว่างตั้งครรภ์ : คั้นน้ำฟัก 1 แก้ว ผสมน้ำผึ้งให้พอมีรสหวาน ดื่มบ่อยๆ

3. ผิวหนังมีอาการแพ้เป็นผด: ต้มเปลือกฟัก ล้างบริเวณที่เป็น

4. ผลัดตกหกล้ม เอวเคล็ด : ใช้เปลือกฟักผิงไฟให้แห้ง บดเป็นผงผสมเหล้ากินครั้งละ 6 กรัมจะช่วยลดความเจ็บปวดได้

5. ไตอักเสบบวมน้ำ : ใช้เปลือกฟัก 120 กรัม หนวดข้าวโพด 30 กรัม ต้มกิน แบ่งน้ำที่ต้มได้เป็น 3 ส่วน กินใน 1 วัน

6. ไออักเสบเรื้อรัง : ใช้เมล็ดฟัก 15-30 กรัม ต้มกินน้ำ

7. ระดูขาว : ใช้เมล็ดฟัก 30 กรัม บดเป็นผง เติมน้ำตาลกรวด 30 กรัม ตุ๋นกินวันละ 2 ครั้ง

8.เบาหวาน : ให้ต้มฟักที่ปลอกเปลือกแล้ว ต้มน้ำกินครั้งละ 60-90 กรัมเป็นประจำ จะทำให้เบาหวานลดลง

9.ริดสีดวงทวาร : อาการอักเสบเจ็บบริเวณทวารหนัก ให้ต้มฟักแล้วเอาน้ำล้างจะลดการอักเสบลงได้

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

ที่มา: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ป้องกันเข่าเสื่อมได้ด้วยตนเอง thaihealth
แฟ้มภาพ

เข่าเสื่อมเป็นอาการที่รักษาไม่หายขาด และมักจะมีอาการปวดเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นอาการที่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ป่วยมักทุกข์ทรมาร

แนวทางป้องกันไม่ให้เข่าเสื่อม

1. อย่ากินและนั่งมากจนอ้วน พบว่าถ้าลดน้ำหนักตัวลงได้ประมาณ 5 กิโลกรัม สามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 50 มีหลักฐานยืนยันในผู้มีอาการปวดเข่า พบว่าอาการปวดจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถ้าน้ำหนักตัวลดลง

2.โครงสร้างเข่าผิดปกติ ลักษณะของโครงสร้างเข่าปกติมีหลายชนิด (เข่าโก่ง เข่าชิด หรือเข่าแอ่น) ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น การเสริมรองเท้า การใส่อุปกรณ์ช่วยพยุง หรือถ้าไม่สามารถทำอะไรได้

3. หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาปะทะที่จะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บของเข่า ควรเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เอามัน ไม่ควรเสี่ยงปะทะ เอาชนะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

4.ไม่ควรอยู่ในท่าคุกเข่า นั่งยอง ยืน เป็นเวลานาน ผู้ที่ต้องคุกเข่าทำงานอาจต้องหาวัสดุที่นิ่มมารองบริเวณเข่าเพื่อกระจายแรงกด ถ้าจำเป็นอยู่ในท่าเหล่านี้นานๆ ให้พยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เพื่อให้แรงกดที่ข้อสลับเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ในกิจกรรมทางศาสนาที่ต้องนั่งพับเพียบกับพื้นเป็นเวลานาน ให้สลับนั่งพับเพียบซ้าย-ขวาบ่อยๆ ไม่ควรรอจนเข่าปวดแล้วจึงขยับ

5.เลี่ยงกิจกรรมที่มีแรงกระแทกหรือแรงบิดต่อข้อเข่าสูง เช่น การกระโดดซ้ำๆ การยกของหนักเกินกำลัง การหมุนตัวด้วยการใช้หัวเข่า

6.ลองวัดความยาวขาดู นอนหงาย ปล่อยขาตามสบายแต่ไม่กาง ให้เพื่อนคลำปุ่มกระดูกบริเวณที่เท้าสะเอว และกลางตาตุ่มของเท้าด้านใน วัดระยะห่างจากทั้ง 2 จุดในขาข้างหนึ่ง ถ้าขาสองข้างยาวไม่เท่ากันเกิน 2 เซนติเมตร ต้องเสริมรองเท้าในระยะที่ขาด

7.ออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง อาจใช้วิธีการที่ทำกันทั่วไป คือ ถุงทรายน้ำหนัก 1-2 กิโลกรัม มาผูกกับข้อเท้า นั่งห้อยขาแล้วยกขึ้น-ลง ช้าๆ ถ้าได้ 10 ครั้ง แล้วเมื่อยพอดี ให้ทำซ้ำอีก 2 เซท หรือจะออกกำลังด้วยการยืนย่อเข่าทั้ง 2 ข้างประมาณ 20 องศา ค้างไว้ 1 วินาที แล้วเหยียดเข่า ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง ถ้ารู้สึกว่าง่ายไป อาจยืนขาเดียวพิงฝา ปรับจนทำได้ประมาณ 10 ครั้ง แล้วเมื่อยพอดี ทำซ้ำอีก 2 เซท

8. ถ้ามีอาการบาดเจ็บของเข่า มีอาการบวม ต้องทำการรักษา และงดการทำกิจกรรมที่ทำให้มีอาการปวดมากขึ้น เมื่อหายยังไม่สนิทต้องระวังไม่ให้เป็นซ้ำและอย่าปล่อยให้มีอาการเรื้อรัง

9. ไม่ควรใส่ส้นสูง จะทำให้เข่าแอ่น มีโอกาสที่เข่าจะเสื่อมได้ง่าย สวมใส่รองเท้าที่เหมาะกับกีฬาแต่ละประเภท เช่น รองเท้าวิ่งก็ควรมีส้นรองเท้าที่นิ่มรับแรงกระแทกได้ดี รองเท้าสำหรับใส่เล่นแบดมินตันหรือเทนนิสควรมีพื้นบางเพื่อไม่ให้พลิกได้ง่าย เป็นต้น

ถ้าดูแลเข่าของเราให้ดีวันนี้ จะปราศจากอาการปวดในวันหน้า

 

ที่มา : เว็บไซต์แนวหน้าออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

?ตรวจอัลตราซาวนด์? จำเป็นหรือสิ้นเปลือง thaihealth

แฟ้มภาพ

บทความโดย : รศ.พญ.เฟื่องลดา ทองประเสริฐ คณะอนุกรรมการอนามัยแม่และเด็ก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย

ในยุคปัจจุบันการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นการตรวจที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการสูงของหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว อย่างไรก็ตามยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์เนื่องจากมีการปฏิบัติที่หลากหลาย อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ที่เหมาะสม

ทำไมต้องตรวจอัลตราซาวด์ ?

การตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ทราบเพศของทารกเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์มากมายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น (1) ทราบจำนวนทารก (2) กำหนดอายุครรภ์ที่แน่นอน ในกรณีหญิงตั้งครรภ์จำประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่ได้ (3) วินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยบางโรคอาจจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์บางโรคสามารถให้การรักษาทารกในครรภ์ได้หรือช่วยในการวางแผนการดูแลรักษาหลังคลอด (4) ทราบตำแหน่งรก ปริมาณน้ำคร่ำ (5) ทราบความผิดปกติของมดลูก รังไข่ (6) อื่นๆ เช่น คาดคะเนน้ำหนักทารก ประเมินสุขภาพทารก ตรวจยืนยันท่าของทารกในครรภ์ ในกรณีที่แพทย์ตรวจร่างกายแล้วพบความผิดปกติ

ตรวจอัลตราซาวนด์แล้วรับประกันว่าลูกปกติร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ?

การตรวจอัลตราซาวนด์มีขีดจำกัดในการวินิจฉัยเช่นเดียวกับการตรวจด้วยเครื่องมืออื่นๆ ความถูกต้องแม่นยำขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของโรคหรือความผิดปกติของทารกเอง โดยโรคบางอย่างอาจเกิดขึ้นภายหลัง โรคบางอย่างวินิจฉัยได้ยากหรือไม่สามารถเห็นได้จากภาพอัลตราซาวนด์ในบางกรณีภาพอัลตราซาวนด์เห็นไม่ชัด เช่น หญิงตั้งครรภ์หน้าท้องหนา ทารกนอนคว่ำ อายุครรภ์น้อย เครื่องอัลตราซาวนด์ที่มีความละเอียดต่ำ รวมไปถึงแพทย์ผู้ตรวจที่มีความชำนาญแตกต่างกัน

การตรวจอัลตราซาวนด์มีอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ?

แม้ว่าการตรวจอัลตราซาวนด์โดยทั่วไปจะปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แต่แนะนำให้ทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้การตรวจอัลตราซาวนด์โดยไม่จำเป็นก็ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ

อัลตราซาวนด์ 2 มิติ 3 มิติ 4 มิติ กี่มิติถึงจะดีที่สุด ?

การตรวจอัลตราซาวนด์ 2 มิติก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยความผิดปกติดังกล่าวข้างต้น การตรวจอัลตราซาวนด์ 3 มิติ และ 4 มิติมีประโยชน์เฉพาะกรณีพบความผิดปกติจากการตรวจแบบ 2 มิติ และต้องการการวินิจฉัยเพิ่มเติมในบางโรคเท่านั้น

ควรตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ?

ข้อแนะนำขององค์กรต่างๆ เห็นควรให้ตรวจอัลตราซาวนด์อย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ในกรณีอื่นๆ ให้ขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ เช่น การตรวจในช่วงอายุครรภ์10-14 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ หรือการตรวจในช่วงอายุครรภ์อื่นๆ หากพบความผิดปกติของการฝากครรภ์

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

แฟ้มภาพ

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non- Communication Diseases) หรือ NCDs อันได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคอ้วนลงพุง ล้วนเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง เช่น การกินหวาน มัน เค็มจัด รวมถึงการดำเนินชีวิตที่ขาดความสมดุล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดงาน "สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม" เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักและส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชน

สัญลักษณ์โภชนาการ "ทางเลือกสุขภาพ" ที่แสดงอยู่บนผลิตภัณฑ์ เป็นการมุ่งให้ความรู้กับผู้บริโภคในการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาแล้วว่ามีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ (โซเดียม) ในปริมาณที่เหมาะสม โดยมีกลุ่มอาหารนำร่อง ประกอบด้วย 1. กลุ่มเครื่องดื่ม 2. กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์นม 4. กลุ่มเครื่องปรุงรส 5. กลุ่มขนมขบเคี้ยว

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากรายงานภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชาการไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่า กลุ่มโรค  NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 349,096 ราย หรือร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งมีการสูญเสียค่าใช้ จ่ายในการรักษาโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นจำนวนมาก

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

ด้าน ดร.วิสิฐ จะวะสิต หัวหน้าหน่วยรับรองสัญลักษณ์โภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำเกณฑ์เพื่อทำให้สอดคล้องเหมาะสมในการพิจารณาการให้สัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ แก่ผู้ประกอบการที่ขอขึ้นทะเบียน ในขณะเดียวกันเราต้องร่วมมือกับทางภาคอุตสาหกรรม และบริษัทเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ นอกจากนี้ สสส.ช่วยให้เราประสานงานในประเทศไทย รวมไปถึงในระดับภูมิภาคด้านการประชุมนำเสนอ เพื่อขับเคลื่อนงานวิชาการอีกด้วย

