• darkblurbg
    งาน 100ปี การสาธารณสุขไทย และครบรอบ 36 ปี โรงพยาบาลปราสาท
    วันที่ 15 มกราคม 2561 เวลา 9.00 น.
  • darkblurbg
    ขอเชิญร่วมกิจกรรมครบรอบ100 ปีการสาธารณสุขไทย และ36 ปีโรงพยาบาลปราสาท
    วันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2561 เวลา 07.00-12.00น.
  • darkblurbg
    นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.รพ.ปราสาทและคณะลงพื้นที่ลงเยี่ยมเสริมพลังด่านชุมชนในเขตพื้นที่อำเภอปราสาท
    นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ ผอ.รพ.ปราสาทและคณะลงพื้นที่ลงเยี่ยมเสริมพลังด่านชุมชนในเขตพื้นที่อำเภอปราสาท
  • darkblurbg
    นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ เปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข( EOC )
    วันที่ 28 ธันวาคม 2560 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมตึกอำนวยการ โรงพยาบาลปราสาท
  • darkblurbg
    นพ.ประมวล ไทยงามศิลป์ นำคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปราสาทซ้อมแผนปฏิบัติการเตรียมพร้อมรับอุบัติเหตุหมู่
    โรงพยาบาลปราสาท ได้จัดทำโครงการซ้อมแผนรับอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยหมู่
...
...

ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 961 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 1514 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 804 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 935 อ่าน.

ที่มา : คู่มือรู้ทันโรคและภัยสุขภาพสำหรับประชาชน โดยสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

โรคความดันโลหิตสูง thaihealth

แฟ้มภาพ

 

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติมีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท (ค่าความดันโลหิตปกติ ควรน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท เมื่อมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพาต ฯลฯ

สาเหตุของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่ทราบชัดเจน มีส่วนน้อยที่จะรู้สาเหตุที่ทำให้ความดันสูง เช่น ไตวาย เนื้องอกของไต มีความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ อายุมากกว่า 35 ปี มีพ่อแม่ พี่หรือน้องเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะคนเมืองมากขึ้น เช่น ขาดการออกกำลังกาย ภาวะอ้วน ภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เป็นประจำและรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด

การป้องกันความดันโลหิตสูง

  1. การลดน้ำหนัก

  2. การลดปริมาณเกลือในอาหาร

  3. การงดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

  4. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  5. ไม่เครียด รู้จักปล่อยวาง

การควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ภาวะตัวเย็นเกิน thaihealth

แฟ้มภาพ

          เพียงแค่ช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว ทำให้มีผู้หนาวและเสียชีวิตไปหลายราย สาเหตุการเสียชีวิตนั้น นอกจากปัจจัย อาทิ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือมีโรคประจำตัวแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องระวังนั่นคือ “ภาวะตัวเย็นเกิน” จากการที่ร่างกายมีอุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจากการสัมผัสอากาศที่นาวเย็นจนส่งผลให้ระบบหรืออวัยวะต่าง ๆ ทำงานไม่ปกติ จนนำไปสู่การเสียชีวิต

          ภาวะดังกล่าวข้างต้น ข้อมูลจากเว็บไซต์หมอชาวบ้าน WWW.doctor.or.th สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า ภาวะตัวเย็นเกินหรือไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia) นั้น เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิลดต่ำเกินไป ทำให้อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะหัวใจ และสมองได้รับผลกระทบจนทำหน้าที่ผิดปกติ บางราย   ที่มีอาการรุนแรงอาจจะถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับสาเหตุมี 2 ปัจจัยคือ การสัมผัสกับความหนาวเย็น เช่น อยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวหรือแช่อยู่ในน้ำเย็นจัดซึ่งมักเกิดขึ้นเนื่องจากอุบัติเหตุ และจากการที่ร่างกายสูญเสียกลไกการปรับอุณหภูมิ ทำให้ไม่สามารถสร้างและเก็บความร้อนในร่างกายได้ มักพบในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปและในผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวานที่มีภาวะประสาทเสื่อม ภาวะขาดไทรอยด์ ภาวะขาดอาการ ผู้ที่กินยานอนหลับ ยากล่อมประสาท รวมถึงผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

