• darkblurbg
    ยินดีต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ ด้วยความยินดียิ่ง
    ยินดีต้อนรับ คณะศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลฝาง จ.เชียงใหม่ ด้วยความยินดียิ่ง
  • darkblurbg
    ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปราสาท ทำพิธีเปิดงาน Big Cleaning Day ทาสีตึกสูญญตา
    ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปราสาท ทำพิธีเปิดงาน Big Cleaning Day ทาสีตึกสูญญตา
  • darkblurbg
    โรงพยาบาลปราสาท ขอขอบคุณท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่บริจาคเครื่องมือแพทย์
    โรงพยาบาลปราสาท ขอขอบคุณท่านผู้มีอุปการะคุณ ที่บริจาคเครื่องมือแพทย์
  • darkblurbg
    "เมืองสุรินทร์ร่วมใจ ทำความสะอาดครั้งใหญ่ Big Cleaning Day "
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 เวลา 10.00 น.
  • darkblurbg
    โครงการอบรมสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย และเครื่องมือทางการแพทย์ (ENV)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 เวลา 09.00 น. นายประมวล ไทยงามศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปราสาท

ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 1236 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 1785 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 1007 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 1161 อ่าน.

ที่มา : ไทยโพสต์

ใช้\'ไหมขัดฟัน\'ลดสะสม\'หินปูน\'สร้างสุขภาพแข็งแรงคนวัยเกษียณ thaihealth

แฟ้มภาพ

เชื่อว่าผู้สูงอายุหลายคนไม่ปรารถนาที่จะใส่ฟันปลอม ดังนั้นการดูแลสุขภาพฟันตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการถอนฟันแท้ ซึ่งนั่นอาจส่งผลต่อระบบการเคี้ยวและการย่อยอาหาร ทำให้คุณตาคุณยายท้องอืดท้องเฟ้อ หรือหากผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องใส่ฟันปลอม ก็ควรทำความสะอาดให้เหมือนกับฟันแท้ ในงาน "ศิริราช 130 ปี 130 โครงการทำงานเพื่อแผ่นดิน" วนิดา เหมะเทวัญ ผู้ปฏิบัติงานทันตกรรม แผนกทันตกรรม รพ.ศิริราช ให้ข้อมูลเกี่ยวการดูแลสุขภาพช่องปากที่เหมาะกับผู้สูงวัย

คุณวนิดา ผู้ปฏิบัติงานทันตกรรม ให้ข้อมูลว่า "ฟันมีทั้งหมด 2 ชุดด้วยกันคือ ฟันน้ำนมที่มีทั้งหมด 20 ซี่ และฟันแท้จำนวน 32 ซี่ ฟันน้ำนมจะอยู่กับเราตั้งแต่เด็กไปจนถึงก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ส่วนฟันแท้อยู่ตลอดชีวิต ดังนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับเด็กผู้ใหญ่และผู้สูงอายุคือ การดูแลฟันไม่ให้ผุหรือมีหินปูน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุใส่ฟันปลอม ดังนั้น ควรพาผู้สูงอายุ ไปเช็กสุขภาพฟันทุกๆ 3-6 เดือนครั้ง เพื่อทำการขูดหินปูนซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นปาก ทำให้ฟันผุ เนื่องจากเวลามีคาบหินปูนเกาะที่ช่องปาก ผู้สูงอายุจะมองไม่เห็นเศษอาหาร ประกอบกับเมื่อฟันผุมากๆ ก็ทำให้ต้องถอนออกไปและต้องใส่ฟันปลอมในที่สุด และจะนำมาซึ่งผลข้างเคียงอยู่บ้าง เช่น การเคี้ยวข้าวไม่ละเอียด เนื่องจากไม่ใช่ฟันแท้ และบางครั้งอาจทำให้พูดไม่ชัด หรือการที่ฟันปลอมหลุดขณะที่พูดคุย ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่มั่นใจและเสียบุคลิกได้

