ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 408 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 822 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 377 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 498 อ่าน.

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

แฟ้มภาพ

          คนไทยถือว่าโชคดีที่มีทั้งอาหาร พืชผักและผลไม้หลายชนิดให้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน หน้าแล้ง หน้าฝนตก น้ำหลาก ผักก็ไม่เคยขาดตลาด หาได้ง่ายและราคาถูกกว่าอาหารอื่นๆ การบริโภคผักหลากหลายชนิดทำให้ได้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายอย่าง แตกต่างกันไป อาจจะแนกด้วย สี หรือ สารอาหารก็ได้

          รู้ไหมว่าในผักมีสารอาหารอะไร

          ผักอุดมไปด้วย วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารพฤกเคมี (ประโยชน์ของผักหลากสี) ช่วยเสริมสร้าง ควบคุมการทำงาน และช่วยควบคุมการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย หลักแล้วสารอาหารที่มีอยู่ในผักสามาระแบ่งได้คร่าวๆดังนี้

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

          ผักมีวิตามินซี ได้แก่ คะน้า กะหล่ำปลี ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศสีดา ผักกวางตุ้ง ข้าวโพดอ่อน ชะอม บร็อคโคลี่ ดอกกะหล่ำ ช่วยเพิ่มความต้านทานโรคหวัดเจ็บคอ ภูมิแพ้ ใช้ผลิตคอลลาเจน ช่วยให้เซลล์เกาะกันทำให้ผิวพรรณเต่งตึงสดใสช่วยเม็ดเลือดแดงต่อสู้กับเชื้อโรค เป็นแผลหายเร็ว ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมของร่างกายเป็นไปด้วยดี

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

          ผักมีวิตามินบี 1,2 ได้แก่ ข้าวกล้อง และข้าวที่ยังไม่ถูกขัดสี ถั่วต่างๆ รำข้าว ข้าวซ้อมมือ งา กระเทียม ผักใบเขียวช่วยบำรุงระบบประสาท สมอง ทำให้มีสมาธิความจำดี เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรทให้เป็นพลังงาน ป้องกันผิวหนังอักเสบ

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

เบต้าแคโรทีนและวิตามินเอในผัก ผักที่มีเบต้าแคโรทีนได้แก่ ผักขม บร็อคโคบลี่ แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

          ผักที่มีวิตมินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ใบชะพลู ตำลึง (ใบและยอดอ่อน) ผักกูด มะระ (ยอดอ่อน) ผักกะสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้งขาว ใบบัวบก ใบเหรียง กระเจี๊ยบเปรี้ยวหรือกระเจี๊ยบแดง (ใบ) ใบแมงลัก ชะอม (ยอด) พริกชี้ฟ้าแดง ผักแพงพวย ผักปลัง ขี้เหล็ก (ดอก) ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวทำลายเซลล์ ในร่างกาย ช่วยในระบบสายตาและการมองเห็น ช่วยทำให้เนื้อเยื่ออ่อนของเซลล์ และผิวหนังชุ่มชื้น

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

          ไนอาซิน หรือ วิตามิน บี3 ได้แก่ ข้าว ช่วยในการสร้างน้ำย่อย ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณ

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

          ผักก็มีคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ มันฝรั่ง มันเทศ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วและถั่วฝักต่างๆ พวกแป้งและน้ำตาลกลูโคส ทำให้ผักสดมีรสหวานอ่อน กินอร่อย

          เซลลูโลส เป็นเส้นใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยดูดซับสารที่ไม่ต้องการออกจากกระเพาะลำไส้ ชะลอการดูดซึมน้ำตาลและช่วยให้อิ่มเร็ว

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

          แคลเซียมและฟอสฟอรัส ได้แก่ ผักแพว ยอดสะเดา กระเพราขาว  ช่วยบำรุงกระดูก และฟัน

ประโยชน์และสารอาหารในผัก thaihealth

          ธาตุเหล็กในผักได้แก่ มะเขือพวง ผักโขม ใบชะพลู ดอกแค ตำลึง ช่วยบำรุงเลือดเป็นตัวนำเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงยังเซลส์ต่างๆ

          รู้อย่างนี้แล้วก็เลิกสงสัยได้แล้วค่ะว่าทำไมผู้ใหญ่จึงสอนและเคี่ยวเข็นให้เราทานผักเยอะๆ