          อาการระยะแรกจะมีอาการสั่น พูดอ้อแอ้ เดินเซ งุ่มง่าม หงุดหงิด สับสน ความสามารถในการคิดและการตัดสินใจด้อยลง เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงไปอีก ผู้ป่วยจะหยุดสั่น มีอาการเพ้อคลั่ง ไม่รู้ตัว อาจจะหมดสติและหยุดหายใจหรือเสียชีวิตได้ การวินิจฉัยเมื่อเกิดภาวะนี้เมื่อผู้ป่วยถูกส่งตัวถึงแพทย์แล้ว จะมีการวินิจฉัยจากประวัติการสัมผัสถูกความหนาวเย็น อาการที่ตรวจพบระยะแรกผิวหนังผู้ป่วยจะเย็นและซีด จากนั้นมีการหนาวสั่น หายใจเร็ว ชีพจรเต้นเร็ว ความดันเลือดสูง เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดต่ำกว่า 32 องศาเซลเซียสผู้ป่วยจะไม่หนาวสั่น แต่จะหายใจช้าลง ชีพจรเต้นช้าลงหรือเต้นผิดจังหวะ ประกอบกับมี  ความดันเลือดต่ำ ปากเขียว ตัวเขียว รูม่านตาโต 2 ข้าง หรือถึงขั้นหมดสติ หยุดหายใจ

          การปฐมพยาบาล ควรเริ่มจากการพาผู้ป่วยหลบอากาศที่หนาวเย็น หรือขึ้นจากน้ำเย็นโดยนำเข้าไปในห้องที่อบอุ่นและไม่มีลมเข้า ถ้าเสื้อผ้าเปียกน้ำควรปลดออก เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่แห้ง จากนั้นทำการอบอุ่นร่างกายโดยห่อหุ้มด้วยผ้านวม ผ้าห่ม หรือเสื้อผ้าหนา ถ้าอยู่กลางแจ้งควรใช้ผ้าหนาคลุมใบหน้าและศีรษะเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน หรือนอนกอดเพื่อถ่ายเทความร้อนให้ผู้ป่วย ต่อมาจับผู้ป่วยให้นอนนิ่งในท่านอนหงายบนพื้น  ที่อบอุ่น โดยหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น ห้ามนวดหรือแตะต้องตัวผู้ป่วย   ด้วยความรุนแรงเพราะอาจกระทบกระเทือน จนทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ ถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัวควรให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ห้ามไม่ให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสม เพราะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว ถ้าหยุดหายใจให้ช่วยเหลือด้วยวิธีการเป่าปาก จากนั้นรีบส่งให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด

          ด้านการป้องกัน มีหลักควรปฏิบัติ ได้แก่ ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศหนาว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้เพียงพอปกคลุมถึงหน้าและศีรษะ และใส่ถุงมือ-ถุงเท้า ควรดูแลกลุ่มเสี่ยงในช่วงที่อากาศหนาวเย็น เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวจัด นี่เป็นคำแนะนำเบื้องต้นป้องกันภาวะ “ไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia) หรือภัยฤดูหนาว” โดยเฉพาะผู้ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ รวมถึงผู้ที่นิยมดื่มแอลกอฮอล์เพื่อคลายหนาว พึงต้องสำเหนียกไว้

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ลด...ขับเร็ว ลด....ตาย ปีใหม่เดินทางปลอดภัย thaihealth

แฟ้มภาพ

สัปดาห์นี้เป็นช่วงที่หลายคนเริ่มทยอยเดินทางออกต่างจังหวัดในช่วงหยุดยาว "เทศกาลปีใหม่" กันแล้ว สิ่งที่ต้องพูดย้ำกันเสมอในช่วงเทศกาลก็คือปัญหาอุบัติเหตุที่นำมาซึ่งความสูญเสียของชีวิตผู้คนและความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจจากคนเจ็บ และทรัพย์สินเสียหาย

ทั้งนี้ปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุจากการศึกษาทางวิชาการเป็นเรื่องของคนถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ถนนและสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุอยู่ที่ 28 เปอร์เซ็นต์และปัจจัยเรื่องรถเป็นสาเหตุน้อยที่สุดที่ 8 เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของคนโดยเฉพาะตัวผู้ขับขี่นั้นทุกฝ่ายต่างระดมรณรงค์มุ่งเน้นไปที่การกวดขันผู้ขับขี่ที่มึนเมาสุราขณะขับรถ แต่ในปัจจัยร่วมในการขับรถเส้นทางในระยะทางไกลนั้นยังมีเรื่องของการขับรถด้วยความเร็วและปัญหาของการง่วงหรือหลับในร่วมด้วย