หัวหน้าหน่วยรับรองสัญลักษณ์โภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของประชาชนต้องค่อย ๆ ปรับไป ด้วยการลดหวาน มัน เค็มลง และเมื่อเห็นสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ จะทำให้ประชาชนตระหนัก และฉุกคิดในการเลือกบริโภคสินค้าสุขภาพ ที่มีเกณฑ์เหมาะสมกับสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองสัญลักษณ์โภชนาการทั้งสิ้น 5 กลุ่มอาหาร รวมทั้งหมด 213 ผลิตภัณฑ์

"กินจืด ยืดชีวิต" โดยให้กินอาหารอร่อยรสกำลังดีเพียง 1 มื้อ และกินอาหารรสจืดอีก 2 มื้อ ในปริมาณที่เหมาะสม โดยปริมาณพลังงานสูงสุดที่ร่างกายรับได้ไม่ควรเกิน 2,000 กิโลแคลอรี ไขมันไม่ควรเกิน 65 กรัม น้ำตาลไม่ควรเกิน 65 กรัม และโซเดียมไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน" ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแนะวิธีกินลดความเสี่ยง

ดร.ทิพย์วรรณ กล่าวว่าคนในครอบ ครัวบางคนเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม คนอื่น ๆ ในครอบครัวจะเปลี่ยนแปลงตาม เมื่อไปเลือกซื้อเครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม อาหาร ฯลฯ ให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ และจำสโลแกนให้ขึ้นใจว่า ลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง ห่างไกลโรค, หวานพอดีที่ 4 กรัม" ผู้อำนวยการสำนักอาหาร อย. กล่าว

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

นอกจากลดหวาน มัน เค็ม ลงแล้ว ยังต้องกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม และออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ควบคู่ไปด้วย จึงจะทำให้เราห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้

ที่มา: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์

เคล็ด(ไม่)ลับ การควบคุมน้ำหนัก thaihealth

แฟ้มภาพ

          คนทุกคนเคยควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ คิดแล้วก็น่าเจ็บใจกับการล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า (ฮึ่ม!) การควบคุมน้ำหนักนั้นจะว่าไปก็คือการควบคุมตัวเอง ให้สามารถดำเนินตามแผนการควบคุมน้ำหนักที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รางวัลคือน้ำหนักตัวที่ควบคุมได้ตามเป้าหมายและการมีสุขภาพที่ดีอย่างแท้จริง ก็แล้วจะรออะไร ไปเรียนรู้เรื่องการควบคุมน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพและให้ได้ผลกันดีกว่า

          ก่อนอื่นคุณควรรู้ว่าการดำเนินชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีนั้นสำคัญเพียงไร จะไม่สำคัญไม่ได้ เพราะสุขภาพที่ดีเท่านั้น ที่จะช่วยให้คุณไม่เป็นโรคหัวใจ ไม่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน ไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง ไม่เป็นโรคเบาหวาน เพิ่มความเชื่อมั่นและความมั่นใจในตัวเอง ลดความเหนื่อยล้า ง่วงซึม จะมีสุขภาพดีได้ ก็ต่อเมื่อเรามีความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมตัวเอง

          ความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก ไม่ได้หมายถึงการลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ขั้นตอนแรกซึ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มจากการกำหนดเป้าหมาย โดยต้องเป็นเป้าหมายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถทำให้บรรลุผลสำเร็จได้ สามารถปฏิบัติต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

          ตัวอย่างของแผนที่ปฏิบัติได้จริง ควรกำหนดให้มีความชัดเจนของแผนด้วย เช่น เดินเป็นเวลา 30 นาที อย่างน้อย 5 ครั้ง/สัปดาห์ รับประทานไก่ทอดไม่เกิน 2 ครั้ง/สัปดาห์ รับประทานผักผลไม้อย่างน้อย 1 ชนิดทุกๆ มื้อกลางวันในทุกวัน เป็นต้น

          จากนั้นจึงวางแผนการปฏิบัติให้เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น นัดเพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่งเพื่อชวนกันไปเดินในทุกวัน รับประทานผักผลไม้ประจำวันโดยเตรียมแผนซื้อผักผลไม้สดเก็บไว้ในตู้เย็น หรือไก่ทอดที่จะกินไม่เกิน 2 ครั้ง/สัปดาห์ จะกินในวันไหน เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ทุกเย็นวันศุกร์และเสาร์ เป็นต้น

          ถ้ารู้สึกอยากอาหาร ให้ตั้งคำถามกับตัวเองถึงรูปแบบการปฏิบัติ ทบทวนและปรับปรุงตามความเหมาะสม ยืดหยุ่นแต่อย่าละเลย เช่น คุณรับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติหรือไม่ เนื่องจากผู้อดอาหารในมื้อใดมื้อหนึ่ง จะทำให้หิวจัดในมื้อต่อไป คุณชอบกินจุบจิบตลอดทั้งวันหรือไม่ ถามตัวเองก่อนทุกครั้งว่า คุณหิวจริงหรือไม่ ก่อนลงมือรับประทานอาหาร ถ้าไม่หิวก็ไม่จำเป็นต้องกิน

          เคล็ด(ไม่)ลับสำหรับการเริ่มต้นควบคุมน้ำหนักให้ได้ผล

          1.อย่างดมื้ออาหาร ให้รับประทาน 3 มื้อตามปกติ เพราะถ้าเบรกแตกหรือหิวมาก ก็กระทบแผนการควบคุมน้ำหนัก

          2.รับประทานให้ช้าลง เรียนรู้ที่จะรับรู้ถึงความอิ่ม ให้เวลากับการกินอย่างแท้จริง อย่ากินไปด้วย ทำงานไปด้วย ดูโทรทัศน์พลางเคี้ยวอาหาร จะรู้สึกว่าไม่ได้กินและทำให้อยากกินตลอดเวลา เพราะใจไม่ได้เติมเต็มนั่นเอง

          3.รับประทานในสัดส่วนที่น้อยลง ใช้จานเล็กลง ใช้ชามขนาดเล็ก ตักอาหารในสัดส่วนที่ย่อมลงกว่าเดิม

          4.สร้างบรรยากาศที่ดีในการกิน ก่อนจะกินจริงๆ ให้มองให้เห็นทุกอย่างที่จะกิน เพื่อตรวจสอบปริมาณอาหารที่จะรับประทานเข้าไป หลีกเลี่ยงการกินหน้าทีวี

          5.ให้แน่ใจว่าในครัวหรือตู้เย็นของคุณมีแต่ของกินคุณภาพ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันหรือพลังงานสูง

          6.เตรียมพร้อมที่จะรับมือเวลาอ่อนแอ สถานการณ์ที่ควรหลีกเลี่ยงการกิน ได้แก่ เมื่อเกิดการโต้เถียง ทะเลาะเบาะแว้ง วันที่ทำงานหนัก ช่วงเวลาที่คุยกับเพื่อนนานๆ และในช่วงเวลาที่ดูรายการโปรดทางทีวี

          7.อย่าตามใจตัวเอง ลดหรือเลี่ยงจานโปรดเสียบ้าง กินได้ แต่กำหนดปริมาณ

          8.ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณ 6-8 แก้ว/วัน

          การควบคุมน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก ดูแลตัวเองด้วยการบริหารจัดการชีวิตประจำวันให้เป็นไปตามแผน คุณจะแปลกใจที่การควบคุมน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ที่มา : เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

วันนอนหลับโลก (World Sleep Day)  thaihealth

แฟ้มภาพ

หลายๆ คนอาจจะเคยประสบปัญหาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยครั้ง เพราะในแต่ละวันเราต้องเจอกับเรื่องราว หรือปัญหาต่างๆ มากมายที่คอยเรียงแถวเข้ามาก่อกวนจิตใจให้วุ่นวายจนเป็นอันกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เรื่องราวแย่ๆ เหล่านั้นมักวนเวียนอยู่ในหัวสมองทั้งวัน ทำให้บ่อยครั้งเรามักจะใช้ตัวช่วยอย่าง “ยานอนหลับ” ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ลืมเรื่องราวต่างๆ ไปได้บ้าง ที่สำคัญยังทำให้เราหลับสบายจนถึงเช้าอีกด้วย

ถ้าเกิดสิ่งเราบอกไปนั้นมันเกิดขึ้นแค่ครั้ง สองครั้งก็ยังพอทน แต่ถ้าเกิดว่ายังมีครั้งที่สาม สี่ หรือห้าตามแล้วละก็ ให้ระวังไว้เลยว่าคุณกำลังมีปัญหาด้านการนอนหลับเข้าแล้ว  จึงเป็นที่มาของกิจกรรมที่เรียกได้ว่ารณรงค์กันไปทั่วโลกอย่าง “The World Sleep Day” หรือ กิจกรรม “วันนอนหลับโลก” ที่มักจะจัดขึ้นทุก “วันศุกร์” สัปดาห์เต็มที่ 2 ของเดือน “มีนาคม” ในทุกๆ ปี (Friday of the second full week of March) ซึ่งในปี 2017 นี้ ก็ตรงกับวันศุกร์ที่ 17 มีนาคม โดยมีสโลแกนว่า "Good Sleep is a Reachable Dream" โดยเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ทุกคนหันมาตระหนักถึงปัญหาการนอนหลับที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคุณ แต่ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ทั่วโลก จะเรียกว่าเป็น “โรคระบาด” กลายๆ ก็ไม่ผิด

โดยคณะกรรมการที่จัดงานวันนอนหลับโลก ของ “WASM” หรือ “The World Association of Sleep Medicine” ได้กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 เพื่อเป็นการให้ทุกคนบนโลกนั้นตระหนักและให้ความสำคัญกับ “ปัญหาการนอนหลับ” ที่แม้ว่าจะเป็นแค่จุดเล็กๆ แต่หากว่าเกิดขึ้นแล้ว มันจะสร้างภาระเรื้อรังต่อเนื่องมาไม่รู้จบ ซึ่งคณะกรรมการก็จะเน้นไปที่การสร้างกิจกรรมในชุมชน สังคม ให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาวะดังกล่าว การศึกษาหาที่มาของปัญหา ค้นคว้าตัวอย่าง มุมมองสังคมที่มีปัญหา รวมถึงการขับเคลื่อนต่างๆ ผ่านการสร้างความเข้าใจ แนะให้เกิดการเรียนรู้วิธีการป้องกันที่สามารถทำได้ อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการจัดการปัญหาภาวะการนอนหลับอย่างตรงจุด

กิจกรรมวันนอนหลับโลก หรือ “The World Sleep Day” นอกจากเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการเฉลิมฉลองการมีสุขภาพดี สะท้อนให้เห็นข้อดีของการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ หรือถ้าให้ตรงกับสำนวนไทยบ้านเราก็คือ “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ไม่อยากให้ใช้ “ยา” เป็นเครื่องมือรักษาให้เราสุขภาพดีตลอดไป แต่อยากให้เรารู้จักใช้ชีวิต หมั่นออกกำลัง และจัดการกับภาวะที่เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างเหมาะสม เมื่อถึงวันนั้นเราก็จะสามารถยิ้มได้แบบไม่ต้องมีกังวลเลย

ที่มา : manager.co.th

โดย ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

4 ข้อควรรู้ เมื่อคนใกล้ตัวมีความเครียด thaihealth

แฟ้มภาพ

ภาวะความเครียด สามารถเกิดขึ้นได้สำหรับทุกคน บางคนก็ประสบด้วยตนเอง และบางเวลา คนใกล้ชิดรอบตัวก็เผชิญกับความเครียดเพราะสาเหตุแห่งปัญหาที่แตกต่างกันไป

อย่าเพิ่งเบื่อ อย่าแสดงอาการรำคาญ หากเห็นว่าคนรอบข้างกำลังเครียด และเราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาให้กับเขาได้ ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

1. รับฟังปัญหาที่เกิดกับเขาอย่างใส่ใจ

ในขั้นนี้ พบว่า ช่วยให้คนทุกข์ใจน้อยลงไปมากทีเดียวค่ะ (หลายคนบอกว่าความทุกข์ลดลงไปเกิน 50%) เพราะบางที เวลาเราทุกข์ เราแค่ต้องการใครสักคนที่ใส่ใจ รับฟังเรา อยู่เคียงข้างเรา เท่านั้นค่ะ ส่วนแนวทางแก้ปัญหา จะค่อยๆคิดเองได้ เมื่อใจพร้อมค่ะ ดังนั้น ขั้นตอนที่ 1 นี้จึงสำคัญมากๆ ในการเยียวยาแผลใจค่ะ

2. เปิดใจที่จะเข้าใจเขา

แม้ว่าแนวคิดของเขาเราอาจไม่เห็นด้วย การเปิดใจ และ วางการตัดสินลงเป็นสิ่งสำคัญ แล้วเราจะเข้าใจเขาและปัญหาที่เกิดกับเขามากขึ้น ขั้นตอนความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่สามารถดูแลใครได้ดีเลย ถ้าปราศจากความเข้าใจ

3. ให้คำแนะนำที่เหมาะสม

คำแนะนำที่เหมาะสมคืออะไร?