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูดคุยถึงปัญหา (ยอดฮิต) ของสาว ๆ ที่มักจะมาถามหมอว่า "จะเริ่มทานยา ฉีดยา หรือเปลี่ยนการคุมกำเนิดจากทานยา เป็นฉีดยา ฝังยา กันเมื่อไหร่ดี" ดังนั้น วันนี้เราจะมาคุยกันนะคะว่า เราจะเริ่มตอนไหน เมื่อไหร่

?ยาคุมกำเนิด? ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน thaihealth

ถ้าช่วงนี้ ไม่ได้คุมกำเนิดอะไรเลยแล้วอยากจะ "ทานยาคุมกำเนิด" ขึ้นมา จะเริ่มทานเมื่อไหร่ดี

ตอบ : ดีที่สุด คือ ให้เริ่มยาคุมกำเนิดภายใน 5 วันแรกนับจากประจำเดือนที่มาวันแรกค่ะ

ย้ำ 18 ครั้งว่า วันแรกที่ว่า คือ นับประจำเดือนที่มาหยดแรก วันแรก เป็นวันที่ 1 ไม่ได้นับวันที่หมดประจำเดือนเป็นวันแรกนะคะ เช่น ประจำเดือนรอบนี้ มาวันจันทร์ที่ผ่านมา เราสามารถเริ่มทานยาคุมเม็ดแรกได้เลย ภายในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ แต่ !! ถ้าจะเริ่มทานนอกเหนือจากช่วงนี้ (เช่น อยากเริ่มเมื่ออยากเริ่ม) ก็ควรจะกันเหนียว ไม่เสียวท้อง ด้วยการคุมกำเนิดชนิดอื่น เช่น ใช้ถุงยางอนามัย หรืองดร่วมเพศค่ะ เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันค่ะ

แล้วถ้าช่วงนี้ไม่ได้คุมกำเนิด แล้วอยากจะฉีดยาคุมกำเนิด (เวอร์ชั่นฉีดทุก 3 เดือน) หรืออยากจะฝังยาคุมกำเนิด (แบบเป็นหลอดใต้ท้องแขน เวอร์ชั่น 3 ปี) ล่ะ จะไปหาหมอเมื่อไหร่ดี

ตอบ : เหมือนกันเลยค่ะว่าดีที่สุด ก็คือภายใน 5 วันแรก นับจากประจำเดือนที่มาวันแรก

หรือถ้าไม่ใช่ช่วงทองนี้ เรามาฉีดหรือมาฝัง ช่วงใดก็ได้ค่ะ แต่ก่อนจะฉีดหรือฝัง คุณหมอจะตรวจเช็กการตั้งครรภ์ก่อน ว่าเราตั้งครรภ์รึเปล่าถ้าไม่ได้ตั้งครรภ์ ก็สามารถฉีดยาคุม ฝังยาคุมกันได้เลย  แต่ถ้าไม่ได้ฉีดหรือฝัง ภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ก็ควรจะกันเหนียว ไม่เสียวท้อง โดยวิธีใช้ถุงยางอนามัย หรืองดร่วมเพศ เป็นเวลา 7 วัน เช่นกันค่ะ

แล้วถ้าจะ "เปลี่ยน" การคุมกำเนิด จากกินยาคุมกำเนิด เป็นฉีดยาคุมกำเนิด หรือฝังยาล่ะ

ตอบ : รอให้ประจำเดือนมาก่อนได้ค่ะ แล้วไปพบแพทย์เพื่อฉีดยา หรือฝังยาหรือไปตอนไหนก็ได้ ถ้าตรวจแล้วไม่ท้อง ก็ฉีดยาหรือฝังยาได้เลย แล้วก็กันเหนียวกันต่อเป็นระยะเวลา 7 วัน

แล้วถ้าอยากเปลี่ยนจากฉีดเป็นกินล่ะ

ตอบ : ควรเริ่มรับประทานยา เมื่อครบนัดฉีดยาครั้งต่อไปค่ะ

ไม่ต้องรอประจำเดือนมานะคะ เพราะเวลาฉีดยาคุมกำเนิดส่วนใหญ่ เลือดที่ออกมักจะไม่เป็นรอบ หรือกะปริดกะปรอยค่ะดังนั้น สมมติ หมอนัดฉีดเข็มต่อไป 1 ม.ค. 60 เราก็เริ่มทานยา วันที่ 1 ม.ค. 60 ได้เลยค่ะ