หากผู้สูงวัยที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากทำให้ต้องใส่ฟันปลอม จะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 1.แบบฐานพลาสติก (มีเหงือกสีชมพู) 2.ฟันปลอมฐานโลหะ ซึ่งจะมีอายุการใช้งานคงทนและราคาสูงกว่า โดยทันตแพทย์จะแนะนำและเลือกให้เหมาะกับสุขอนามัยของผู้สูงวัย หากมีปัญหาใส่ฟันปลอมและมักหลุดเวลาที่กินอาหาร ก็จะแนะนำให้ใช้ผงยึดฟันปลอม ในส่วนของคนไข้ที่มีฐานะดีหรือมีกำลังจ่าย จะแนะนำให้ "ฝังรากฟันเทียม" ซึ่งมีข้อดีคือ ฟันปลอมติดแน่น แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรักษาได้ด้วยวิธีดังกล่าว เช่น หากคุณตาคุณยายกำลังกินยาสลายลิ่มเลือด อาจทำให้เลือดออกเยอะ รวมถึงมีปัญหาเรื่องกระดูกไม่แข็งแรง ก็ไม่สามารถรักษาสุขภาพช่องปากด้วยนวัตกรรมดังกล่าว

สำหรับการดูแลฟันปลอม หลังกินข้าวควรถอดล้าง โดยใช้น้ำสะอาดทั่วไป พร้อมกับใช้แปรงสีฟันทำความสะอาดเหมือนเราแปรงฟันปกติ ที่สำคัญให้ผู้สูงอายุหรือผู้ดูแลคอยหมั่นเช็กว่ามีคาบหินปูนหรือไม่ ถ้าหากมีต้องนำไปให้ทันตแพทย์ขูดหินปูนเช่นเดียวกัน

สำหรับโรคที่มาพร้อมกับสุขภาพช่องปาก ได้แก่ "อาการฟันโยก" และทำให้ต้องถอนฟันและใส่ฟันปลอม หรือที่รู้จักดีอย่าง "โรครำมะนาด" หรือ (ปริทนต์) โดยเกิดจากการที่มีปัญหาฟันโยก ตามมาด้วยเลือดออกเวลาแปรงฟันและมีกลิ่นปาก ซึ่งโรคดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นหากช่องปากของผู้อายุปราศจาก "หินปูน" ที่สำคัญควรเริ่มดูแลสุขภาพช่องปากตั้งแต่เด็กเล็กที่ฟันเริ่มขึ้น และผู้ปกครองต้องพาลูกหลานมาปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาฟันน้ำนมให้ดี อีกทั้งเฝ้าระวังปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเสียฟันของบุตรหลานที่เกิดจากการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือลูกอมทอฟฟี่

โดยการหมั่นบ้วนน้ำทุกครั้ง พ่อแม่ต้องปลูกฝังให้เด็กๆ ดื่มนมจืดแทน เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มแคลเซียม ทำให้ฟันแข็งแรงแล้ว ยังป้องกันน้ำตาลที่เป็นสาเหตุของฟันผุจากการดื่มนมชนิดดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ เวลาลูกหลานกลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นเช็ก โดยช่วยน้องๆ แปรงฟันให้สะอาด เนื่องจากเวลาที่เด็กๆ อยู่โรงเรียนมักจะดูสุขภาพช่องปากไม่ดี นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องใช้ "ไหมขัดฟัน" ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะถ้าหากวัยเด็ก วัยรุ่น ไปจนถึงวัยกลางคน หมั่นตรวจเช็กสุขภาพช่องปาก และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ ก็จะลดการเกิด "หินปูน" ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียฟันและนำมาซึ่งการใส่ฟันปลอมได้ พูดให้ถูกคือผู้สูงอายุก็จำเป็นต้องใช้ไหมขัดฟัน โดยสามารถใช้ทั้งก่อนและหลังแปรงฟันก็ได้ แล้วแต่เทคนิคและความชอบของแต่ละคน".

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

วิธีเลือกร้านอาหารขณะเดินทาง thaihealth

แฟ้มภาพ

ในกรณีที่เดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างถิ่น การเลือกร้านอาหารนั้นโดยทั่วไปคนจำนวนมากมักยึดถือเรื่อง “ความอร่อย” หรือรสชาติเป็นเกณฑ์ ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น ราคา ความสะอาด ก็เป็นปัจจัยที่พิจารณาประกอบรองๆลงมา ซึ่งบางครั้งก็อาจต้องประสบปัญหาท้องเสีย หรือเดือดร้อนจากอาหารเป็นพิษ ทำให้การเดินทางไม่ราบรื่นและอาจเสียงานเสียการตามที่ตั้งใจไว้ จึงมีข้อคิดบางประการในการเลือกร้านอาหารต่างถิ่นมาเสนอให้ทราบกัน