คำแนะนำที่เหมาะสม คือ คำแนะนำที่มาจากความเข้าใจในตัวเขาและปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น ไม่ควรรีบแนะนำ ถ้ายังไม่เข้าใจในตัวเขาและปัญหา เพราะจะยิ่งทำให้รู้สึกแย่ มากกว่าจะรู้สึกดี

4. ให้กำลังใจ โดยการชี้ให้เขาเห็นศักยภาพในตัวเขา

เพื่อให้เขาเกิดความเชื่อมั่นตนเองมากขึ้น ว่าเขามีดีพอที่จะสามารถเผชิญต่อปัญหานั้นได้

ที่มา : manager.co.th

กินเหล้ากับยานอนหลับ อันตรายถึงชีวิต thaihealth

แฟ้มภาพ

ในชีวิตประจำวันหลีกเลี่ยงได้ในเรื่องของการกินอาหาร เจ็บป่วยก็ต้องกินยา และหลายคนที่มีโรคประจำตัว บ่อยครั้งที่เราอาจไม่ทราบว่าโรคที่เป็นอยู่ ยาที่กำลังจะกินหรือกินอยู่เดิม และอาหารที่อาจจะเป็นจานโปรดของเราจะมีปัญหา “ตีกัน” ได้ และหลายครั้ง ผลของการ “ตีกัน” นั้น รุนแรงเกินกว่าที่เราคาดคิด บทความตอนนี้จะนำเสนอคร่าวๆ ว่าจะมี ยา อาหาร (หรือเครื่องดื่ม) รวมถึงโรคอะไรบ้างที่อาจจะมีผลกระทบต่อกันและกัน

 “โรคภาวะพร่องเอนไซม์” G-6-PD (G-6-PD deficiency) เป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมผ่านโครโมโซมเอ๊กซ์ซึ่งเป็นโครโมโซมเพศ โรคนี้พบบ่อยในเพศชาย มีความรุนแรงหลายระดับ อาการแสดงที่มักปรากฎคือมีอาการซีด เนื่องจากการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงอย่างรวดเร็ว ปัสสาวะของผู้ป่วยเมื่อมีอาการกำเริบจะมีสีโค้ก หรือสีน้ำปลา และอาจเกิดไตวายเฉียบพลันได้ สาเหตุของการแตกทำลายอย่างรวดเร็วของเม็ดเลือดแดงมักจะมาจากอาหารบางชนิด เช่น ถั่วปากอ้า หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางกลุ่มเช่น ciprofloxacin, nitrofurantoin หรือกระทั่งวิตามิน ซีในขนาดสูง ดังนั้นทุกครั้ง ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็น G-6-PD deficiency ต้องแจ้งแพทย์ พยาบาลและเภสัชกรทุกครั้งเมื่อไปรับการรักษา และไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะยาบางชนิดอาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดงแตกได้

การดื่มสุรา สุราโดยตัวมันเองนอกจากจะเป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังหลายอย่าง ตัวแอลกอฮอล์นสุราเองก็สามารถตีกันกับยาที่เรากินเข้าไปได้ด้วยเช่น

สุรา ตีกับ ยารักษาโรคเบาหวานบางชนิด เช่น glipizide ทำให้ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดจากยา ดีเกินไป น้ำตาลในเลือดจะลดต่ำลงมากจนผู้ป่วยเกิดอาการช็อค หมดสติ เสียชีวิตได้

สุรา ตีกับ ยาพาราเซตามอล ในผู้ป่วยที่ดื่มสุราอย่างหัวราน้ำ หากกินพาราเซตามอลแม้ในขนาดปกติ ก็เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบได้มากกว่าคนปกติที่ไม่ดื่มสุรา

สุรา ตีกับ ยารักษาวัณโรค ในผู้ป่วยวัณโรคที่ดื่มสุราจัด เมื่อกินยารักษาวัณโรคบางชนิด เช่น isoniazid จะทำให้รักษาวัณโรคไม่ได้ผล เพราะสุราไปลดระดับยา isoniazid ในเลือด

สุรา ตีกับ ยานอนหลับ อาจทำให้เกิดการกดประสาทอย่างรุนแรง หลับไม่ตื่นถึงขั้นเสียชีวิตได้

สุรา ตีกับ ยากันชักบางชนิด เช่น phenytoin สุราจะไปทำให้ระดับยากันชักในเลือดลดลง เพิ่มความเสี่ยงในการใช้ยาไม่ได้ผล และแถมสุรากับยากันชักจะช่วยกันออกฤทธิ์กดประสาทให้มากกว่าเดิมด้วย

ผลไม้ประเภท grapefruit เป็นตัวชูโรงในเรื่องตีกันกับยา ผลไม้อันนี้พบมากในต่างประเทศ แต่อาจมีการนำเข้ามาบริโภคในประเทศได้ ยาที่สามารถตีกันกับผลไม้ประเภท grapefruit ได้แก่ ยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ เราจะได้ฤทธิ์ในการรักษาและความเป็นพิษจากยานั้น ๆ มากจนเกิดพอดี เป็นอันตรายได้

ยาแก้อาการปวดหัวไมเกรนกลุ่มเออร์โกตามีน (ergotamine) ยากลุ่มนี้มี “โจทก์” ในการตีกันกับยาอื่น ๆ มากมายนับสิบรายการ หลัก ๆ คือยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาฆ่าเชื้อรา ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ยานอนหลับบางชนิด ผลที่ตามมาคือ จะได้ฤทธิ์ของ ergotamine มากเกินจนทำให้หลอดเลือดฝอยส่วนปลายตามแขน ขา ตีบ หด จนเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ เกิดการเน่าตายของเนื้อเยื่อส่วนปลาย ทั้งปลายแขน ปลายขา บางรายรุนแรงมากรักษาไม่ได้ต้องตัดอวัยวะหรือเสียชีวิตก็มี

เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยทุกครั้งที่รับบริการทางการแพทย์ “แจ้งแพทย์ พยาบาลและเภสัชกรทุกครั้งว่ามีโรคประจำตัวอะไร กินยาอะไรอยู่บ้าง” เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา “การตีกัน” ระหว่าง ยา โรค อาหาร โดยไม่ได้ตั้งใจ

โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน

โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน

 

จากภาวะโลกร้อน (Global Thermal Warming) ทำให้อากาศร้อนจัดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน ความร้อนยิ่งเพิ่มทวีคูณ ทำให้ผู้คนเกิดการเจ็บป่วยได้หลายโรค และโรคหนึ่งที่พบได้ในช่วงหน้าร้อนคือ “โรคลมแดด” หรือทางการแพทย์เรียกว่า “ฮีทสโตรค” (Heat Stroke) ปี 2558 ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดด 56 ราย 40% เสียชีวิตในบ้านพัก เพราะอากาศร้อนและไม่ถ่ายเท

 

สาเหตุ

โรคลมแดด เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้น จนเกิดภาวะวิกฤต ในภาวะปกติร่างกายจะมีระบบการปรับสมดุลความร้อน เมื่อความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้น จะมีขบวนการกำจัดความร้อนออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต่อมใต้สมองไฮโปทาลามัสส่วนหน้า หากสมดุลนี้เสีย จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น

 

การจัดกลุ่มโรค

  1. โรคลมแดดจาการออกกำลังกาย (Exertional Heat Stroke : EHS)
    มักพบในกลุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงมาก่อน เช่น เด็กโต วัยรุ่น นักกีฬา ทหารเกณฑ์ที่ฝึกในอากาศร้อนจัด หรือผู้ที่ออกกำลังกายหักโหมเกินไป ร่วมกับปัจจัยอากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิสูง
  2. โรคลมแดดทั่วไป (Non-exertional Heat Stroke: NEHS)
    มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ มีโรคเรื้อรัง ผู้ที่ต้องรับประทานยา เบาหวาน ความดัน ผู้ป่วยเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมทั้งพบในกลุ่มที่ใช้สารเสพติด ยาคลายกล้ามเนื้อ และยานอนหลับ

 

อาการของโรค

อาการสำคัญได้แก่ ตัวร้อน อุณหภูมิร่ายกาย 41 องศาเซลเซียส มีเหงื่อออกในกลุ่ม EHS และไม่มีเหงื่อออกในกลุ่ม NEHS ประวัติสัมพันธ์กับอากาศร้อนขณะทำกิจกรรมหรือออกกำลังกาย มีอาการเพ้อ ความดันเลือดลดลง การทำงานของอวัยวะต่างๆล้มเหลว กระสับกระส่าย มึนงง สับสน ชักเกร็ง หมดสติ

โดยกลไกการทำงานของร่างกายหลังจากได้รับความร้อน จะมีการปรับตัวโดยส่งน้ำ หรือเลือดไปเลี้ยงอวัยวะภายใน เช่น สมอง ตับ และกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวหนังขาดเลือดและน้ำไปเลี้ยง จึงไม่สามารถระบายความร้อนออกจากร่างกายได้

 

การช่วยเหลือเบื้องต้น

นำผู้ที่มีอาการเข้าในร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ถอดเสื้อผ้า ใช้น้ำเย็นประคบบริเวณ ใบหน้า ข้อพับ ขาหนีบ และใช้พัดลมเป่าเพื่อระบายความร้อน ใช้น้ำเย็นราดลงบนตัว เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้เร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาล

 

 

โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน

 

การรักษา

โรคลมแดดเป็นภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์ที่ต้องรีบให้รักษาทันที ต้องรับคนไข้ไว้ติดตามอาการต่างๆ ในโรงพยาบาล อย่างน้อย 48 ชั่วโมงในหอผู้ป่วยวิกฤต โดยรักษาดังนี้