ลด...ขับเร็ว ลด....ตาย ปีใหม่เดินทางปลอดภัย thaihealth

นพ.คำนวณอึ้ง ชูศักดิ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวในการแถลงข่าว "ลดเร็วดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัยปีใหม่ 2561" ว่า "จากสถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้เสียชีวิต 478 ราย เกิดอุบัติเหตุ 3,919 ครั้ง บาดเจ็บ 4,128 คน สาเหตุอันดับหนึ่งคือ เมาสุราร้อยละ 36.39 (ปี 2559 ร้อยละ 34.12) รองลงมาคือการขับรถเร็วร้อยละ 31.31 (ปี 2559 ร้อยละ 24.53) โดยได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการขับรถเร็วที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุซึ่งการขับรถเร็วนั้นมีผลให้เวลาในการตัดสินใจน้อยลงเมื่อเกิดเหตุคับขันต้องใช้ระยะทางในการชะลอหยุดรถมากขึ้น เช่น หากใช้ความเร็วที่ 50 กม./ชม.ต้องใช้ระยะทาง27 ม.ในการตัดสินใจและหยุดรถแต่หากใช้ความเร็วที่60 กม./ชม.จะต้องเพิ่มระยะทางเป็นเกือบ 60 ม.ในการตัดสินใจเบรกและหยุดรถอีกทั้งการขับเร็วยังส่งผลต่อทัศนวิสัยในการมองด้านหน้าลดลงด้วย"

และจากข้อมูลของมูลนิธิไทยโรดส์ สถิติอุบัติเหตุในประเทศไทยปี พ.ศ. 2556 ได้ระบุว่าความเร็วเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย (การใช้ความเร็วบนทางหลวง)คิดเป็นสัดส่วนถึง 77 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 64 เปอร์เซ็นต์จากอุบัติเหตุทั้งหมด และจากการเก็บข้อมูลวิเคราะห์พบว่า อุบัติเหตุในช่วงปี พ.ศ. 2551- 2556 อุบัติเหตุที่เกิดจากความเร็วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นสูงถึง136 เปอร์เซ็นต์จะเห็นได้ว่าความเร็วเริ่มปรากฏเป็นปัจจัยที่น่าจับตามองในสถิติการเกิดอุบัติเหตุของประเทศมากขึ้น

ลด...ขับเร็ว ลด....ตาย ปีใหม่เดินทางปลอดภัย thaihealth

สิ่งยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่มีการวิเคราะห์และพัฒนาแบบจำลองสถิติอุบัติเหตุพบว่า หากความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่าโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น หากเพิ่มความเร็วจาก 40 กม./ชม.เป็น 80 กม./ชม. โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า แต่ความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บนั้นกลับเพิ่มขึ้นถึงยกกำลังสามและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลังสี่ คิดกันง่าย ๆ คือ จากความเร็ว 40 กม./ชม. หากขับเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 80 กม./ชม. โอกาสที่จะบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจะเพิ่มเป็น 8 เท่าและโอกาสที่จะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจะเพิ่มเป็น 16 เท่า

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้จะเป็นบนทางด่วนทำไมให้ขับเร็วได้แค่ 80 กม. แม้จะมีการเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายนี้ซึ่งเป็นการบังคับใช้ตามพ.ร.บ.จราจรทางบกที่ตราขึ้นมาตั้งแต่ปี 2522 แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไขปรับให้ความเร็วสูงขึ้นเพราะอีกด้านหนึ่งก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบให้รอบคอบเช่นกันเพราะทุก ๆ ความเร่งที่กดลงไปหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้คนนั่นเอง