สรุปง่าย ๆ ว่า การเริ่มคุมกำเนิดจะให้ดี ควรจะเริ่มภายใน 5 วันแรก ของประจำเดือนมาค่ะ ส่วนหากจะเริ่มนอกเหนือจาก 5 วันนี้แล้ว อยากจะเริ่มก็เริ่มได้ แต่ต้องมั่นใจว่า ไม่ตั้งครรภ์ และควรจะกันเหนียว ไม่เสียวท้อง อีก 7 วันเป็นอย่างน้อย เช่น งดเพศสัมพันธ์ หรือใช้ถุงยางอนามัยค่ะ เริ่มเถอะค่ะ คุมกำเนิด สวัสดีค่ะ

การบริโภคเกลือหรือโซเดียมปริมาณมาก ในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือหรือโซเดียมสูง 2-3 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง มีผลเสียทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมกับสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ในการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย

รู้กันหรือไม่ว่า? เกลือ 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม ซึ่งในหนึ่งวันผู้ใหญ่ไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัม ส่วนเด็กไม่ควรกินโซเดียมเกิน 1,900 มิลลิกรัม ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปริมาณโซเดียมเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับร่างกายแล้ว

?โซเดียม? ตัวร้ายทำลายสุขภาพ thaihealth ?โซเดียม? ตัวร้ายทำลายสุขภาพ thaihealth

แหล่งอาหารที่พบเกลือ (โซเดียม) ได้แก่

1. อาหารธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ผลไม้ทุกชนิด ผัก ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง

2. เครื่องปรุงรส ได้แก่ เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ น้ำมันหอย กะปิ ผงปรุงรสหรือซุปก้อน ผงชูรส

3. อาหารแปรรูป ได้แก่ ไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้น ปลาเค็ม อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนไทยกินอาหารชนิดนี้บ่อยซึ่งมีโซเดียมสูงมาก

?โซเดียม? ตัวร้ายทำลายสุขภาพ thaihealth ?โซเดียม? ตัวร้ายทำลายสุขภาพ thaihealth 

อาหารอะไรที่มีโซเดียมสูง

ตัวอย่างเมนูอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำปลาหวาน 1 ถ้วยใส่กุ้งแห้ง มีโซเดียม 5,900 มิลลิกรัม ปลาเค็ม 100 กรัม มีโซเดียม 5,327 มิลลิกรัม กุ้งแห้งแบบมีเปลือก 100 กรัม มีโซเดียม 3,240 มิลลิกรัม ต้มย้ำกุ้งน้ำข้น 1 ชาม มีโซเดียม 1,700 มิลลิกรัม ข้าวผัดกระเพราไข่ดาว 1 จาน มีโซเดียม 1,200  มิลลิกรัม ส้มตำปูไทย 1 จาน มีโซเดียม 1,200 มิลลิกรัม

ข้าวมันไก่ 1 จาน มีโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม ผัดไทย 1 จาน มีโซเดียม 1,100 มิลลิกรัม ผักกาดดอง 1 กระป๋อง มีโซเดียม 1,720 มิลลิกรัม มะละกอเค็มอบแห้ง มีโซเดียม 4,460 มิลลิกรัม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียม 1,100-1,800 มิลลิกรัม/ซอง ไข่เค็ม มีโซเดียม 480 มิลลิกรัม/ฟอง ไส้กรอกหมู 1 ไม้ มีโซเดียม 350 มิลลิกรัม

เครื่องปรุงรส เทียบปริมาณ 1 ช้อนชา เกลือ 2,000 มิลลิกรัม ผงปรุงรส 500 มิลลิกรัม ผงชูรส 490 มิลลิกรัม ซีอิ๊วขาว 460 มิลลิกรัม น้ำมันหอย 450 มิลลิกรัม น้ำปลา 400 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 400  มิลลิกรัม ซอสพริก 220 มิลลิกรัม ซอสมะเขือเทศ 140 มิลลิกรัม