  • ลดอุณหภูมิร่างกายลง โดยค่อยๆอุณหภูมิลงมาที่ 39 องศาเซลเซียส ไม่ต้องการลดให้ลดเร็วเกินไป โดยพ่นละอองน้ำ ใช้น้ำอุ่น ร่วมกับเปิดพัดลมเป่า จะช่วยระบายความร้อนได้ดีทีสุด ปลอดภัยกว่าการจุ่มลงในน้ำผสมน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เกิดการหนาวสั่น เส้นเลือดหดตัวทำให้ความร้อนยิ่งเพิ่มขึ้น
  • การลดความร้อนวิธีอื่นๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนแต่ยังสามารถทำได้ เช่น การใส่สายเข้าไปในกระเพาะอาหาร ช่องท้อง และทวารหนัก แล้วทำการล้างด้วยน้ำเย็น การใช้ออกซิเจนเย็น
  • ให้สารน้ำทางหลอดเลือด การให้สารน้ำอย่างพอดี ถ้าพบว่ามีการสลายกล้ามเนื้อ มีเลือดออกในปัสสาวะ อาจต้องให้สารน้ำมากขึ้น และต้องเฝ้าระวังการ จดบันทึกการขับถ่ายปัสสาวะ
  • แก้ไขภาวะน้ำตาลในเลือด หากพบว่ามีภาวะน้ำตาลต่ำ
  • เฝ้าระวังการผิดปกติของระบบต่างๆ และรีบแก้ไขทันที

 

การป้องกัน

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร/วัน
  • หลีกเลี่ยงอากาศร้อน ถ่ายเท ไม่สะดวก หากร้อนมากควรพยายามลดความร้อน โดยอาบน้ำ เปิดแอร์ เปิดพัดลม
  • ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม หากรู้สึกเหนื่อยมากควรรีบพัก ทันที ควรมีการอบอุ่นร่างกายก่อนและหลังออกกำลังกาย
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี
  • หากต้องทำงานกลางแจ้งควรสวมหมวกป้องกัน หรือเตรียมตัวออกกำลังกายกลางแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่เพิ่มความร้อนให้ร่างกาย

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

- See more at: https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/heat-stroke#sthash.gErIUlmt.dpuf

ที่มา: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

เจ็บคอ : อย่ามัวแต่กินยาแก้อักเสบ thaihealth

แฟ้มภาพ

เจ็บคอ เป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย บางคนเมื่อมีอาการเจ็บคอขึ้นมา เข้าใจว่าเป็นคออักเสบ ก็จะซื้อยาแก้อักเสบมากินเอง เพียง 2-3 วัน ก็ดีขึ้น จึงมีความฝังใจว่าเป็นวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง ก็จะทำแบบนี้ทุกครั้งที่มีอาการเจ็บคอ จริงๆ แล้ว อาการเจ็บคออาจเกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เป็นสาเหตุที่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการบำบัดรักษา ยกเว้นเกิดจากทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (มีไข้สูง เจ็บคออย่างมาก และตรวจพบว่าทอนซิลบวมโตและอักเสบมาก) ซึ่งแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ

บางคนคิดว่าอาการเจ็บคอเกี่ยวข้องกับคออักเสบ จึงหา “ยาแก้อักเสบ” มากิน โดยหารู้ไม่ว่า “ยาแก้อักเสบ” นั้นที่แท้คือยาปฏิชีวนะ ที่มีประโยชน์ในการบำบัดโรคติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่มีประโยชน์ในการแก้อักเสบที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ แต่อย่างใด การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินจำเป็น นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว ในระยะยาวยังอาจเกิดโทษต่อร่างกาย เช่น ส่งเสริมให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา การแพ้ยา การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้

สาเหตุที่พบบ่อยของอาการเจ็บคอ

1.กรณีเจ็บคอร่วมกับมีไข้

- คออักเสบจากเชื้อไวรัส/ไข้หวัด ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอเล็กน้อย ตรวจดูภายในลำคอ ไม่พบว่ามีทอนซิลโตและผนังคอหอยไม่มีลักษณะอักเสบ (คือไม่พบว่ามีสีแดงกว่าปกติ) ในกรณีที่เป็นไข้หวัด จะมีอาการเจ็บคอในลักษณะดังกล่าวในวันแรกๆ และต่อมาเมื่อมีอาการน้ำมูกไหล อาการเจ็บคอมักจะทุเลาไปเอง

- ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เจ็บคอมาก กลืนลำบาก ตรวจดูภายในลำคอพบทอนซิลบวมโต ออกสีแดงจัดและอาจมีจุดหนองอยู่บนทอนซิล

2.กรณีเจ็บคอโดยไม่มีไข้

- โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย และมักมีอาการคันคอ คันจมูก จาม น้ำมูกใสๆร่วมด้วย เวลาสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร อากาศเย็น เป็นต้น มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง

 - การระคายเคือง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย เวลาถูกสิ่งระคายเคือง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เป็นต้น เมื่อละเว้นจากสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ทุเลาไปเอง

- แผลร้อนใน (แผลแอฟทัส) เมื่อเกิดขึ้นที่คอหอย ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคออย่างมาก จนกลืนและพูดลำบาก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บทั่วลำคอ แต่สามารถบอกชี้ได้ว่ามีจุดที่เจ็บตรงไหนได้ชัดเจน อาการเจ็บจะเป็นมากที่สุดใน 3-4 วันแรก หลังจากนั้นจะเจ็บน้อยลง และค่อยๆทุเลาไปได้เองภายใน 7-10 วัน

- โรคกรดไหลย้อน มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป (ส่วนน้อยอาจพบในวัยหนุ่มสาว) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า อาจมีอาการเสียงแหบหรือไอร่วมด้วย พอสายๆ ก็ทุเลาไป มักเป็นทุกวัน เรื้อรังเป็นแรมเดือน หรือจนกว่าได้รับการบำบัดรักษา บางคนอาจมีอาการเจ็บลิ้นปี่หลังกินอาหารร่วมด้วย

การดูแลตนเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ สามารถปฎิบัติตัวดังนี้

1. ควรไปพบแพทย์ หากมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

- มีไข้สูง และเจ็บคอมาก

- มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว

- มีอาการเจ็บคอทุกวันเกิน 1 สัปดาห์

- คลำได้ก้อนแข็งที่ข้างคอ

2. หากไม่มีอาการดังในข้อ 1 ควรให้การดูแลเบื้องต้นดังนี้

- งดดื่มเหล้า และบุหรี่

- หากมีน้ำมูกใสหรือมีอาการของโรคภูมิแพ้ ให้กินยาแก้แพ้-คลอร์เฟนิรามีน

- หากมีไข้หรือเจ็บคอมาก ให้กินพาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง

- กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ โดยผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว วันละ 2-3 ครั้ง

- หากไม่ทุเลาใน 4 วัน ควรไปพบแพทย์

เรื่องโดย  :   เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ team content www.thaihealth.or.th

รับมืออย่างไร? กับภัยเหล้ามือสอง thaihealth
แฟ้มภาพ

ปัจจุบันเชื่อได้ว่าคนไทยทุกคนรู้จัก 'บุหรี่มือสอง' กันเป็นอย่างดี แต่คาดว่าก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จัก และไม่คุ้นเคยกับคำว่า 'เหล้ามือสอง' นี้ด้วยเช่นกัน

ภายในงานเสวนา "ภัยเหล้ามือสอง ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่ม : กรณีเด็กและครอบครัว" โดย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ได้พาเรามาทำความรู้จักกับ  'มหันตภัย...เหล้ามือสอง’  นี้ให้มากขึ้น

เหล้ามือสอง คือ อะไร ?

เหล้ามือสอง คือ ผลกระทบเชิงลบด้านต่างๆ ที่เกิดต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่ม ถึงแม้คนนั้นจะไม่ได้ร่วมดื่มด้วยก็ตาม ซึ่งอาจจะเป็นคนในครอบครัว เช่น ลูกหลาน สามี ภรรยา พี่น้อง พ่อแม่ รวมไปถึงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ซึ่งผลกระทบจากเหล้ามือสองมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่การสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจ ไปจนถึงความรุนแรงต่อทรัพย์สิน ร่างกาย และชีวิต

รับมืออย่างไร? กับภัยเหล้ามือสอง thaihealth

นอกจากนี้ ผลสำรวจสถานการณ์ภัยเหล้ามือสองในประเทศไทย ยังพบว่า ร้อยละ 79 ของคนไทย เคยได้รับผลกระทบจากเหล้ามือสอง โดยร้อยละ 76.8 ได้รับผลกระทบทางจิตใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย หวาดกลัว ถูกคุกคาม จากผู้ดื่มที่รู้จักและคนแปลกหน้า ส่วนร้อยละ 42 ได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิต เช่น เพื่อนร่วมงานไม่สามารถทำงานได้ หรือมีปัญหากับคู่สมรส ร้อยละ 22.6 ได้รับผลกระทบทางการเงิน เช่น เงินไม่พอใช้ หรือต้องนำเงินไปใช้จ่ายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากแอลกอฮอล์ และ ร้อยละ 6.2 เคยมีผู้ถูกกดขี่ทางเพศจากนักดื่ม อีกทั้งเด็กและเยาวชนก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยร้อยละ 24.6 จากคำพูดรุนแรง หรือถูกทอดทิ้ง ซึ่งมีพ่อแม่ที่ดื่มเป็นปัจจัยหลัก  นอกจากนี้ จากการคำนวณมูลค่าความเสียหายที่ผู้ได้รับผลกระทบต้องควักกระเป๋าหรือสูญเสีย มีมูลค่าถึง 8,500 บาทต่อรายต่อปีเลยทีเดียว!! ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง...

รับมืออย่างไร? กับภัยเหล้ามือสอง thaihealth

แล้วเราจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ?

ลองมาฟังความคิดเห็นจาก  นายแด๊ก เรคเว้  นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายการจัดการปัญหายาเสพติด  องค์การอนามัยโลก ได้ให้ข้อมูลได้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2012 พบผู้เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ถึง 3.3 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาทุกประเทศล้วนสนใจการป้องกัน และแก้ไขปัญหาผู้ดื่มอย่างเดียว แต่เมื่อศึกษาถึงผลกระทบกับคนในสังคมรอบข้างกลับพบว่า ส่วนใหญ่ประสบปัญหาเดียวกัน คือ ถูกทำร้ายร่างกาย ก่อความวุ่นวาย และสร้างความรำคาญ สูญเสียทรัพย์สิน

องค์การอนามัยโลกจึงได้พัฒนาเป็นแผนยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลกออกมา ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาษีให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาแพงขึ้น การควบคุมโฆษณาการตลาด และการจัดการให้คนเข้าถึงสุราได้ยากมากขึ้น

รับมืออย่างไร? กับภัยเหล้ามือสอง thaihealth

ในส่วนความเห็นของ  ดร.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการ สสส.  บอกว่า  ต้องการที่จะอยากให้สังคมเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า ดื่มเหล้าแล้วสร้างมิตรภาพ ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่ความจริง เพราะก็ได้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมามีงานเลี้ยงฉลองหรือสังสรรค์ที่ใด มีหลายเหตุการณ์จบด้วยความเศร้าสลด โดยมีเหล้าและเบียร์เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น !

"ประเทศไทยยังขาดความรู้เรื่องผลกระทบของเหล้ามือสอง จึงต้องกระตุ้นทุกภาคส่วนและสังคมไทยให้เห็นความสำคัญของความรุนแรงเรื่องดังกล่าว ในส่วนของ สสส. เองก็ได้รณรงค์ป้องกันเรื่องนี้มาโดยตลอด และรัฐต้องให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัย และนำมาบอกให้ประชาชนได้รับรู้ และให้สังคมได้ตระหนักถึงพิษภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดอุบัติเหตุ ทะเลาะวิวาท รวมไปถึงการก่อความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก"  ดร.บัณฑิต ฝากทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นสิทธิของผู้ที่ไม่ดื่ม ที่เขาจะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเหล้าของคนอื่น ด้วยความร่วมมือจาก

ที่มา : งานเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย นศภ. ทศพล จันทร์ดี

หนึ่งในวิตามินที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอกที่ช่วยปกป้องร่างกาย คงหนีไม่พ้น “วิตามินอี” ซึ่งจากความน่าสนใจในประโยชน์ต่างๆ ดึงดูดให้ผู้บริโภคหลายๆ คนใช้วิตามินอี โดยลืมคำนึงถึงความจำเป็นที่ควรจะได้รับหรือโทษที่อาจเกิดขึ้นเมื่อได้รับมาจนเกินความต้องการของร่างกาย บทความนี้จึงต้องการให้ความรู้กับผู้บริโภค เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้ประโยชน์ และโทษต่างๆ ของวิตามินอีมากยิ่งขึ้น

วิตามินอี ดีหรือโทษอย่างไร thaihealth

แฟ้มภาพ

วิตามินอี สำคัญอย่างไร ?

วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (Tocopherol) เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน จัดเป็นหนึ่งในวิตามินที่สำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ โดยวิตามินอีจะช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอักเสบในร่างกายที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ และยังมีฤทธิ์อื่นๆ อีกมากมาย มีหน้าที่เบื้องต้นเสมือนฟองน้ำที่คอยดูดซับอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “สารต้านอนุมูลอิสระ”

เราจะรับ วิตามินอี ได้จากที่ใดได้บ้าง ?

อาหารที่สำคัญซึ่งมีวิตามินอีมาก ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่จะเจริญเป็นต้นใหม่ (germ) เมล็ดพืช หรือ ธัญพืช แต่ก็พบว่าออกซิเจนและความร้อนสามารถทำลายวิตามินอีได้ รวมไปถึงการแช่แข็งเป็นเวลานาน ก็ทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินอีได้เช่นกัน ดังนั้นการบริโภคผักหรือผลไม้สดจะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินอีที่ร่างกายได้รับได้ นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำนมมารดา โดยเฉพาะน้ำนมมารดาหลังคลอด (colostrum) ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ให้วิตามินอีในปริมาณที่สูงมากเช่นกัน

จะทราบได้อย่างไร เมื่อร่างกายขาด วิตามินอี ?                   

โดยปกติจะไม่พบการขาดวิตามินอีจากการขาดสารอาหาร แต่มักพบจากความผิดปกติในการดูดซึมไขมัน เช่น การทำงานของตับ ตับอ่อน และลำไส้ผิดปกติ หรือมีโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคที่มีอาการผิดปกติของระบบประสาท (เดินเซ) ร่วมกับการขาดวิตามินอี (ataxia with vitamin E deficiency) นอกจากนี้ยังพบการขาดวิตามินอีได้ในทารกคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ผู้ที่มีพังผืดจับในถุงน้ำดี (cystic fibrosis) รวมทั้งในผู้ที่ขาดเอนไซม์ กลูโคส-6-ฟอสเฟต ดีไฮโดรจีเนส (G-6-PD) ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกได้ ซึ่งการขาดวิตามินอี ต้องใช้ระยะเวลานานจึงจะเริ่มมีสัญญาณการเกิดความเสียหายของระบบประสาทปรากฏขึ้น เช่น สูญเสียการรับสัมผัสและการตอบสนองต่อสิ่งเร้า สูญเสียความรู้สึกทางกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีปัญหาเรื่องการกลอกตาและทรงตัวได้ยาก เป็นต้น ดังนั้นในผู้ที่ขาดวิตามินอีจึงควรได้รับการแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดความเสียหายดังกล่าว

จะเป็นอย่างไร เมื่อร่างกายได้รับ วิตามินอี มากเกินไป?

โดยปกติร่างกายจะรับปริมาณวิตามินอีขนาดสูงได้ดี แต่อาจพบอาการท้องอืด อาเจียน ท้องร่วง ท้องเสีย ปวดท้อง ปวดหัว ตาพร่า อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ได้บ้างในบางราย รวมถึงอาจพบอาการเลือดไหลไม่หยุดในผู้ที่ขาดวิตามินเค และในผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ แต่โดยส่วนมากแล้ว ถ้าได้รับในขนาดไม่เกินวันละ 800 IU จะมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่ไม่มีความผิดปกติใดๆ ส่วนวิตามินอีในรูปที่ปรากฏอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับทาผิว อาจพบอาการแพ้ทางผิวหนังจากการสัมผัส (contact dermatitis) ได้ในบางราย

ประโยชน์ของ วิตามินอี ที่นำมาใช้ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง ?

อย่างแรก คือ ยา นอกเหนือจากบทบาทการเป็นวิตามินผู้ปกป้องร่างกายแล้ว วิตามินอียังมีบทบาทในการเป็นยารักษาโรค โดยทางด้านการแพทย์ จะใช้รักษาโรคโลหิตจางในทารกแรกคลอดเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ใช้รักษาโรคขาดสารอาหาร ใช้รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อขาเวลาเดิน และใช้สำหรับต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างที่สอง คือ เครื่องสำอาง วิตามินอีเป็นวิตามินที่มีการนำมาใช้มากชนิดหนึ่งในเครื่องสำอางสำหรับผิว โดยใช้เป็นสารกันหืน ใช้เป็นสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ใช้ผสมในครีมกันแดด เพื่อช่วยเร่งการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยลดความเกรียมแดดของผิวหนัง และช่วยสมานผิวหนัง ซึ่งฤทธิ์บางอย่างนี้ อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

อย่างที่สาม คือ อาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีการใช้วิตามินอีเป็นสารกันหืนในอาหาร นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิตามินอีเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยจะใช้เพื่อบำรุงร่างกาย ป้องกันการเกิดโรค และลดความรุนแรงของภาวะต่างๆ โดยภาวะบางอย่างยังคงต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติม

วิตามินอีเป็นวิตามินที่มีบทบาทสำคัญในการกวาดล้างสารอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย ซึ่งทำให้กลุ่มนักวิจัยเกิดความสนใจและเกิดการศึกษาวิจัยทางด้านคลินิก และการนำไปใช้ประโยชน์ในมนุษย์ ในด้านความสวยความงามก็จัดได้ว่าเป็นวิตามินที่ถูกนำมาใช้มากตัวหนึ่งในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากนัก อย่างไรก็ตามการรับประทานวิตามินอีควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยต่อตัวผู้บริโภคเอง

ที่มา : www.dailynews.co.th

เผย"โรคสุกใส"ระบาด 2เดือน ป่วย 8 พันคน thaihealth

แฟ้มภาพ

ช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.ของทุกปี เป็นช่วงที่มักพบการระบาดของโรคสุกใส ในปีนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค.– 19 ก.พ.พบผู้ป่วยแล้ว 8,064 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.ของทุกปี เป็นช่วงที่มักพบการระบาดของโรคสุกใส ในปีนี้ตั้งแต่ 1 ม.ค.– 19 ก.พ.พบผู้ป่วยแล้ว 8,064 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง โดยทั่วไปไม่พบโรคแทรกซ้อน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการทางสมองและปอดบวมได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงแก่ชีวิต ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ผู้ที่กินยากดภูมิต้านทาน ทารกแรกเกิด สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงขอให้พบแพทย์เพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ดังนั้นจึงได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เฝ้าระวังสถานการณ์ระบาด โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่าย เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก เรือนจำ เป็นต้น และให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรค หากป่วยขอให้หยุดเรียน หยุดงานจนกว่าจะพ้นระยะการติดต่อคือแผลตกสะเก็ดและแห้งไป ส่วนใหญ่จะประมาณ 5 วันหลังเริ่มมีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า โรคสุกใสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เป็นโรคงูสวัด โดยเชื้อจะกระจายตัวอยู่ในอากาศ ติดต่อทางการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย การใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย การคลุกคลีใกล้ชิด สัมผัสน้ำเหลืองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังของผู้ป่วย หลังรับเชื้อประมาณ 10 - 20 วัน จะเริ่มเกิดอาการ มีไข้ต่ำๆ ต่อมาจะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว โดยเริ่มเป็นผื่นแดง ตุ่มนูน แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสในวันที่ 2-3 วัน หลังจากเริ่มมีไข้ หลังจากนั้นตุ่มจะเป็นหนอง เริ่มแห้งตกสะเก็ด รวมเวลา 5-20 วัน ผื่นอาจขึ้นในคอ ตา และในปาก เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่เชื้ออาจหลบอยู่ในปมประสาทและมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้ภายหลัง ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดยล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล เวลาไอ จามปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้ง หลีกเลี่ยงสถานที่มีคนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ควรแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ.

เสาร์แรกของเดือนมีนาคม (ปีนี้ตรงกับวันที่ 4 มีนาคม 2560) ร่วมรณรงค์ป้องกันเด็กจมน้ำ " บ้ า น เ ริ่ ม - ชุ ม ช น ร่ ว ม "

ที่มา: www.siamrath.co.th

อย.เตือนภัย ยาผีบอก อันตราย thaihealth

แฟ้มภาพ

หลังพบคนแก่กินจนเข้าโรงพยาบาล พบปลอมอย. เตือนอย่าหลงเชื่อ! ระบุที่หายปวดเร็วทันใจเพราะลักลอบใส่สเตียรอยด์ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ เร่งตามล่าต้นตอ-แหล่งผลิต  แนะยาสมุนไพรที่ขายตามรถขายยาเร่  ตลาดนัด แผงลอยอย่าซื้อ

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาและโฆษกอย.กล่าวว่า ตามที่มีข่าวทางเว็บไซต์พบผู้สูงอายุนอนป่วยที่โรงพยาบาล คาดว่าอาจเกิดจากกินยาผีบอกที่เป็นผง ละลายน้ำ อ้างสรรพคุณแก้โรคปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเอว โรคเก๊า ภูมิแพ้ รูมาตอยด์ ขับสารพิษ เป็นต้น มีเลขอย.บนผลิตภัณฑ์ตรงกับเลขอย.ของผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อหนึ่งนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนผู้บริโภคโดยเฉพาะบุตรหลานที่มีผู้สูงอายุอยู่ในบ้านต้องระมัดระวังพิเศษ อย่าหลงเชื่อยาแผนโบราณที่โฆษณาอวดสรรพคุณบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดข้อ ปวดเข่า เมื่อรับประทานแล้วหายปวดเร็วผิดปกติ ที่ผ่านมาจากการตรวจสอบแล้วมักพบว่าเป็นยาแผนโบราณที่ลักลอบผสมยาสเตียรอยด์ เพื่อให้ผู้ใช้เห็นผลทันใจ

ทั้งนี้ ยาสเตียรอยด์ที่ลักลอบผสมในยาแผนโบราณนั้นเป็นยาควบคุมพิเศษต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะมีผลกระทบต่อระบบต่างๆ ในร่างกายแทบจะทุกระบบ มีผลข้างเคียงสูง ผู้ผลิตยาที่เห็นแก่ได้มักลักลอบนำมาผสมในยาแผนโบราณเพื่อให้เกิดผลในการรักษาที่รวดเร็ว โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภค ทั้งนี้ จะทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ใช้มากมาย เช่น ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคได้ง่าย เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง  อาจถึงขั้นกระเพาะทะลุกล้ามเนื้อลีบ กระดูกผุ ภูมิคุ้มกันลดลง บางรายถึงขั้นไตวายเป็นอันตรายถึงชีวิต

ล่าสุดพบข้อมูลการแจ้งเตือนภัยผลิตภัณฑ์ยาไม่ปลอดภัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แจ้งเตือนผลิตภัณฑ์ชื่อ “ยาผงจินดามณี (ยาผีบอก) ลักษณะเป็นผงบรรจุซองซิปใส ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบยาสเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาตัวเดียวกับที่ผู้ป่วยตามที่เป็นข่าวกิน

ภก.ประพนธ์กล่าวว่า ขอเตือนประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุอย่าหลงซื้อยาแผนโบราณที่ไม่มีเลขทะเบียนตำรับยา ฉลากแสดงสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง หรือซื้อยาจากแหล่งจำหน่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่ร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน เช่น บุคคลที่นำมายามาขายด้วยตนเอง, ตามแผงลอย, ตลาดนัด และร้านค้าย่อย เพราะอาจได้รับยาที่มีการผลิตโดยไม่ถูกสุขลักษณะ ยาไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจแพ้ยาและเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง

ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภคซื้อยาแผนโบราณที่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยสังเกตฉลากต้องมีเลขทะเบียนตำรับยาบนฉลาก เช่น G 888/50 ในกรณียาผีบอกพบฉลากยา ไม่ใช่เลขทะเบียนตำรับยา เป็นเลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งขณะนี้อย.กำลังเร่งหาต้นตอแหล่งผลิตและจำหน่ายเพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี มิให้การจำหน่ายยาผิดกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอีกต่อไป จึงขอให้ผู้บริโภคช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นยาต้องสงสัยที่มีการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณ ขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Oryor Smart Application เพื่ออย.จะได้เร่งตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำผิด

พร้อมกันนี้ อย.เตือนผู้ผลิตยาแผนโบราณควรมีคุณธรรม จริยธรรมอย่าลักลอบผสมยาสเตียรอยด์ในยาแผนโบราณเด็ดขาด หากอย.ตรวจพบจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวดมีโทษทั้งจำคุก-ปรับอย่างสูงสุด เช่น ขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท นอกจากนี้ การใช้รถเร่ขายยาตามต่างจังหวัดถือเป็นการขายยานอกสถานที่ ซึ่งผิดกฎหมายด้วย

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

สุขภาพดีด้วยการออกกำลังกาย thaihealth

แฟ้มภาพ

การออกกำลังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และราคาถูกที่สุดที่ทำให้สุขภาพดีและอายุยืน ดังนี้

1. ลดความเครียด เพราะความเครียดบั่นทอนความสุขและเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ หลายโรค

2. ทำให้เกิดความสุขซึมซ่านทั่วตัว ถ้าออกกำลังถึงขนาดสารสุขที่เรียกว่าเอนดอร์ฟินส์จะหลั่งมาในกระแสเลือดมาก ทำให้เกิดความสุขซึมซ่านทั่วตัว 

3. ทำให้อวัยวะต่างๆ แข็งแรง เช่น หัวใจ ปอด กระดูก ไม่เป็นโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะนั้นๆ ได้ง่าย

4. ป้องกันโรคเบาหวานและควบคุมโรคเบาหวานได้ง่าย

5. รักษาโรคภูมิแพ้

6. ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่ค่อยเป็นโรคติดเชื้อ และลดการเป็นมะเร็งลง

7. ถุงซ่อมแซมร่างกายที่เรียกว่า “Exosome” ที่เพิ่มขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ชวนคนไทยตรวจเต้านมด้วยตนเอง thaihealth
แฟ้มภาพ

จากสถิติพบว่า "มะเร็งเต้านม" เป็นโรคมะเร็งชนิดที่พบมากสุดเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยมายาวนานติดต่อกันหลายปี จึงไม่น่าแปลกใจหากผลสำรวจของสำนักงานมะเร็งแห่งชาติชี้ว่า

โรคร้ายชนิดนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของหญิงไทยที่ร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 9 คน และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

นพ.ธรรมนิตย์ อังศุสิงห์ เลขาธิการ มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กล่าวว่า แม้ในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมได้อย่างชัดเจน แต่ผู้ป่วยมักมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเชื่อว่ามียีนบางตัวกลายพันธุ์แล้วเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง โดยกลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีอายุระหว่าง 45 ถึง 50 ปี หลังจากวัยดังกล่าวจะมีอัตราเสี่ยงที่ลดลงเรื่อยๆ ตามฮอร์โมน เอสโตรเจน เนื่องจากฮอร์โมนชนิดนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกด้วย รวมถึงเรื่องของเชื้อชาติที่ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคมีการเปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่น การเก็บข้อมูลในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ผู้หญิงเอเชียมีความเสี่ยงเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วง 35 ปีเป็นต้นไป ความเสี่ยงจะลดลงเมื่ออายุ เกิน 50 ปี  แตกต่างจากผู้หญิงชาวยุโรปที่มีความเสี่ยงเมื่ออายุเข้าสู่ปีที่ 45 และลดลงเมื่ออายุมากกว่า 60 ปี

ข้อมูลที่น่าสนใจจากผลวิจัยที่ผ่านมาคือ เมื่อหญิงชาวญี่ปุ่นได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงอายุและความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะเปลี่ยนไปในลักษณะที่มี ความใกล้เคียงกับผู้หญิงชาวอเมริกามากขึ้น นอกจากนี้ ผลสำรวจของปีที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ชลบุรี เป็นจังหวัดที่พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย เหนือกว่ากรุงเทพฯ ที่ครองอันดับ 1 มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงเกิดข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาของ จ.ชลบุรี อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า สิ่งแวดล้อมและอาหารการกิน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็น ตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม

นพ.ธรรมนิตย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายที่น่ากลัวนั้น มาจากการขาดความรู้ และความเชื่อผิดๆ เช่น มักเข้าใจผิดว่า หากมีก้อนเนื้อร้ายจากมะเร็งเต้านมแล้วจะมีอาการเจ็บปวดทรมาน ทั้งที่ ในความเป็นจริง ผู้ป่วยกว่า 90% ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ที่บริเวณหน้าอก นอกจากนี้ หลายคนมักคิดว่าการมีลูกและให้นมบุตรจะทำให้ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมลดลง แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีข้อยืนยันทางการแพทย์ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง จากความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความชะล่าใจ จึงไม่ใส่ใจเข้ารับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งนี้จากข้อมูลของศิริราชพบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามักจะอยู่ในช่วงที่ 2 และ 3 หรือแม้กระทั้งระยะที่ 4 ที่เป็นระยะสุดท้าย มีจำนวนมากกว่าการเข้ารับการรักษาในระยะที่ 1 มาก

สำหรับการรักษานั้นมีด้วยกันหลายวิธี อาทิ การผ่าตัดเอาเต้านมและต่อมน้ำเหลือง ใต้รักแร้ออก หากพบว่าเซลล์มะเร็งกระจายไป ยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว อาจจำเป็นต้องให้ยาเคมี บำบัดร่วมกับการฉายแสงรักษาเฉพาะบริเวณนั้น อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้เกิด ผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรงต่อผู้ป่วย เช่น คลื่นไส้ ผมร่วง และการกดภูมิคุ้มกัน ดังนั้นการป้องกันอย่างรู้เท่าทันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงมะเร็งเต้านม และการที่ 90%  ของมะเร็งชนิดนี้มีลักษณะเป็นก้อน

"การตรวจมะเร็งด้วยตนเอง" ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นวิธีการที่ง่ายและได้ผลที่สุด โดยมีขั้นตอน ดังนี้ ปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบาย เปรียบเทียบเต้านมทั้งสองข้างว่ามีการบิดเบี้ยวของหัวนม หรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ ประสานมือทั้งสองข้างเหนือศีรษะ หรือให้โค้งตัวมาข้างหน้า โดยใช้มือทั้งสองข้างวางบนเข่าหรือเก้าอี้ ในท่านี้เต้านมจะห้อยลงไปตรง ๆ หากมีสิ่งผิดปกติก็จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น แล้วกลับมาอยู่ในท่าเท้าสะเอวพร้อมสำรวจหาสิ่งผิดปกติ จากนั้นโค้งฝ่ามือเพื่อปรับให้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางอยู่ในสภาพแบนราบใช้บริเวณกึ่งกลางของนิ้ว ซึ่งมีจุดสัมผัสที่ดีและกว้างกว่าส่วนปลายนิ้ว โดยเคลื่อนนิ้ววนเป็นวงกลมเท่าเหรียญบาทในบริเวณที่จะต้องคลำอย่างทั่วถึง กด 3 ระดับ เริ่มจากกดเบาๆ เพื่อให้รู้สึกถึงบริเวณใต้ผิวหนัง กดปานกลาง เพื่อให้รู้สึกถึงกึ่งกลางของเต้านม และกดหนักขึ้น เพื่อให้รู้สึกถึงส่วนลึกใกล้ผนังปอด สังเกต ผิวเต้านมด้วยว่า มีปุ่ม ไต เกิดขึ้นหรือไม่ ทำเช่นนี้ เป็นประจำเพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงว่าภายในเต้านมมีสิ่งผิดปกติที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือไม่ หากมีความผิดปกติควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทันทีแม้จะไม่ใช่มะเร็งเต้านมก็ตาม

"ความตระหนักถึงอันตรายของโรคอย่างรู้เท่าทัน โดยการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ คือแนวทางที่ดีที่สุดในการป้องกันและรักษาโรคร้ายนี้ เพราะไม่ว่าแพทย์มีความเชี่ยวชาญเพียงใด ก็ไม่มีทางรู้จักร่างกายคุณ ดีไปกว่าตัวคุณเอง"  นพ.ธรรมนิตย์ กล่าวทิ้งท้าย

วัยรุ่นเลือกได้
 

          ใกล้วาเลนไทน์เข้าไปทุกที  กับคำว่า "วันเสียตัวแห่งชาติ"

          นิด้าโพล ปี 2556 เผยวัยรุ่นไทย 52.64% ให้ความสำคัญวันวาเลนไทน์  และ 27.36% ยอมมีเพศสัมพันธ์กับแฟน  

          ผ่านมาสี่ปี ไม่รู้ว่าตัวเลขนี้จะขยับมากขึ้นอีกเท่าไร…และคนที่หนักใจมากที่สุดน่าจะเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ แต่รู้ไหมว่าคุณสามารถบอกให้ลูกหลานคุณทราบว่า พวกเขาเลือกได้ ! และสำหรับวัยรุ่นไทย ถึงคราวแล้วละที่จะลบสถิติที่ว่าวัยรุ่น 65% ไม่รู้จักวิธีคุมกำเนิด…

          เราอยากให้คุณดูคลิปนี้…เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ขณะอยู่กันลำพัง เด็กหนุ่มเลยเล่นปูไต่บอกอ้อม ๆ กับเด็กสาวว่า "วันนี้พ่อแม่เราไปค้างต่างจังหวัด" ช่วงขณะที่อารมณ์กับเหตุผลกำลังต่อรองกัน เด็กสาวเขินอาย หายใจแรงขึ้น…แรงขึ้น และก่อนที่อารมณ์จะมาก่อน เหตุผลที่ว่ามีโอกาสสูงมาก ที่เธอจะเป็นแม่วัยใสก็ฟาดหน้าเข้าอย่างจัง…

          เพราะวัย 10-18 ปี ทั้งชายและหญิงคือช่วงวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน ผู้ชายเริ่มมีน้ำอสุจิ และ 2 สิ่งนี้คือสัญญาณความพร้อมของการเป็น "พ่อและแม่" แต่มีทางเลือกต่อไปนี้ที่วัยรุ่นเลือกได้

          1. ไม่มีเซ็กส์  2. ใช้ถุงยางอนามัย  3. ทานยาคุมกำเนิด

          หากคุณเป็นพ่อแม่ นี่คือคลิปที่คุณอยากดู และหากคุณเป็นวัยรุ่น…เชื่อเถอะว่า ดูแล้ว คุณจะเชื่อว่าตัวเองเลือกได้จริง ๆ

               นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นเทศกาลวันแห่งความรัก ที่มีการมอบความรักและสิ่งดีๆ ให้แก่กัน นอกจากนี้ วัยรุ่นส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษและอาจตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ได้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบว่า แนวโน้มอัตราป่วยที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณที่บอกถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้ โดยในช่วงปี 2553-2559 พบว่า อัตราการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจาก 20.43 เป็น 25.74 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน  ซึ่งมี 5 โรคหลัก ได้แก่ โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคแผลริมอ่อน และโรคกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลืองซึ่งกลุ่มที่พบโรคหนองในและโรคซิฟิลิสมากที่สุด คือช่วงอายุ 15-24 ปี รองลงมาเป็นอายุ 25-34 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยเรียน วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี  ดังนั้น วิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ อย่างถูกวิธีสำหรับกลุ่มวัยรุ่นในการปฎิบัติตัวให้ความรักช่วงวันวาเลนไทน์ เป็นรักที่ปลอดภัย 4 ข้อ คือ

                  1.หลีกเลี่ยงไม่อยู่สองต่อสอง  

                 2.ปฏิเสธเมื่อไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์

                 3. พกถุงยางอนามัยติดตัวไว้เสมอ และใช้อย่างถูกวิธี

                 4. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบตนเองและคู่ ให้ปลอดภัยไปพร้อมกัน
 

เรื่องโดย  :   เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ team content www.thaihealth.or.th

8 เหตุผล ที่ต้องคิดก่อนแต่งงาน thaihealth

แฟ้มภาพ

14 กุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก ที่มักมีคู่รักหลายๆ คู่ ได้ถือฤกษ์แต่งงาน หรือจดทะเบียนสมรสกัน การแต่งงานมีหลากหลายปัจจัยที่ไม่ใช่มีเพียงแค่ความรักอย่างเดียว เห็นได้จากปัจจุบันหลายคู่ที่แต่งงานกันเพียงไม่นาน ได้เกิดปัญหาครอบครัวต่างๆ ไปจนถึงการหย่าร้าง 

เพราะการแต่งงานเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ถัดจากนี้ไปนอกเหนือจากความรักแล้ว คนทั้งคู่ต้องใช้เหตุผลและความเข้าใจร่วมกับความรัก เนื่องในวันแห่งความรักนี้ ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงขอแนะนำ '8 เหตุผลที่ต้องคิด ก่อนแต่งงาน' ที่จะเป็นสิ่งเตือนใจให้ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ได้คิดไตร่ตรองและทบทวนความรู้สึก ดังนี้

1.อย่าแต่งงานเพราะ กลัวไม่ได้แต่ง คู่ครองที่เราเลือกโดยไม่ได้พิจาณาอย่างดีอาจนำม่สู่ความทุกข์ใจไปตลอด และส่งผลร้ายต่อชีวิตคู่ และอย่าให้คนรอบข้างมามีอิทธิพลกับการตัดสินใจของเรา

2.อย่าแต่งงานเพราะ อยากปลดปล่อยตัวเอง บางคนอยากแต่งงานเพราะอยากออกจากครอบครัว หรือสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เพื่อออกไปใช้ชีวิตในแบบตนเอง แต่เราไม่อาจรู้ได้ว่าการไปใช้ชีวิตในที่ๆ เราไม่ได้รู้จักดีพอ ต้องเผชิญหรือต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะเจอปัญหามากกว่าที่เรากำลังเจอก็ได้

3.อย่าแต่งงานเพราะ กำลังอกหัก การแต่นงงานช่วงกำลังเจอมรสุมความรัก ทำให้เรามองไม่เห็นทางออก หรือทำให้เราแต่งงานเพียงเพื่อประชดประชัดคนรักเก่าเท่านั้น ดังนั้นควรพิจารณาให้ดีว่าเราแต่งงานเพราะความรัก หรือประชดประชันกันแน่

4.อย่าแต่งงานเพราะ สงสาร การแต่งงานควรเกิดขึ้นเพราะความรัก ไม่ใช่การสงสารเพราะไม่ยั่งยืนและแน่นอนเหมือนความรัก 

5.อย่าแต่งงานเพราะ หลงไหล ความร่ำรวย ทรัพย์สินที่มากมาย เป็นเพียงแค่เปลือกนอก ควรศึกษาตัวตนของกันและกันอย่างถ่องแท้ก่อน เพราะการแต่งงานคือชีวิตบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

6.อย่าแต่งงานเพราะ อยากหนีตนเอง การแต่งงานเพื่อที่จะกลับเกลื่อน หรือหลีกหนีพฤติกรรมที่ไม่ดีของตนนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะถ้าหากนิสัยเดิมกลับมาอีก ก็ไม่เป็นผลดีต่อชีวิตคู่อย่างแน่นอน

7.อย่าแต่งงานเพราะ คิดว่าเปลี่ยนนิสัยคู่รักตนได้ นิสัยดั้งเดิมพื้นฐานของคนๆ นั้น เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ยาก การเอาชีวิตแต่งงานมาเดิมพันเพราะต้องการให้คนรักเปลี่ยนนิสัยถาวร เป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง ควรจะยอมรับและเข้าใจนิสัยนั้นๆ มากกว่า เพราะหากเข้ากันไม่ได้ หรือยอมรับกันไม่ได้ก็ควรเลิกรากันไปตามแต่สมควร 

8.อย่าแต่งงานเพราะ ความเหงา หากเราจัดการความเหงาไม่ถูกวิธี ชีวิตก็จะเดินไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ดังนั้นการแต่งงานเพราะความเหงา อาจไม่ได้เกิดจากความรัก ความเข้าใจ ที่เป็นเหตุผลของการแต่งงาน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วหากคุณคิดว่าพร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่แล้ว เพื่อทำให้การครองคู่ยั่งยืน ยามมีปัญหากระทบกระทั่ง อย่าลืมนึกถึง 'เคล็ดลับ 10 ย.' แนวคิดจาก สสส. เพื่อการครองรักราบรื่น ได้แก่ ยกย่อง หยวน ยืดหยุ่น แยกแยะ ยืนหยัด ยับยั้ง ยิ้มแย้ม เยือกเย็น หยิบยื่น ยั่งยืน เพียงเท่านี้ชีวิตคู่ก็จะเต็มไปด้วยความรักและความสุข ไปสู่การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ได้

ที่มา : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

หลังเกิดเหตุความรุนแรงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ประชาชนจะมีอาการต่างๆ เช่น โกรธ หงุดหงิด วิตกกังวล เศร้า ร้องไห้ อาจมีอารมณ์รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หรือเฉื่อยชาลงมากกว่าเดิม ครุ่นคิด คิดซ้ำๆ ถึงภาพและเหตุการณ์ความรุนแรงที่ได้พบ สับสน ไม่มีสมาธิ เงียบขึ้น หรือแยกตัว นอนไม่หลับ ฝันร้าย ฯลฯ อาการเหล่านี้ ถือเป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ไม่ปกติ

8 อาการควรพบจิตแพทย์ thaihealth

แฟ้มภาพ

"อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป บางคนอาจมีอาการเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน แต่ไม่ควรเกิน 1 เดือน ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าผู้ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ป่วยทางจิตและไม่ใช่ผู้อ่อนแอ แต่อาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการแสดงออกทางจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเท่านั้น หากได้รับการช่วยเหลือและดูแลทางด้านจิตใจอย่างเหมาะสม ส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัว และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ มีเพียงประมาณร้อยละ 5-10 ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลและบำบัดรักษาจากจิตแพทย์ หรือทีมสุขภาพจิต" อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิตแนะให้สังเกต 8 สัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่า บุคคลต้องได้รับการช่วยเหลือจากจิตแพทย์ หรือบุคลากรสุขภาพจิต ดังนี้

1.มีความสับสนรุนแรงรู้สึกราวกับว่าโลกนี้ไม่มีอยู่จริง เหมือนกำลังฝันไป ล่องลอย

2.รู้สึกถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ซ้ำๆ บ่อยๆ หยุดไม่ได้ จำแต่ภาพโหดร้ายได้ติดตา ฝันร้าย ย้ำคิดแต่เรื่องเดิมๆ

3.หลีกหนีสังคมกลัวที่กว้าง ไม่กล้าเข้าสังคม

4.ตื่นกลัวเกินเหตุฝันร้ายน่ากลัว ควบคุมตนเองให้มีสมาธิไม่ได้ กลัวว่าจะตาย

5.วิตกกังวลมากเกินไปจนทำอะไรไม่ได้ หวาดกลัวรุนแรง มีความคิดฝังใจ ประสาทมึนชา

6.ซึมเศร้าอย่างรุนแรงรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ท้อแท้ ตำหนิตัวเอง หมดความสนใจในสิ่งที่ชอบ อยากตาย

7.ติดสุราและสารเสพติด

8.มีอาการทางจิตหลงผิด ประสาทหลอน ฯลฯ

สำหรับการดูแลจิตใจตนเองและคนรอบข้าง เมื่อประสบเหตุรุนแรง ทำได้โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ใช้สุรา หรือยาเสพติด พยายามหากิจกรรมทำให้เกิดความเพลิดเพลิน พยายามใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นปกติ ปรึกษา พูดคุยเรื่องไม่สบายใจ หรือขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด หรือจากคนที่ไว้ใจ และเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนหรือสังคม เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมทางศาสนา ฯลฯ ตลอดจนขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : เว็บไซต์แนวหน้าออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

เมื่อหมอบอกว่า?ลูกน้อยตัวเหลือง? thaihealth

แฟ้มภาพ

บทความโดย คอลัมน์พบหมอ มศว แพทย์หญิงกรรณิการ์ วงศ์ภาวิทย์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ภาวะตัวเหลืองมีอันตรายอย่างไร

กรณีที่ระดับบิลิรูบินสูงมาก สารบิลิรูบินจะผ่านไปที่สมองและจับกับเนื้อเยื่อในสมอง ทำให้เกิดการชักและการทำลายเนื้อสมองอย่างถาวร เรียกภาวะนี้ว่า Kernicterus มีโอกาสที่จะเกิดปัญญาอ่อน พัฒนาการช้า การได้ยินผิดปกติ

สืบค้นหาสาเหตุอย่างไร

แพทย์จะตรวจหมู่เลือดของแม่และลูก ตรวจหาว่ามีภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี มีการแตกของเม็ดเลือดแดง การติดติดเชื้ออื่นๆหลังคลอด การติดเชื้อเชื้อไวรัสบางชนิดตั้งแต่ก่อนคลอดหรือหลังคลอด หรือตรวจการทำงานของตับเพื่อเป็นแนวทางว่า มีการอุดตันของท่อทางเดินน้ำดีหรือไม่ หรืออาการตัวเหลืองเกี่ยวข้องกับนมแม่

รักษาภาวะตัวเหลืองอย่างไร

รักษาตามสาเหตุเป็นหลัก ร่วมกับการลดระดับบิลิรูบินลงด้วยการส่องไฟรักษา จากหลอดฟลูออเรสเซนต์แสงสีฟ้าส่องไปที่ทารก จำนวนหลอดไฟและระยะห่างจากตัวทารกเป็นไปตามมาตรฐานการรักษา ถอดเสื้อผ้าและปิดตาทารกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ตา แสงสีฟ้าจะถูกดูดซึมโดยบิลิรูบิน เปลี่ยนบิลิรูบินให้เป็นชนิดที่ละลายน้ำได้ และถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางน้ำดีออกทางอุจจาระ และผ่านทางไตออกทางปัสสาวะ การส่องไฟรักษาอาจมีผื่นขึ้นตามตัวได้บ้าง มีอุจจาระเหลว มีอุณหภูมิกายสูงขึ้นดังนั้นต้องให้นมหรือน้ำให้เพียงพอกับทารก หรือรักษาด้วยการเปลี่ยนถ่ายเลือดในกรณีที่ระดับบิลิรูบินสูงมาก

ส่วนภาวะเหลืองจากนมแม่นั้น อาจทำการรักษาโดยการงดนมแม่และให้นมผสมแทนชั่วคราวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ประมาณ 24 ชั่วโมง อาจรักษาร่วมกับการส่องไฟด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งก็พอเพียงที่จะทำให้ระดับบิลิรูบินลดลง หลังจากนั้นสามารถให้นมแม่ต่อไปได้ โดยระดับบิลิรูบินมักไม่สูงขึ้นเท่าเดิม

ป้องกันภาวะตัวเหลืองอย่างไร

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ควรรีบไปฝากครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสแรก เพื่อตรวจเลือดหาความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ตรวจหาภาวะติดเชื้อในแม่เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ โรคซิฟิลิส ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี/โรคเอดส์ ทำให้ทราบว่าอาจมีการติดเชื้อในทารกตั้งแต่ในครรภ์ โรคบางอย่างสามารถให้การรักษาได้ เมื่อทารกเกิดควรให้ทารกดูดนมแม่อย่างเร็วที่สุด ดูดนมแม่10-12 ครั้ง/วัน จะทำให้ลำไส้ของทารกเคลื่อนตัวได้ดี ช่วยขับสารบิลิรูบินออกทางลำไส้

ดูแลทารกอย่างไร

-ตรวจติดตามตามแพทย์นัด

-เมื่อกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยกันเลี้ยงดูทารก และส่งเสริมให้นมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน การให้ลูกดูดนมอย่างถูกวิธีและดูดบ่อยๆทำให้นมแม่มีปริมาณเพียงพอ

- ดูอย่างไรว่านมแม่เพียงพอ จะพบว่าลูกดูมีความสุข ไม่ซึม กินได้ดี ดูดนมแรง กินอิ่มนอนหลับ เล่นได้ ร้องเสียงดัง อุจจาระปัสสาวะปกติ ลูกกินนมแม่อาจถ่ายอุจจาระวันละหลายครั้ง น้ำหนักขึ้นดี

- ลูกซึม ไม่ดูดนม ไม่ค่อยร้อง มีไข้ หรือตัวเย็นกว่าปกติ เหลืองมากขึ้น ท้องอืด อาเจียน ท้องเสียเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกหรือเลือดปนแม้แต่ครั้งเดียว ตาลอย กระตุกหรือชักเกร็ง หอบ เขียว อาการหนึ่งอาการใดหรือหลายอาการร่วมกันต้องรีบไปพบแพทย์

- คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านรายละเอียดในสมุดประจำตัวทารก เพื่อใช้ในการติดตามน้ำหนัก การเจริญเติบโต พัฒนาการในด้านต่างๆ การให้อาหาร รวมถึงการให้วัคซีน

เอกสารอ้างอิง

1. AAP Subcommittee on Management of hyperbilirubinemia in the newborn infant 35 or more weeks of gestation. Pediatrics. 2004 Jul;114(1):297-316.

2. Wolff M, Schinasi DA, Lavelle J, Boorstein N, Zorc JJ.  Management of neonates with hyperbilirubinemia: improving timeliness of  care using a clinical pathway. Pediatrics. 2012;130(6). Available at: www.pediatrics.org/cgi/content/full/130/6/e1688.

ข้อมูลโดย หนังสือ โรคภัยเล็ก ๆ ที่แฝงร้าย : วัยทำงาน

โดยสำนักศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (ศรร.)

เรียบเรียงโดย แพรวพรรณ สุริวงศ์ Team Content www.thaihealth.or.th

4 โรคพบบ่อย จากพฤติกรรมคนวัยทำงาน thaihealth

แฟ้มภาพ

ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการเริ่มต้นศักราชใหม่ ที่หลายคนยังคงอิ่มเอมกับบรรยากาศการฉลองปีใหม่กับครอบครัว และอย่างที่ทราบกันดีกว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา หนุ่มสาวมนุษย์เงินเดือนก็ต้องกลับมาทำหน้าที่ของตนเองเช่นเคย แต่ทราบหรือไม่ว่าพฤติกรรมที่ทำจนเคยชินก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนวัยทำงานแบบไม่รู้ตัว

พฤติกรรมเคยชินที่ส่งผลต่อสุขภาพวัยทำงาน

ภาวะซึมเศร้า เบื่อ เก็บตัว รู้สึกไร้ค่า

อารมณ์เบื่อ เซ็ง เหงา เศร้าเป็นกันได้ทั่วไปก็จริง แต่หากถึงขั้นกระทบต่อการดำเนินชีวิต และมีความรู้สึกไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ นั่นอาจเป็นภาวะซึมเศร้าที่ถือว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งก็ว่าได้ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและก่อให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นภาวะที่พบมากในวัยทำงาน นอกจากนั้นการเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ มีโรคประจำตัว หรือการกินยาบางชนิดก็อาจก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้

คุณเข้าข่ายภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า

-มีอารมณ์เศร้าอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

-ความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมต่างๆ ลดลง

-เบื่ออาหารจนน้ำหนักลดลง หรืบางรายอาจมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น

-นอนไม่หลับ หรือหลับมากแทบทุกวัน นอนดึกตื่นเช้า ไม่สดชื่น

-ทำอะไรช้า พูดช้า เคลื่อนไหวช้า  หงุดหงิด กระสับกระส่าย

-อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง

-รู้สึกตนเองไร้ค่าหรือรู้สึกผิดมากเกินควร

-ขาดสมาธิ

-คิดอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ คิดเรื่องการตายอยู่เรื่อยๆ

-ถ้ามีอาการข้างต้นอย่างน้อย 5 อาการ นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และมีอารมณ์เศร้าหรือเบื่อหน่าย ควรพบแพทย์หรือรับคำปรึกษา

ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

วินเวียนศีรษะ มึนงงบ่อยๆ เป็นลักษณะอาการอย่างหนึ่งของภาวะความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะเป็นสาเหตุของโรคร้ายอีกหลายโรค เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

ต้นตอของความดันและไขมันคือพฤติกรรมการกิน

ความดันโลหิตสูง เกิดจาก กินโซเดียมหรือรสเค็มจัด, อาหารสำเร็จรูปหรือแปรรูป, น้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, เบเกอรี่และขนมหวาน สามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงอาหารข้างต้นที่กล่าวมา ไม่สูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ควรเช็คระดับความดันก่อนอกกำลังกายไม่ควรมากกว่า 200/115 mmHg)

ไขมันในเลือดสูง เกิดจาก การกินเนื้อส่วนไขมันและเครื่องในสัตว์, อาหารทะเล, อาหารทอดน้ำมัน และขนมหวาน สามารถป้องกันได้โดยกินอาหารที่มีกากใยสูง พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อย่างน้อย 30 นาที

ประสาทหูเสื่อม

การสัมผัสเสียงดังเปรียบเสมือนอันตรายใกล้ตัวที่คนส่วนใหญ่มองข้าม และไม่รู้ถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่ตามมา เช่น การเปิดลำโพงทีวีเสียงดัง หรือใส่หูฟังฟังเพลงเสียงดังตลอดทั้งวัน เป็นต้น

ระดับเสียงดังมากๆ ยังเป็นสาเหตุของโรคที่คาดไม่ถึง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเครียด นอนไม่หลับ และโรคกระเพาะเป็นต้น

จอประสาทตาเสื่อม

สายตาสั้นกับจอประสาทตาเสื่อมมีความใกล้เคียงกันมาก ซึ่งอาการของจอประสาทตาเสื่อมคือ จะรู้สึกว่าดวงตามองไม่ชัดเหมือนเดิมและจะเริ่มเป็นไปอย่างช้าๆ มีอาการตามัว มีความลำบากในการใช้สายตาอ่านหนังสือหรือทำงานที่มีความละเอียดและต้องใช้แสงมากๆ

สำหรับผู้ที่ต้องทำงานอยู่กับจอคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลาสามารถป้องกันได้โดย

1.สวมแว่นถนอมสายตา 2.ปรับแสงสว่างหน้าจอให้พอดี 3. ใช้ขนาดตัวอักษรให้ใหญ่เพียงพอและปรับความเข้มของตัวอักษรให้เหมาะสม 4.วางจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไปกว่าระดับสายตา

การมีสุขภาพที่ดีไม่ว่าจะเป็นด้านกาย ใจ สังคม ปัญญา เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีในทุกด้าน แต่สิ่งที่สำคัญคือ เริ่มจากตัวเราเองที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพื่อการมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายและใจ

เรื่องโดย : พัชรี บอนคำ  Team content  www.thaihealth.or.th

ที่มา : ขอบคุณของมูลจาก ดร.ภญ ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ นพ.ดร นพพร อภิวัฒนากุล ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

5 เรื่องควรรู้ ปกป้องลูกน้อยจากไวรัส RSV thaihealth

แฟ้มภาพ

ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่บ้านเราอากาศแปรปรวนเหลือเกิน ทั้งร้อน ทั้งหนาว ทั้งฝน สลับกันไปจนสับสน ส่งผลทำให้หลายคนไม่สบายไปตามๆ กัน ผู้ใหญ่อย่างเราก็ดีหน่อย แต่สำหรับเด็กทารกหรือเด็กเล็กแล้ว มีไม่น้อยเลยมีอาการป่วยไม่สบาย

และในช่วงที่มีฝนตกแบบนี้ ถือเป็นโอกาสทองของเชื้อไวรัสต่างๆ ในการแพร่ระบาด หนึ่งในนั้น คือ เชื้อไวรัส RSV  เป็นหนึ่งโรคติดต่อเชื้อไวรัสที่สำคัญต่อเด็กทารกและเด็กเล็กอย่างมาก ถือเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่ถูกพบจากลิงชิมแปนซีที่เป็นหวัด และพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี แต่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน หรือปลายฝนต้นหนาว

ในวันนี้เราจะนำ 5 เรื่องที่ควรรู้ของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้ศึกษา เพื่อที่จะรู้ทันและป้องกันก่อนที่จะเกิดกับลูกน้อยของคุณ

1.โรคระบาด อาร์เอสวี (RSV) คืออะไร

RSV มีชื่อเต็มว่า Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจโดยเฉพาะ ส่วนมากจะไม่ค่อยแสดงอาการกับผู้ใหญ่ แต่จะแสดงอาการรุนแรงในทารกหรือเด็กเล็ก เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีปัญหาโรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรง และเป็นไวรัสที่สามารถทำให้เกิดอาการปอดอักเสบได้

2.เชื้อไวรัส RSV สามารถติดต่อได้อย่างไร

การติดต่อของเชื้อไวรัส RSV                มีลักษณะการติดต่อคล้ายไข้หวัด โดยสามารถติดต่อได้จากการไป จาม น้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ติดเชื้อ นอกจา