วิธีเลือกร้านอาหารขณะเดินทาง

1. ให้ดูสภาพความสะอาดของสถานที่ บริเวณที่ปรุงอาหาร การจัดเก็บอาหาร สภาพภาชนะถ้วยชาม การแต่งเนื้อแต่งตัวของผู้ปรุงอาหารเป็นสำคัญ ถึงแม้ว่าอาหารร้านนั้นอาจจะมีรสชาติธรรมดาๆ แต่ก็ยังดีกว่ากินของอร่อยที่เป็นพิษเป็นภัยกับเราเข้าไป เคยมีคนกล่าวว่า “เวลาไปกินอาหารตามร้าน อย่าเข้าไปดูบริเวณที่ปรุงอาหาร หรือที่ล้างถ้วยล้างชาม เพราะจะกินไม่ลง” ทั้งที่จริงแล้วข้อนี้บางทีก็จำเป็นต้องสังเกตให้ดี เพราะแม้อาหารที่ปรุงจะสะอาด แต่ถ้วยชามสกปรกก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

2. ป้ายรับรองคุณภาพต่างๆ เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ อาจพอเป็นการรับรองได้คร่าวๆ ถึงความอร่อยของอาหารร้านนั้น แต่บางครั้งก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะบางแหล่ง เช่น แถวหนองมน จังหวัดชลบุรี จะพบว่า แทบทุกร้านมีป้ายรับประกันคุณภาพเหมือนกันหมด ฉะนั้นถ้าจะดูให้ครบถ้วนสมบูรณ์จริงๆ ควรเป็นร้านที่ได้รับการรับรองว่าเป็นร้านอาหารถูกสุขลักษณะของกรมอนามัยดูจะปลอดภัยที่สุด

3. เลือกสั่งอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงค้างคืน หรืออาหารที่ไม่มีภาชนะปกปิด มีฝุ่นหรือแมลงวันตอม และควรหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท เช่น

- อาหารพวกยำ พล่าทั้งหลาย เพราะมีโอกาสปนเปื้อนสูง

- อาหารทะเลที่อาจปรุงไม่สุก เช่น หอยแครงลวก ยำหอยนางรม อาหารสุกๆดิบๆทุกอย่าง

- อาหารที่รสจัดมากๆ เช่น ลาบ เสือร้องไห้ ซึ่งมีรสเผ็ดมาก อาจทำให้บางท่านที่กระเพาะไม่ค่อยดีหรือมีโรคกระเพาะประจำตัวเดือดร้อนได้

4. น้ำแข็งเปล่าก็ควรระวัง เพราะบางครั้งอาจผลิตจากน้ำประปาซึ่งไม่ได้ผ่านการกรองเชื้อโรคบางชนิดที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ท้องร่วง ถ้าเป็นไปได้ควรบริโภคน้ำบรรจุขวดสำเร็จ และควรเลือกดูชนิดที่ข้างขวดมีเครื่องหมาย อย. รับรองคุณภาพ

5. อาหารบางประเภทที่เติมผงชูรสมากเกินไป เช่น ต้มยำ ทอดมัน ผู้เขียนเคยมีอาการอึดอัดแน่นหน้าอก ชาร้าวไปทั่วบริเวณหัวไหล่และต้นคอเพราะกินทอดมันที่เติมผงชูรสมากเกินไป ดังนั้น ใครที่แพ้ผงชูรสจึงควรบอกทางร้านให้งดเติมผงชูรสลงในอาหาร

6. คนขับรถไม่ควรกินอาหารให้อิ่มจนเกินไป เพราะอาจง่วงนอน ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

7. บางครั้งยอมกินอาหารที่มีราคาแพงสักนิดแต่สะอาดปลอดภัยจะดีกว่าที่ต้องเสี่ยงกับอาการท้องเสียหรือเจ็บป่วยในขณะเดินทาง โดยเฉพาะถ้าท่านมีเด็กเดินทางไปด้วยยิ่งจำเป็น บางพื้นที่มีปัญหาเรื่องอหิวาตกโรค หรืออุจจาระร่วงอย่างแรง เกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น จังหวัด 3 ส. (สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม) หรือจังหวัดที่อยู่ริมทะเลยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง ถ้ากินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะเข้าไป

8. บางครั้งเราอาจมีปัญหาเรื่องมีเวลาจำกัด เวลาเร่งรัด ไม่สามารถขับรถตระเวนหาร้านอาหารที่ถูกใจ สะอาดถูกหลักอนามัยได้ การจอดรถแวะถามคนท้องถิ่นแถวนั้นหรือถามตำรวจคงจะช่วยให้ประหยัดเวลาได้มาก อีกทั้งจะได้กินอาหารอร่อย และสะอาดถูกหลักอนามัยด้วย

9. ปัญหาอีกประการหนึ่งที่อาจประสบคือ เรื่องราคา โดยเฉพาะพ่อค้าบางคนมองออกว่าท่านเป็นคนต่างถิ่น เป็นขาจร ไม่ใช่ลูกค้าประจำ จึงอาจถูกโก่งราคา หรือขายแพงกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเป็นไปได้จึงควรเลือกร้านที่มีรายการอาหารบอกราคาไว้เรียบร้อยแล้วจะดีกว่า

10. อาหารประเภทจานเดียว เช่น ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย อาจเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งสำหรับท่านที่มีเวลาไม่มากนัก แถมยังราคาไม่แพงจนเกินไป และค่อนข้างสะอาด เพราะปรุงเสร็จใหม่ๆ

เรื่องโดย ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก: โครงการกินผักผลไม้ดี 400 กรัม

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

แฟ้มภาพ

องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลว่า หากกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่เริ่มกินผักและผลไม้อะไรสักอย่าง ชีวิตเราคงจะต้องหมดเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

“หากไม่ชอบกินผัก ก็ให้เริ่มจากผลไม้ที่คุ้นเคย หรืออาจเลือกกินฟักทอง แครอท หรือผักที่ไม่ใช่สีเขียวไปก่อนก็พอจะทดแทนกันได้” อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญอาหารเพื่อสุขภาพเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนจากไม่กินผักว่า “เราเริ่มจากกินผักตระกูลต้นหอม ผักกาดขาว และผักที่ไม่ได้มีสีเขียวมากนัก เพราะทางด้านจิตวิทยาพบว่า ภายในจานข้าว 1 จาน หรือ 1 มื้อ ห้ามมีปริมาณของสีเขียวเข้มเกิน 20% เพราะหากว่าเกิน จะทำให้คนกินประมวลผลว่า ผักเหม็นเขียว และไม่อร่อย”

“หลังจากที่กินผักกาดขาวได้แล้วก็พัฒนาสู่ผักคะน้า แล้วก็เริ่มกินผักอื่น ๆ มาเรื่อย ๆ โดยจะพยายามเลือกกินผักของไทย เพราะถูก ดี และมีไฟเบอร์อีกด้วย” อาจารย์แววตา กล่าวต่อไปว่า เมื่อพูดถึงการกินผักให้ได้ 400 กรัมใน 1 วันอาจจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ไม่อยากให้ท้อหรือถอดใจ และไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างทันที แต่อยากให้ค่อย ๆ เพิ่มผักเข้าไปในแต่ละมื้อ เช่น หากต้องการกินข้าวผัดกะเพราไข่ดาวก็บอกให้แม่ครัวเพิ่มผักอย่างอื่นเข้าไปนิดหน่อย แล้วค่อย ๆ พัฒนาสู่การกินผักในจานใหญ่ ๆ

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

หากจะพูดถึงการกินผักให้ได้ 400 กรัม ฟังดูอาจเป็นเรื่องที่ยาก แต่หากมาว่ากันตามจริง 400 กรัมนี้เป็นจำนวนที่ควรรับกินต่อ 1 วัน ไม่ใช่ ต่อ 1 มื้อ ดังนั้นเราก็สามารถเฉลี่ยให้ 400 กรัมนั้นกระจายไปตามมื้อต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกผลไม้ที่เราชื่นชอบเพื่อกินในช่วงเบรกของแต่ละวันได้อีกด้วย สำหรับคนไม่กินผักคนไหนที่สนใจจะเริ่มต้นกินผักในวันนี้ สามารถลองทำตามวิธีกินผักยังไงให้ได้ 400 กรัม ด้านล่างนี้ได้เลย

  1. พกผลไม้วันละ 1-2 ผล เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง แทนคุกกี้หรือขนมกรุบกรอบ หากทำอย่างสม่ำเสมอจะได้ปริมาณอาหารในกลุ่มนี้ครั้งละ 100 – 150 กรัม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม (ผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน)
  2. มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น ติดบ้าน/ที่ทำงาน แทนช็อกโกแลตหรือขนมหวาน จะช่วยให้เรากินผักผลไม้ได้มากขึ้น
  3. หัดทำกับข้าวกินเองสัปดาห์ละ 1 วัน เลือกผักที่ชอบ หรือทดลองผักใหม่ ๆ ล้างเอง ปรุงเอง และยังมั่นใจได้ในความสะอาดปลอดภัย
  4. เตรียมอาหารกลางวันไปกินที่ทำงานลองทำอาหารง่าย ๆ ที่เตรียมได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช่น แซนด์วิช สลัด ข้าวผัด หรือข้าวคลุกน้ำพริกง่าย ๆ
  5. เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลัก หรือลวกผักพกมาเติมในก๋วยเตี๋ยว วิธีนี้สามารถเพิ่มปริมาณผักในแต่ละมื้อได้ตามต้องการ
  6. ทำน้ำผักผลไม้ปั่น โดยผสมน้ำผลไม้เล็กน้อยเพื่อช่วยลดกลิ่นผัก และเพิ่มรสอร่อยมากขึ้น แต่ปั่นแล้วต้องดื่มทันทีเพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของเอนไซม์

หากเราไม่รู้ว่าเท่าไหร่จะถึง 400 กรัม ก็สามารถกะด้วยฝ่ามือได้ เพราะสองฝ่ามือของผู้ใหญ่ประกบกัน จะเทียบเท่าได้กับปริมาณผัก 1 กรัม นอกจากนี้การดื่มผลไม้ปั่นแล้วดื่มโดยทันทีก็ให้คุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ โครงการพัฒนากลุ่มผู้บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัมเพื่อสุขภาพ ในสำนักงาน ได้ชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมโครงการ “กินผักและผลไม้ 400 กรัม” โดยสร้างความรู้คงเข้าใจ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคผักและผลไม้ พร้อมตั้งเป้าให้คนไทยหันมากินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นจาก 25.9%เป็น 50 % ภายในปี 2564 ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลว่า หากกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ ดังนั้น การกินผักผลไม้วันละ 400 กรัมอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความเคยชินใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นนิสัยที่ดีในการบริโภคให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัย

ปัจจุบัน ทุกประเทศทั่วโลกกำลังรับมือกับกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า "กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" เป็นกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส คลุกคลี ตัวนำโรค หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ หากแต่เกิดจากวิธีการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารหวานมันเค็มจัด มีภาวะอ้วน ลงพุง และที่สำคัญคือ ใช้ชีวิตด้วยความเครียดเป็นประจำ ซึ่งปัจจุบันมีคนป่วยและเสียชีวิต เพราะโรคนี้ปีละเกือบ 40 ล้านคน
ตรวจสุขภาพวัยทำงาน


          พูดง่าย ๆ ว่านี่คือ "โรคทำตัวเอง" แทบทั้งนั้น โดยเฉพาะเป็นภัยเงียบที่คุกคามคนวัยทำงาน (อายุระหว่าง 18-60 ปี) เป็นวัยที่มีความเสี่ยงสูงสุดของการมีปัญหาสุขภาพ เพราะมักมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ทั้งการกิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และการทำงาน ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำในคนวัยนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถตรวจคัดกรองและค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในตัว ก่อนที่จะลุกลามจนแสดงอาการและนำไปสู่การสูญเสีย ทั้งทางด้านสุขอนามัยและด้านเศรษฐกิจ


          รายการตรวจของคนวัยนี้ จะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของการตรวจร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง และตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงการซักประวัติเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โดยเฉพาะในชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว
 

ตรวจสุขภาพวัยทำงาน


          นอกจากนี้ยังมีการตรวจการทำงานระบบต่าง ๆ เช่น ตรวจสุขภาพช่องปาก ตรวจการได้ยิน ตรวจการมองเห็น รวมทั้ง มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง การตรวจระดับไขมันในเลือด เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การตรวจระดับน้ำตาล เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน แต่ในกรณีของเพศหญิง ถ้าเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะเคยหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม ก็ต้องได้รับการตรวจเต้านม และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

          อย่าลืมว่าการตรวจสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญกับทุกคน โดยเฉพาะในวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ที่ควรได้รับการตรวจที่เหมาะสมกับช่วงวัย ผู้ที่พบภาวะผิดปกติควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ในผู้ที่พบความเสี่ยงด้านสุขภาพควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม จะช่วยให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงอย่างยั่งยืน โดยสามารถติดต่อใช้บริการได้ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐทุกแห่ง หรือสามารถเช็กรายการตรวจสุขภาพด้วยตัวเองได้ที่ www.healthcheckup.in.th

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก : คู่มือสำหรับประชาชน “การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative Care)” โดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

กิจกรรมผ่อนคลาย ดีต่อผู้ป่วยอย่างไร thaihealth

‘ป่วยกาย แต่ต้องไม่ป่วยใจ’ เพราะหากร่างกายป่วยและจิตใจป่วยตามไปด้วยแล้ว ย่อมยากที่จะกู้คืน

ในบางครั้งที่มีคนป่วย เรามักมุ่งความสำคัญไปที่การรักษาอาการ จนบางครั้งอาจหลงลืมไปว่า แท้จริงแล้วคนที่กำลังป่วยเขาอาจจะอยากทำอะไรนอกเหนือจากการนอนอยู่บนเตียงก็ได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ หากิจกรรมการผ่อนคลายให้ผู้ป่วยค่ะ

การผ่อนคลายความเครียดให้ผู้ป่วย ถือเป็นส่วนที่จะช่วยประคับประคองอารมณ์ จิตใจ ความรู้สึกของผู้ป่วยให้สงบ และเป็นการชักจูงให้ผู้ป่วยออกจากความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานได้

การเลือกกิจกรรมสำหรับผู้ป่วยขึ้นอยู่กับความพร้อมและความพึงพอใจของผู้ป่วยเป็นหลัก และเหมาะสมกับปัจจัยในด้านต่างๆ ที่ห้ามลืมเลยนั่นก็คือ ไม่ยัดเยียดวิธีการหรือความเชื่อของตัวเราเป็นบรรทัดฐาน เรามีหน้าที่เพียงแนะนำและให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจเลือกกิจกรรมต่างๆ เอง

ในวันนี้ทีมเว็บ สสส. จึงมีกิจกรรมสำหรับผู้ป่วยมาแนะนำให้นำไปปรับใช้กันค่ะ

 ดนตรีบำบัด >> เปิดดนตรีแนวที่ผู้ป่วยชอบ (หากไม่มีเพลงที่ชอบเป็นพิเศษอาจเปิดดนตรีบรรเลง คลาสสิค หรือเสียงจากธรรมชาติ) อาจร้องคลอ หรือชวนเพื่อนๆ ญาติๆ มาร้องร่วมกันเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นก็ได้

 การนวดและสัมผัส >> เป็นการสื่อสารความรู้สึกที่ไร้คำพูด ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย การนวดช่วยให้กล้ามเนื้อที่ยึดเกร็งได้คลาย เมื่อกล้ามเนื้อได้คลายความเจ็บปวดจะบรรเทา แต่ต้องระวังไม่นวดในบริเวณที่มีอาการปวด

 ทำงานอดิเรก >> ต้องเป็นกิจกรรมที่ออกแรงไม่มากจะช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ช่วยให้ผู้ป่วยเว้นจากการคิดฟุ้งซ่าน หรือจะลองเปลี่ยนบรรยากาศเดินเล่นรอบๆ บ้านก็ได้เช่นกัน

 ทำงานศิลปะ >> การวาดรูป ระบายสี ปั้นดิน เป็นกิจกรรมที่ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกต่างๆ ออกมา ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองมากขึ้น โดยในขณะที่สร้างผลงานศิลปะนั้นเป็นช่วงเวลาที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ป่วยแลกเปลี่ยนความรู้สึกต่างๆ ออกมาได้

 ชมภาพยนตร์ >> ภาพยนตร์ที่จรรโลงใจ มีเนื้อหาสนุกสนานและน่าสนใจ จะสามารถช่วยหันเหความสนใจจากความทุกข์ทรมานทางกายหรือความทุกข์ทางใจบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ชั่วขณะ

 การอ่านและเขียนหนังสือ >> การเขียนจะช่วยระบายและถ่ายทอดความรู้สึกในใจของผู้ป่วยออกมาได้ ถือเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์บางอย่างจนอาจทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น มีผู้ป่วยหลายคนได้ใช้เวลาขณะที่ป่วยเขียนเรื่องราวจนเป็นที่รู้จัก

 หัวเราะและมีอารมณ์ขัน >> อาจหาจากหนังตลก อ่านหนังสือตลก นึกหรือคุยถึงเรื่องขำๆ ที่เคยเกิดขึ้น เพราะการได้นั่งหัวเราะนาน 5-10 นาทีติดต่อกันร่างกายจะได้ขยับ เป็นการบริหารอวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อใบหน้าไปในตัว

 ออกกำลังกาย >> หากผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้ ควรกระตุ้นให้ได้ออกกำลังกายเบาๆ ไม่หักโหมจนกลายเป็นอันตราย เช่น โยคะ รำชี่กง โดยเน้นการยืดเหยียดบริหารร่างกายบริเวณข้อต่อ

 สวดมนต์ สวดอ้อนวนถึงพระเจ้า หรือร้องเพลงสวด >> การน้อมใจให้ผู้ป่วยได้ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือจะช่วยให้ผู้ป่วยสงบมากขึ้น แต่หากผู้ป่วยไม่ได้ผูกพันกับความเชื่อหรือศาสนาใดๆ สามารถน้อมให้ระลึกถึงความดีงามที่เคยทำมา หรือสิ่งดีๆ ที่ภาคภูมิใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ความสงบพร้อมอิ่มใจในความดีของตน

ในการดูแลผู้ป่วย บางครั้งญาติหรือผู้ดูแลอาจเครียด พักผ่อนน้อย จนอาจทำให้เจ็บป่วยตามไปด้วย ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่าละเลยการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ กินอาหารดีมีประโยชน์ และออกกำลังกายเพื่อไม่ให้ร่างกายเสื่อมโทรมนะคะ          

ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กรมการแพทย์เตือน ?ฟันปลอมเถื่อน? ทำเหงือกอักเสบรุนแรง thaihealth

แฟ้มภาพ

กรมการแพทย์ เตือนภัย ไม่ควรทำฟันปลอมกับช่างทำฟันที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ แม้ราคาถูก สะดวก แต่อันตรายอย่างมาก เสี่ยงเหงือกอักเสบรุนแรง เกิดแผลเรื้อรัง และติดเชื้อในช่องปาก ควรได้รับคำแนะนำและการรักษาอย่างถูกวิธีจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่า มีการให้บริการ ฟันปลอมจากช่างทำฟันเถื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ที่มีอยู่มากมาย ฟันปลอมที่ทำกับช่างทำฟันเถื่อนนั้น ไม่ได้มาตรฐานและไม่เหมาะสมกับสภาพช่องปาก ไม่สามารถเทียบเท่ากับรับการรักษาจากทันตแพทย์ แม้จะราคาถูก สะดวก รอทำได้เลย ฟันปลอมเหล่านี้แทบจะไม่ช่วยในการบดเคี้ยว แต่ส่งผลให้เกิดอันตรายในช่องปากอย่างมาก เช่น เกิดการสบฟันที่ผิดปกติ เกิดการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน เกิดแผลจากการกัดสบของฟันบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มและลุกลามกลายเป็นแผลเรื้อรัง เสี่ยงติดเชื้อในช่องปาก นอกจากนี้อาจไม่ได้ขนาด แน่นหรือหลวมเกินไป ใส่แล้วรู้สึกเจ็บ จากการออกแบบที่ไม่เหมาะสม ทำให้ไม่สามารถใช้เคี้ยวอาหารได้และสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นก่อนทำฟันปลอม ควรได้รับคำแนะนำ  และประเมินก่อนการรักษา โดยทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

ทันตแพทย์บุญชู สุรีย์พงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม  กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำฟันปลอม ทำขึ้นเพื่อทดแทนการสูญเสียฟันธรรมชาติแทนที่ฟันที่หายไป โดยทำฐานในการยึดจากทั้งอะคริลิกและโลหะ แบ่งเป็นฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งชิ้นจะทำเพื่อทดแทนในกรณีที่ไม่มีฟันเหลืออยู่เลย และฟันปลอมชนิดถอดได้เฉพาะซี่ เป็นการใส่เพื่อช่วยไม่ให้ฟันซี่ที่เหลือล้มเปลี่ยนตำแหน่ง ช่วยในการบดเคี้ยวอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น การทำฟันปลอมต้องมีการเตรียมช่องปาก เช่น ทำการอุดฟันซี่ที่ผุ ขูดหินปูน หรือถอนฟันซี่ที่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ รวมถึงวัสดุเครื่องมือที่ใช้ต้องได้มาตรฐาน มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง และควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลช่องปากและการทำความสะอาดฟันปลอมอย่างถูกวิธีจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