แล้วเราจะลดโซเดียมกันได้อย่างไร

1. หากปรุงอาหารเอง ควรลดปริมาณเครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว น้ำมันหอย ผงชูรส และควรตวงก่อนปรุงรสทุกครั้ง

2. หากกินข้าวนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม หลีกเลี่ยงการเติมพริกน้ำปลา ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ และไม่ควรซดน้ำแกงหรือน้ำซุปจนหมด เพราะโซเดียมจากเครื่องปรุงรสต่างๆ ส่วนใหญ่จะละลายอยู่ในน้ำแกงหรือน้ำซุป

3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด อาหารหมักดอง แช่อิ่ม อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว หรือเลือกกินอาหารธรรมชาติ แต่ถ้าจำเป็นต้องกิน ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง แล้วเลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

4. หลีกเลี่ยงขนมหวานที่มีโซเดียม เช่น กล้วยบวชชี และอาหารที่มีโซเดียมแฝง ขนมอบทุกชนิดที่ใส่ผงฟู เช่น ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ โดนัท พาย ซาลาเปา รวมทั้งสารกันบูดในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ

5. การใช้ส่วนผสมสมุนไพรและเครื่องเทศ สามารถช่วยแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหารให้มีความกลมกล่อม รวมทั้งการใช้รสชาติอื่นมาทดแทน เช่น รสเปรี้ยวจากมะนาว รสเผ็ดจากพริก จะช่วยดึงรสเค็มขึ้นมาพร้อมกับยังช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย

?โซเดียม? ตัวร้ายทำลายสุขภาพ thaihealth  ?โซเดียม? ตัวร้ายทำลายสุขภาพ thaihealth

“กินโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้มากกว่าที่คิดไม่ว่าจะเป็น ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ลดปัญหาหลอดเลือดอุดตันลง 13 เปอร์เซ็นต์ ยืดอายุไตและไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคร้ายอื่นๆ”

ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วหันมาลดการบริโภคเค็ม ไม่ปรุงรสตามใจชอบ เลือกรับประทานอาหารสดหรือผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคได้แล้ว

รู้จัก แมลงก้นกระดก thaihealth
แฟ้มภาพ

เตือนให้ระวังพิษภัยจากแมลงก้นกระดก แนะวิธีการป้องกันง่ายๆ เมื่อโดนแมลงหรือเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนให้ล้างด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง หรือใช้แอมโมเนียทาบริเวณที่โดนแมลงจะลดอาการแสบร้อนได้          

รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝน ต้นฤดูหนาวในแต่ละปี แมลงก้นกระดก หรือที่เรียกว่า "ด้วงก้นกระดก" จะพบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตามพื้นที่ป่าเขา ตามบ้านเรือนทั่วไป โดยเฉพาะในปี 2559 น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ รบกวนพื้นที่อาศัยของแมลงก้นกระดกที่อยู่ตามต้นไม้ ตามป่า ตามรังดิน จนต้องหนีมาอาศัยในบ้านเรือนของคน ดังนั้นพื้นที่ในโซนภาคใต้จึงมีการระบาดของแมลงก้นกระดก ในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง เป็นต้น

สำหรับผู้ที่โดนพิษแมลงก้นกระดก เมื่อโดนแล้วจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน และมีผื่นแดงตามผิวหนัง ผื่นที่เกิดจากแมลงชนิดนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่มันกัดหรือต่อย แต่เกิดจากการที่ไปโดนแล้วบี้ทำให้สารเคมีในตัวแมลงชื่อ paederin ออกมาทำให้ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสไหม้ เป็นรอยแปลก ๆ ตามที่มือไปสัมผัส อาจเป็นเส้นเป็นทางทำให้คิดว่าเป็นงูสวัดหรือเริม บางครั้งพบลักษณะเฉพาะของโรคนี้ คือ kissing lesion คือ ถ้าเป็นที่ข้อพับจะเกิดผื่นที่เหมือนกันในด้านตรงข้าม ส่วนใหญ่มักโดนเวลากลางคืน

ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงขอฝากเตือนประชาชนทั่วไปว่าให้ระมัดระวังจากแมลงชนิดนี้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว อาจจะพบแมลงชนิดนี้อยู่ภายในที่พักตามรีสอร์ท บ้านพักอุทยาน สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่นิยมเที่ยวป่าเขา หรือพักตามรีสอร์ท กางเต๊นท์นอน ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โรคผิวหนังอักเสบจากแมลงก้นกระดกชนิดนี้ไม่ได้เป็นโรคใหม่ มีการพบในประเทศไทยหลายสิบปีแล้ว แต่ก่อนนี้มักพบบ่อยตามชานเมืองที่มีหนองน้ำ แต่ปัจจุบันพบบ่อยขึ้นทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯและในทุกฤดูกาล

มารู้จักแมลงชนิดนี้กันดีกว่า

แมลงก้นกระดก หรือ ด้วงก้นกระดก หรือ แมลงเฟรชชี่ (มักจะเจอช่วงเปิดเทอมใหม่ๆ) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Paederus fuscipes เป็นแมลงขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 7-8 มม. ส่วนหัวมีสีดำ ปีกสีน้ำเงินเข้ม และส่วนท้องมีสีส้ม ชอบงอส่วนท้ายกระดกขึ้นลง ทำให้ได้ชื่อว่าแมลงก้นกระดก เป็นแมลงที่พบเฉพาะในเขตร้อนชื้น โดยมากอาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ใกล้หนองน้ำ ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน ทำให้พบว่ามันจะลอดมุ้งลวดเข้ามาได้

สำหรับการรักษาเบื้องต้นเมื่อโดนแมลง หรือเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน ให้ล้างด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง หรือใช้แอมโมเนียทาบริเวณที่โดนแมลงจะลดอาการแสบร้อนได้ ถ้าเป็นผื่นน้อย ๆ จะหายไปเองได้ แต่ถ้ามีการติดเชื้อแทรกซ้อนต้องให้ยาปฎิชีวนะทาหรือรับประทานด้วย การป้องกันถ้ามีแมลงมาเกาะพยายามอย่าตบ บดขยี้บนลงผิวหนังให้ปัดออกหรือกำจัดโดยวิธีอื่น หรือถ้าจะจับออกให้ใช้เทปกาวติดตัวแมลงออกมา

แมลงชนิดนี้ชอบไฟในเวลากลางคืน ดังนั้นไม่ควรเปิดไฟแรงสูงทิ้งไว้เพราะแสงไฟจะล่อแมลงเข้ามา จากการทดลองพบว่าแมลงจะชอบเข้ามาถ้าใช้แสงไฟนีออนหรือหลอดไฟที่มีแรงเทียนสูงกว่า 40 วัตต์ ดังนั้นประตูหน้าต่างควรบุด้วยมุ้งลวดที่มีความถี่มาก ๆ เพื่อให้แมลงเข้ามาไม่ได้ หมั่นทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ก่อนนอนมองหาตามผนังและเพดานใกล้หลอดไฟ ก่อนใส่เสื้อผ้าควรสะบัดให้แน่ใจว่าไม่มีแมลงติดอยู่ และควรปิดประตูหรือหน้าต่างให้ดีก่อนที่จะเข้านอน

จะเห็นว่าแมลงชนิดนี้ไม่ได้อันตราย กัดต่อยแล้วถึงกับชีวิต แต่สามารทำให้ผิวหนังไหม้พองได้ ดังนั้นควรป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด

 

ที่มา : กรมประชาสัมพันธ์

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ปาร์ตี้ปีใหม่อย่างไร ให้มีสุขภาพดี thaihealth

หากพูดถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นอกจากกิจกรรมภายในงานที่เป็นสิ่งสำคัญแล้ว ‘อาหารและเครื่องดื่ม’ ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความใส่ใจในช่วงเทศกาลดังกล่าว

เพราะพฤติกรรมการกินอาหารของแต่ละคน เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น ผู้ที่ชอบดื่มสุรามักพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ ผู้ที่ชอบกินอาหารไม่สุกมักพบว่าป่วยเป็นมะเร็งทางเดินน้ำดี ผู้ที่ชอบทานรสหวานจัดมักพบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น

เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสุขภาพที่ดี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงนำ แนวทางการกินในช่วงเทศกาล จาก ผศ.ดร.ฉัตรนภา หัตถโกศล เครือข่ายคนไทยไร้พุง อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝากดังนี้