ลด...ขับเร็ว ลด....ตาย ปีใหม่เดินทางปลอดภัย thaihealth

ปัจจุบันในประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเร็วรถอยู่ 2 ฉบับคือ ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก และพ.ร.บ.ทางหลวงซึ่งถ้าเอาตามกฎหมายกรณีที่เราขับไปบนทางที่มีป้ายจำกัดความเร็วใช้ความเร็วได้ไม่เกินอัตราที่ป้ายระบุกรณีที่ไม่มีป้ายจำกัดความเร็วให้ใช้ความเร็วได้ในเขตเมือง60 กม./ชม.นอกเขตเมือง80 กม./ชม.ส่วนบนทางหลวงพิเศษหมายเลข7 (มอเตอร์เวย์)และทางหลวงพิเศษหมายเลข9 (ถนนกาญจนาภิเษก)ใช้ความเร็วได้120 กม./ชม. อย่างไรก็ตามนอกจากนี้การใช้ความเร็วของรถในอัตราที่เท่า ๆ กันในถนนจะเกิดอุบัติเหตุได้น้อยกว่ารถที่ใช้ความเร็วแตกต่างกันมาก

ปีใหม่นี้เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัยในขณะที่ถนนโล่งก่อนกดคันเร่งเหลือบตามองหน้าปัดความเร็วสักนิดการขับรถเร็วเป็นสิ่งที่เรารู้และเตือนตัวเองได้เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดแต่สามารถป้องกันได้ช้าลงสักหน่อยแต่ถึงจุดหมายปลอดภัยชัวร์ดีกว่าไหม.

ที่มา : หนังสือแน่ใจไหมว่าคุณไม่อ้วน โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เดินวันละนิด เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น thaihealth

แฟ้มภาพ

                สำหรับคนที่ไม่เคยสนใจการออกกำลังกายหรือเห็นว่าการออกกำลังเป็นเรื่องยุ่งยาก อยากให้ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเดิน เพราะการเดินเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ทำได้ทุกที่ทุกเวลา

                จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น พบว่าผู้หญิงอายุ 45 ปีขึ้นไป เมื่อลองเดินเร็วหรือเดินจนรู้สึกเหนื่อยพอประมาณเพียงวันละนิด แค่สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ถึงร้อยละ 50 ดังนั้นจึงควรหาเวลาว่างในการเดินอย่างน้อย สักวันละ 9 นาที ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเคลื่อนไหวร่างกายที่ทำ ให้ชีวิตดีกว่าเดิมและหากเดินเร็วๆ สะสมได้วันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้น

เคล็ดลับการเดิน ให้ได้ประโยชน์

- เดิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ลดโอกาสเป็นเบาหวาน ร้อยละ 34

- เดิน 10,000 ก้าว / วัน นาน 12 สัปดาห์ ลดความดันโลหิต 8-12 มิลลิเมตรปรอท

- เดินเร็ว 1 ชั่วโมง / วัน นาน 3 เดือน ร่วมกับ การควบคุมอาหาร ลดน้ำ หนักได้ 7 กิโลกรัม

เดินหนักแค่ไหนถึงจะดีต่อหัวใจ

ควรเดินด้วยความเร็ว 2.4 - 3.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 360 - 480 เมตรใน 9 นาที เพื่อให้หัวใจเต้น 102 - 120 ครั้งต่อนาที

สูตรคำนวณ

เดินให้หัวใจแข็งแรง (220 – อายุ) x 0.6 = ค่าอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสม

เช่น ขณะนี้อายุ 35 ปี ดังนั้นค่าอัตราการเต้นของหัวใจที่ ต้องการคือ (220 - 35) x 0.6 = 111 นั่นหมายความว่า คุณต้อง พยายามเดินให้ชีพจรเต้นได้ 111 ครั้งต่อนาที จึงจะเป็นการออกกำลังกายของหัวใจได้ดี

ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการเดิน

1. สวมรองเท้าที่เหมาะกับการเดิน

2. ยืดเหยียดร่างกายก่อนและหลังเดิน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง ต้นขา สะโพก ประมาณ 5 - 10 นาที

3. อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ควรดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนออกเดินและพกขวดน้ำไปด้วย

4. อย่าสาวเท้ายาวเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการกระแทกที่ข้อต่อและเดินช้าลง

5. อย่าถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้าหรือแขนในขณะเดิน เพราะจะทำให้จังหวะการเดินผิดไป ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

เดินอย่างไร

1. ลำตัวตั้งตรง ยืดตัวเต็มที่ ไม่งอหลัง

2. ไม่โน้มตัวไปด้านหน้าหรือเอนไปด้านหลัง

3. ตามองตรงไปข้างหน้า

 4. ก้าวให้พอดีจังหวะเดินให้ส้นเท้ารับน้ำหนัก

5. แกว่งแขนขนานลำตัว

ที่มา : หนังสือคู่มือการดูแลผู้สูงอายุสูตรคลายซึมเศร้า โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)

ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ thaihealth

แฟ้มภาพ

                ภาวะซึมเศร้าคือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง อาการหลักๆ คือผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเศร้า หรือทั้งสองอย่าง โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกินการนอน เรี่ยวแรง สมาธิ รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อตัวเองร่วมด้วย

                การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ถ้าเป็นไม่มากนัก อาจเข้าข่าย “ภาวะซึมเศร้า” แต่หากมีอาการมากและกินระยะเวลานานก็อาจพัฒนากลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ซึ่งจะทําให้ไม่มีความสุขในชีวิต ทํากิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจําวันได้ไม่ดีเหมือนเดิม และบางรายที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อาการของภาวะซึมเศร้าเป็นอย่างไร

                สึกเบื่อหน่าย : ผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่าย สนใจสิ่งต่างๆ น้อยลงหรือหมดความสนใจ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่เบิกบาน ห่อเหี่ยว หดหู่ หรือเซ็ง ภาษาถิ่นเรียกว่า ก้าย (เหนือ), เป็นตะหน่ายแท่ อุกอั่ง (อีสาน), เอือน (ใต้)           

                รู้สึกเศร้า : ผู้สูงอายุจะเศร้าโศกเสียใจง่าย น้อยใจง่าย ร้องไห้ง่าย รวมถึงมักรู้สึกท้อใจ

                พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลง : ผู้สูงอายุจะนอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ ตื่นเช้ากว่าปกติ หรืออาจนอนมากขึ้น หลับทั้งวันทั้งคืน นอนขี้เซา

                พฤติกรรมการกินเปลี่ยนแปลง : เบื่ออาหาร ไม่ค่อยหิว หรืออาจกินจุขึ้น ของที่เคยชอบกินกลับไม่อยากกิน หรือบางรายอาจอยากกินของที่ปกติไม่กิน เช่น ของหวานๆ

                การเคลื่อนไหวของร่างกายเปลี่ยนแปลง : ผู้สูงอายุอาจเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงหรือเคลื่อนไหวมากขึ้น กระวนกระวาย ภาษาอีสานเรียกว่า หนหวย หรือ บ่เป็นตะอยู่

                กําลังกายเปลี่ยนแปลง : อ่อนเพลียง่าย กําลังวังชาลดน้อยถอยลง รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเดิม ไม่ค่อยมีแรง บางรายอาจบ่นเกี่ยวกับอาการทางร่างกายหลายอย่างที่ตรวจไม่พบสาเหตุ หรือมีอาการมากกว่าอาการปกติของโรคนั้นๆ

                ความรู้สึกต่อตนเองเปลี่ยนแปลง : รู้สึกไร้ค่า รู้สึกผิด หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง คิดว่าตนเป็นภาระของลูกหลาน ไม่มีความสามารถเหมือนที่เคยเป็น ความภาคภูมิใจในตนเองลดลง อับจนหนหาง หมดหวังในชีวิต

                สมาธิและความจําบกพร่อง : หลงลืมบ่อย โดยเฉพาะลืมเรื่องใหม่ๆ ใจลอย คิดไม่ค่อยออก มักลังเลหรือตัดสินใจผิดพลาด

                ทําร้ายตัวเอง : ผู้สูงอายุบางรายที่มีอาการมากๆ อาจรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป บางรายจะคิดหรือพูดถึงความตายบ่อยๆ นึกอยากตาย และอาจวางแผนทําร้ายร่างกาย เช่น เตรียมสะสมยาจํานวนมากๆ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ จากนั้นอาจลงมือทําาร้ายตัวเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น กินยาเกินขนาด กินยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า แขวนคอ หรือใช้อาวุธทําร้ายตนเอง ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่ยอมกินยาประจําตัว เพื่อปล่อยให้อาการทรุดลงจนเสียชีวิต

ที่มา : กรมอนามัย

ย้ำ เสื้อกันหนาวมือสอง-เก่าเก็บ แนะซักสะอาดก่อนใส่ thaihealth

แฟ้มภาพ

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่นิยมซื้อเสื้อกันหนาวมือสองหรือจำเป็นต้องใช้เสื้อกันหนาวที่เก็บไว้นาน ก่อนนำมาใช้ขอให้ซักทำความสะอาด เพื่อฆ่าเชื้อโรคหรือแมลงก่อโรคที่ติดมากับเสื้อผ้า