กินอย่างมีเหตุและมีผล ไม่ควรสนุกกับงานจนรีบตะบี้ตะบันตักอาหารใส่จานอย่างขาดสติ งานปาร์ตี้ต้อนรับปีใหม่แบบนี้ควรเริ่มต้นเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยเลือกกินอย่างมีเหตุและผล คำนึงถึงคุณค่าอาหารและพลังงานที่จะได้รับควบคู่ไปกับการวางแผนออกกำลังกาย ลองเลือกตักอาหารที่มีกากใยมากกว่าไขมัน  เมื่อรู้สึกเริ่มอิ่มแล้วให้กินอาหารอย่างช้าๆ หรือลุกขึ้นเดินหากิจกรรมอย่างอื่นทำแล้วค่อยกลับมากินต่อก็ไม่เสียหาย

ปาร์ตี้ปีใหม่อย่างไร ให้มีสุขภาพดี thaihealth

อย่าอดมื้อ เพื่อกินอีกหลายๆ มื้อ ไม่ควรอดมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันเพื่อรอกินมื้อดึกในงานเพียงอย่างเดียว เพราะการอดอาหารส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ที่จะส่งผลให้เกิดการกินเพิ่มในมื้ออื่นๆ และการอดอาหารยังมีส่วนทำให้คนเหล่านั้นมีระดับความสุขและความสนุกลดลงอีกด้วย

ทำกินเอง ปลอดภัยเอง อร่อยเอง เพื่อการมีสุขภาพที่ดี จะดีกว่าไหมหากเราเป็นผู้ควบคุมได้ทั้งวัตถุดิบและกรรมวิธีในการปรุงรสได้เอง ลดการทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสชาติจัด ‘หวาน มัน เค็ม’ เช่น เปลี่ยนจากน้ำอัดลมเป็นน้ำผลไม้คั้นสด เปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยวซองๆ เป็นการทำเบเกอรี่ชิ้นเล็กที่อุดมไปด้วยคุณค่าและสารอาหาร ที่สำคัญไม่ควรลืมที่จะให้ปาร์ตี้นี้เป็นจุดเริ่มต้นการเริ่มทำอาหารแบบเดิมด้วยวิธีใหม่ๆ อย่างการ นึ่ง อบ เผา ลวก แทนการทอด

ปาร์ตี้ปีใหม่อย่างไร ให้มีสุขภาพดี thaihealth

หากิจกรรมเผื่อการเผาผลาญ คงไม่ดีแน่ๆ หากการปาร์ตี้จะมีแต่การเลี้ยงฉลองแล้วจบลงเพียงเท่านี้ ดังนั้นเพื่อการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานที่ได้รับไปทั้งคืน ควรเดินไปพูดคุยกับเพื่อน ในงานบ่อยๆ แวะถ่ายรูปโต๊ะนั้น แอบหยิบขนมโต๊ะตรงข้าม หรือลองหากิจกรรมนันทนาการเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์และความสนุกในงานอย่างเช่น การเหยียบลูกโป่ง การเล่นเก้าอี้ดนตรี การต่อแถวเล่นใบ้คำ การเล่นใบ้เพลง เป็นต้น

เทคนิคทั้ง 4 ข้อดังกล่าวนี้ จะทำให้ปาร์ตี้ปีใหม่เต็มไปด้วยการมีสุขภาพที่ดี และระมัดระวังในการกินอาหารอร่อยมากขึ้น ซึ่งเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนเริ่มหันมาใส่ใจต่อพฤติกรรมการกินอาหารให้มากขึ้นควบคู่กับการออกกำลังกาย เพื่อการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลโรคค่ะ

 

ที่มา : manager.co.th

4 เรื่องควรระวัง ปีใหม่ กลับบ้านปลอดภัย thaihealth

แฟ้มภาพ

ในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข และการเฉลิมฉลองไปกับการเลี้ยงสังสรรค์ การละเล่นสนุกสนาน และการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งท่ามกลางบรรยากาศแห่งรอยยิ้มและความสุขเหล่านี้ มักทำให้หลายๆ คนหลงลืมที่จะระมัดระวังในเรื่องของเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงของเทศกาลปีใหม่ อันได้แก่

1. ร้ายเพราะการกินดื่ม ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงที่มีการเลี้ยงสังสรรค์กันบ่อย ไม่ว่าจะในครอบครัว ญาติพี่น้อง ในหมู่เพื่อนฝูง ในที่ทำงาน จึงถือเป็นช่วงบริโภคนิยมของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ มีบางคนอาจอาจตระเวนกินเลี้ยงทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่หัวค่ำกระทั่งเช้า ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายของเรา ดังนี้

กินอาหารเกินพอดี หมายถึงการกินอาหารบ่อยขึ้น และมีปริมาณที่มากขึ้นอันเป็นการทำร้ายสุขภาพโดยตรง ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเรากินอาหารมากก็จะทำให้เรามีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้เราเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคกรดไหลย้อน และโรคกระเพาะ ได้อีกด้วย

อันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียวของใครหลายคนในการเลี้ยงสังสรรค์ช่วงปีใหม่ มีบางคนเลี้ยงฉลองปีใหม่ด้วยการดื่มเหล้าเบียร์ติดต่อกันหลายๆ วัน หรือตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นการส่งผลร้ายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะแอลกอฮอล์มีผลในการทำลายตับ ทำให้หลายคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากจะมีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่อย่างรุนแรง อีกทั้งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและสมอง ซึ่งจะทำให้สมองเสื่อม สมองเลอะเลือน มีอารมณ์แปรปรวน คึกคะนองผิดปกติจนควบคุมตัวเองไม่ได้

2. ร้ายเพราะพลุ ดอกไม้ไฟ และประทัด ในเทศกาลปีใหม่มักจะนิยมเล่นพลุ ดอกไม้ไฟ และประทัด กันเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายห้ามแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีหลายคนโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่ชอบเล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นอันตรายและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุไฟไหม้ เกิดบาดแผลฉีกขาด เกิดบาดแผลเผาไหม้ เกิดบาดเจ็บที่ตา ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้การเล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ซึ่งระยะที่ปลอดภัยที่ดีที่สุด คือ 10 เมตรขึ้นไป อีกทั้งควรระมัดระวังในการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ ในที่ชุมนุมชน

3. ร้ายเพราะเด็กหาย ในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีหลายสถานที่ที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้น เช่น วัด สวนสนุก ห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะมีผู้คนไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการพลัดหลงระหว่างผู้ปกครองและเด็กเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเอาใจใส่โดยไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง และควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตากันเลยทีเดียว นอกจากนี้ ในเด็กเล็กคุณพ่อคุณแม่ควรเขียนชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของลูก เพื่อความสะดวกในการช่วยเหลือ อีกทั้งสอนย้ำเตือนลูกเสมอว่าไม่ให้ไว้ใจคนแปลกหน้าหากเกิดเหตุหลงไปจากคุณพ่อคุณแม่ควรไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ

4. ร้ายเพราะการเดินทาง ในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ จะมีผู้ใช้รถเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งใกล้และไกลจำนวนมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้การจราจรคับคั่งและติดขัด ทำให้ผู้ขับขี่ต้องการไปถึงที่หมายเร็วๆ ทำให้ขับรถซิ่งกันจนเกิดความประมาท อีกทั้งมีผู้ขับขี่รถหลายคนที่ดื่มสุรา จนทำให้เกิดความคึกคะนอง จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่มากกว่าปกติ ซึ่งในปี 2558 ที่ผ่านมา สถิติของผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์มีจำนวน 341 ศพ บาดเจ็บ 3,117 ราย โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ขับรถขณะเมาสุรา และพบว่า ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ รถจักรยานยนต์ ส่วนสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด ก็คือ เมาแล้วขับ

ในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งความสุข สนุกสนาน แต่เราก็ควรดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทในการใส่ใจตัวเองและคนรอบข้างที่จะไม่ทำให้เกิดเรื่องร้ายใดๆ ขึ้น เพื่อให้เราได้มีอายุยืนยาวอยู่เฉลิมฉลองปีใหม่ต่อไปได้อีกหลายสิบปี

ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้อวยพรส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีความสุขกายสุขใจ คิดหวังสิ่งใดสมความปรารถนาทุกประการ “Merry Christmas and Happy New Year”