       ในช่วงอากาศหนาว ประชาชนส่วนใหญ่นิยมหาซื้อ เสื้อกันหนาวมือสอง ซึ่งมีจำหน่ายตามตลาดนัดทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด เนื่องจากราคาถูก รูปแบบทันสมัย บางส่วนเป็นสินค้าใช้แล้วที่มียี่ห้อซึ่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือการรับบริจาคเสื้อกันหนาว ซึ่งมีให้เลือกจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่นำเสื้อกันหนาวเก่าที่เก็บไว้นานแล้วกลับมาใช้ หากทำความสะอาดไม่ถูกวิธี อาจมีเชื้อโรคติดมาจากแหล่งที่มาของเสื้อกันหนาวมือสองที่กักเก็บในโกดังที่อับชื้นเป็นเวลานานหรือเชื้อโรคอาจติดมาระหว่างการขนส่ง เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ขายที่ต้องสัมผัสกับเสื้อกันหนาวมือสองจำนวนมากและต้องขนย้ายจากแหล่งรับซื้อไปยังท้องตลาด ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น โรคกลาก เกลื้อนจากเชื้อรา ซึ่งจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีขุยรอบๆ และคัน ทำให้เป็นผื่นแพ้ และติดเชื้อ บางรายเป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งเกิดจากฝุ่นใยผ้าและฝุ่นที่ติดตามกระสอบบรรจุระหว่างการขนส่ง หรือจากการแพ้น้ำยารีดผ้าเรียบที่ใช้รีดก่อนจำหน่าย ซึ่งจะใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นสูง อาจระคายเคืองผิวหนังได้ และโรคผิวหนังจากพาหะนำโรค ที่ชอบอาศัยอยู่ในใยผ้าที่สกปรก ได้แก่ เห็บ หมัด และโลน เมื่อสัมผัสผิวหนังจะดูดเลือด ทำให้เกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันเป็นตุ่มแดงนูน และเกาจนเกิดเป็นแผลติดเชื้อได้

            "การเลือกซื้อเสื้อกันหนาวมือสอง ควรเลือกซื้อเสื้อผ้าจากร้านที่สะอาดปลอดภัย ไม่วางเสื้อผ้ากองไว้กับพื้น ไม่แขวนเสื้อผ้าติดกันจนแน่น ขณะเลือกซื้อควรสวมผ้าปิดปากปิดจมูกเพื่อป้องกันการสูดฝุ่นละอองที่มากับเสื้อผ้า เลือกเสื้อผ้าที่มีสภาพดี ตรวจสอบรอยด่างดำ รอยคราบสารคัดหลั่ง รวมไปถึงไม่มีกลิ่น อับชื้น หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ ขนสัตว์ ประเภทขนฟู เนื่องจากทำความสะอาดยาก อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ ส่วนผู้ขายเสื้อกันหนาวมือสองควรสวมผ้าปิดปากปิดจมูกทุกครั้ง และสวมถุงมือ รองเท้าที่ปิดมิดชิด เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพื่อป้องกัน การสัมผัสกับฝุ่น สัตว์ และแมลงที่มากับเสื้อผ้า สำหรับการทำความสะอาด ควรแยกเสื้อกันหนาวมือสองออกจากเสื้อผ้าปกติและทำความสะอาดด้วย 2 วิธีหลักๆ คือ วิธีที่ 1 ซักด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าตามปกติแล้วนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง วิธีที่ 2 แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่สามารถหาได้ในครัวเรือน ได้แก่ น้ำยาซักผ้าขาวที่มีส่วนผสมโซเดียม ไฮโปคลอไรด์ โดยเติม 1 ฝา ต่อน้ำ 10 ลิตร แช่ผ้าไว้นาน 5-15 นาที หรือใช้น้ำส้มสายชู 2-3 ถ้วยตวง ต่อน้ำ 1-2 ลิตร แช่ผ้าไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วซักตามปกติ จากนั้นนำไปตากแดดจัดหรือตากในที่ที่มีอากาศถ่ายเท จนแห้ง แล้วนำมารีดทั้งข้างในและข้างนอกตัวเสื้อ ส่วนผู้ที่มีอาการคันหลังสวมใส่เสื้อกันหนาวมือสอง ไม่ควรเกาหรือปล่อยไว้จนลุกลาม ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว