• darkblurbg
    วันที่ 11 เมษายน 2561 เวลา 13.00 น. นายประมวล ไทยงามศิลป์ เป็นประธาน
    โครงการรวมใจแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยแบบพื้นเมืองจังหวัดสุรินทร์
  • darkblurbg
    โครงการอนุรักษ์ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ เนื่องในวันสงกรานต์ 11 เมษายน 2561
    โครงการอนุรักษ์ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ เนื่องในวันสงกรานต์ 11 เมษายน 2561
  • darkblurbg
    วันที่ 9 เมษายน 2561นายแพทย์ประมวล ไทยงามศิลป์
    เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติการในห้วงสงกรานต์
  • darkblurbg
    โครงการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต วินัย คุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย
    โครงการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริต วินัย คุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย
  • darkblurbg
    รับการนิเทศจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่9 นครราชสีมาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์
    รับการนิเทศจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่9 นครราชสีมาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์

ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 1171 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 1720 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 955 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 1100 อ่าน.

เรื่องโดย ปรภัต จูตระกูล Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก: โครงการกินผักผลไม้ดี 400 กรัม

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

แฟ้มภาพ

องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลว่า หากกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่เริ่มกินผักและผลไม้อะไรสักอย่าง ชีวิตเราคงจะต้องหมดเงินไปกับค่ารักษาพยาบาลอย่างแน่นอน

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

“หากไม่ชอบกินผัก ก็ให้เริ่มจากผลไม้ที่คุ้นเคย หรืออาจเลือกกินฟักทอง แครอท หรือผักที่ไม่ใช่สีเขียวไปก่อนก็พอจะทดแทนกันได้” อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญอาหารเพื่อสุขภาพเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนจากไม่กินผักว่า “เราเริ่มจากกินผักตระกูลต้นหอม ผักกาดขาว และผักที่ไม่ได้มีสีเขียวมากนัก เพราะทางด้านจิตวิทยาพบว่า ภายในจานข้าว 1 จาน หรือ 1 มื้อ ห้ามมีปริมาณของสีเขียวเข้มเกิน 20% เพราะหากว่าเกิน จะทำให้คนกินประมวลผลว่า ผักเหม็นเขียว และไม่อร่อย”

“หลังจากที่กินผักกาดขาวได้แล้วก็พัฒนาสู่ผักคะน้า แล้วก็เริ่มกินผักอื่น ๆ มาเรื่อย ๆ โดยจะพยายามเลือกกินผักของไทย เพราะถูก ดี และมีไฟเบอร์อีกด้วย” อาจารย์แววตา กล่าวต่อไปว่า เมื่อพูดถึงการกินผักให้ได้ 400 กรัมใน 1 วันอาจจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ไม่อยากให้ท้อหรือถอดใจ และไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างทันที แต่อยากให้ค่อย ๆ เพิ่มผักเข้าไปในแต่ละมื้อ เช่น หากต้องการกินข้าวผัดกะเพราไข่ดาวก็บอกให้แม่ครัวเพิ่มผักอย่างอื่นเข้าไปนิดหน่อย แล้วค่อย ๆ พัฒนาสู่การกินผักในจานใหญ่ ๆ

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

หากจะพูดถึงการกินผักให้ได้ 400 กรัม ฟังดูอาจเป็นเรื่องที่ยาก แต่หากมาว่ากันตามจริง 400 กรัมนี้เป็นจำนวนที่ควรรับกินต่อ 1 วัน ไม่ใช่ ต่อ 1 มื้อ ดังนั้นเราก็สามารถเฉลี่ยให้ 400 กรัมนั้นกระจายไปตามมื้อต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกผลไม้ที่เราชื่นชอบเพื่อกินในช่วงเบรกของแต่ละวันได้อีกด้วย สำหรับคนไม่กินผักคนไหนที่สนใจจะเริ่มต้นกินผักในวันนี้ สามารถลองทำตามวิธีกินผักยังไงให้ได้ 400 กรัม ด้านล่างนี้ได้เลย

  1. พกผลไม้วันละ 1-2 ผล เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง แทนคุกกี้หรือขนมกรุบกรอบ หากทำอย่างสม่ำเสมอจะได้ปริมาณอาหารในกลุ่มนี้ครั้งละ 100 – 150 กรัม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม (ผัก 3 ส่วน ผลไม้ 2 ส่วน)
  2. มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น ติดบ้าน/ที่ทำงาน แทนช็อกโกแลตหรือขนมหวาน จะช่วยให้เรากินผักผลไม้ได้มากขึ้น
  3. หัดทำกับข้าวกินเองสัปดาห์ละ 1 วัน เลือกผักที่ชอบ หรือทดลองผักใหม่ ๆ ล้างเอง ปรุงเอง และยังมั่นใจได้ในความสะอาดปลอดภัย
  4. เตรียมอาหารกลางวันไปกินที่ทำงานลองทำอาหารง่าย ๆ ที่เตรียมได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช่น แซนด์วิช สลัด ข้าวผัด หรือข้าวคลุกน้ำพริกง่าย ๆ
  5. เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลัก หรือลวกผักพกมาเติมในก๋วยเตี๋ยว วิธีนี้สามารถเพิ่มปริมาณผักในแต่ละมื้อได้ตามต้องการ
  6. ทำน้ำผักผลไม้ปั่น โดยผสมน้ำผลไม้เล็กน้อยเพื่อช่วยลดกลิ่นผัก และเพิ่มรสอร่อยมากขึ้น แต่ปั่นแล้วต้องดื่มทันทีเพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าของเอนไซม์

หากเราไม่รู้ว่าเท่าไหร่จะถึง 400 กรัม ก็สามารถกะด้วยฝ่ามือได้ เพราะสองฝ่ามือของผู้ใหญ่ประกบกัน จะเทียบเท่าได้กับปริมาณผัก 1 กรัม นอกจากนี้การดื่มผลไม้ปั่นแล้วดื่มโดยทันทีก็ให้คุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

กินผักอย่างไร ให้ได้ 400 กรัม ใน 1 วัน thaihealth

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ โครงการพัฒนากลุ่มผู้บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัมเพื่อสุขภาพ ในสำนักงาน ได้ชวนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมโครงการ “กินผักและผลไม้ 400 กรัม” โดยสร้างความรู้คงเข้าใจ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคผักและผลไม้ พร้อมตั้งเป้าให้คนไทยหันมากินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นจาก 25.9%เป็น 50 % ภายในปี 2564 ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลว่า หากกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม จะลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ ดังนั้น การกินผักผลไม้วันละ 400 กรัมอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความเคยชินใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นนิสัยที่ดีในการบริโภคให้กับประชาชนทุกเพศทุกวัย

ปัจจุบัน ทุกประเทศทั่วโลกกำลังรับมือกับกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า "กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" เป็นกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส คลุกคลี ตัวนำโรค หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ หากแต่เกิดจากวิธีการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารหวานมันเค็มจัด มีภาวะอ้วน ลงพุง และที่สำคัญคือ ใช้ชีวิตด้วยความเครียดเป็นประจำ ซึ่งปัจจุบันมีคนป่วยและเสียชีวิต เพราะโรคนี้ปีละเกือบ 40 ล้านคน
ตรวจสุขภาพวัยทำงาน


          พูดง่าย ๆ ว่านี่คือ "โรคทำตัวเอง" แทบทั้งนั้น โดยเฉพาะเป็นภัยเงียบที่คุกคามคนวัยทำงาน (อายุระหว่าง 18-60 ปี) เป็นวัยที่มีความเสี่ยงสูงสุดของการมีปัญหาสุขภาพ เพราะมักมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ทั้งการกิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และการทำงาน ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำในคนวัยนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถตรวจคัดกรองและค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในตัว ก่อนที่จะลุกลามจนแสดงอาการและนำไปสู่การสูญเสีย ทั้งทางด้านสุขอนามัยและด้านเศรษฐกิจ


          รายการตรวจของคนวัยนี้ จะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของการตรวจร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง และตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงการซักประวัติเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โดยเฉพาะในชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว
 

ตรวจสุขภาพวัยทำงาน


          นอกจากนี้ยังมีการตรวจการทำงานระบบต่าง ๆ เช่น ตรวจสุขภาพช่องปาก ตรวจการได้ยิน ตรวจการมองเห็น รวมทั้ง มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง การตรวจระดับไขมันในเลือด เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การตรวจระดับน้ำตาล เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน แต่ในกรณีของเพศหญิง ถ้าเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะเคยหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม ก็ต้องได้รับการตรวจเต้านม และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

          อย่าลืมว่าการตรวจสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญกับทุกคน โดยเฉพาะในวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ที่ควรได้รับการตรวจที่เหมาะสมกับช่วงวัย ผู้ที่พบภาวะผิดปกติควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ในผู้ที่พบความเสี่ยงด้านสุขภาพควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม จะช่วยให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงอย่างยั่งยืน โดยสามารถติดต่อใช้บริการได้ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐทุกแห่ง หรือสามารถเช็กรายการตรวจสุขภาพด้วยตัวเองได้ที่ www.healthcheckup.in.th

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลบางส่วนจาก : คู่มือสำหรับประชาชน “การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative Care)” โดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

กิจกรรมผ่อนคลาย ดีต่อผู้ป่วยอย่างไร thaihealth

‘ป่วยกาย แต่ต้องไม่ป่วยใจ’ เพราะหากร่างกายป่วยและจิตใจป่วยตามไปด้วยแล้ว ย่อมยากที่จะกู้คืน

ในบางครั้งที่มีคนป่วย เรามักมุ่งความสำคัญไปที่การรักษาอาการ จนบางครั้งอาจหลงลืมไปว่า แท้จริงแล้วคนที่กำลังป่วยเขาอาจจะอยากทำอะไรนอกเหนือจากการนอนอยู่บนเตียงก็ได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือ หากิจกรรมการผ่อนคลายให้ผู้ป่วยค่ะ

การผ่อนคลายความเครียดให้ผู้ป่วย ถือเป็นส่วนที่จะช่วยประคับประคองอารมณ์ จิตใจ ความรู้สึกของผู้ป่วยให้สงบ และเป็นการชักจูงให้ผู้ป่วยออกจากความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานได้

การเลือกกิจกรรมสำหรับผู้ป่วยขึ้นอยู่กับความพร้อมและความพึงพอใจของผู้ป่วยเป็นหลัก และเหมาะสมกับปัจจัยในด้านต่างๆ ที่ห้ามลืมเลยนั่นก็คือ ไม่ยัดเยียดวิธีการหรือความเชื่อของตัวเราเป็นบรรทัดฐาน เรามีหน้าที่เพียงแนะนำและให้ผู้ป่วยเป็นผู้ตัดสินใจเลือกกิจกรรมต่างๆ เอง

ในวันนี้ทีมเว็บ สสส. จึงมีกิจกรรมสำหรับผู้ป่วยมาแนะนำให้นำไปปรับใช้กันค่ะ

 ดนตรีบำบัด >> เปิดดนตรีแนวที่ผู้ป่วยชอบ (หากไม่มีเพลงที่ชอบเป็นพิเศษอาจเปิดดนตรีบรรเลง คลาสสิค หรือเสียงจากธรรมชาติ) อาจร้องคลอ หรือชวนเพื่อนๆ ญาติๆ มาร้องร่วมกันเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นก็ได้

 การนวดและสัมผัส >> เป็นการสื่อสารความรู้สึกที่ไร้คำพูด ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย การนวดช่วยให้กล้ามเนื้อที่ยึดเกร็งได้คลาย เมื่อกล้ามเนื้อได้คลายความเจ็บปวดจะบรรเทา แต่ต้องระวังไม่นวดในบริเวณที่มีอาการปวด

 ทำงานอดิเรก >> ต้องเป็นกิจกรรมที่ออกแรงไม่มากจะช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ช่วยให้ผู้ป่วยเว้นจากการคิดฟุ้งซ่าน หรือจะลองเปลี่ยนบรรยากาศเดินเล่นรอบๆ บ้านก็ได้เช่นกัน

 ทำงานศิลปะ >> การวาดรูป ระบายสี ปั้นดิน เป็นกิจกรรมที่ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึกต่างๆ ออกมา ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองมากขึ้น โดยในขณะที่สร้างผลงานศิลปะนั้นเป็นช่วงเวลาที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ป่วยแลกเปลี่ยนความรู้สึกต่างๆ ออกมาได้

 ชมภาพยนตร์ >> ภาพยนตร์ที่จรรโลงใจ มีเนื้อหาสนุกสนานและน่าสนใจ จะสามารถช่วยหันเหความสนใจจากความทุกข์ทรมานทางกายหรือความทุกข์ทางใจบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้ชั่วขณะ

 การอ่านและเขียนหนังสือ >> การเขียนจะช่วยระบายและถ่ายทอดความรู้สึกในใจของผู้ป่วยออกมาได้ ถือเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์บางอย่างจนอาจทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนขึ้น มีผู้ป่วยหลายคนได้ใช้เวลาขณะที่ป่วยเขียนเรื่องราวจนเป็นที่รู้จัก

 หัวเราะและมีอารมณ์ขัน >> อาจหาจากหนังตลก อ่านหนังสือตลก นึกหรือคุยถึงเรื่องขำๆ ที่เคยเกิดขึ้น เพราะการได้นั่งหัวเราะนาน 5-10 นาทีติดต่อกันร่างกายจะได้ขยับ เป็นการบริหารอวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อใบหน้าไปในตัว

 ออกกำลังกาย >> หากผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้ ควรกระตุ้นให้ได้ออกกำลังกายเบาๆ ไม่หักโหมจนกลายเป็นอันตราย เช่น โยคะ รำชี่กง โดยเน้นการยืดเหยียดบริหารร่างกายบริเวณข้อต่อ

 สวดมนต์ สวดอ้อนวนถึงพระเจ้า หรือร้องเพลงสวด >> การน้อมใจให้ผู้ป่วยได้ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือจะช่วยให้ผู้ป่วยสงบมากขึ้น แต่หากผู้ป่วยไม่ได้ผูกพันกับความเชื่อหรือศาสนาใดๆ สามารถน้อมให้ระลึกถึงความดีงามที่เคยทำมา หรือสิ่งดีๆ ที่ภาคภูมิใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ความสงบพร้อมอิ่มใจในความดีของตน

ในการดูแลผู้ป่วย บางครั้งญาติหรือผู้ดูแลอาจเครียด พักผ่อนน้อย จนอาจทำให้เจ็บป่วยตามไปด้วย ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่าละเลยการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ กินอาหารดีมีประโยชน์ และออกกำลังกายเพื่อไม่ให้ร่างกายเสื่อมโทรมนะคะ          

ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

กรมการแพทย์เตือน ?ฟันปลอมเถื่อน? ทำเหงือกอักเสบรุนแรง thaihealth

แฟ้มภาพ

กรมการแพทย์ เตือนภัย ไม่ควรทำฟันปลอมกับช่างทำฟันที่ไม่ใช่ทันตแพทย์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ แม้ราคาถูก สะดวก แต่อันตรายอย่างมาก เสี่ยงเหงือกอักเสบรุนแรง เกิดแผลเรื้อรัง และติดเชื้อในช่องปาก ควรได้รับคำแนะนำและการรักษาอย่างถูกวิธีจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่า มีการให้บริการ ฟันปลอมจากช่างทำฟันเถื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ที่มีอยู่มากมาย ฟันปลอมที่ทำกับช่างทำฟันเถื่อนนั้น ไม่ได้มาตรฐานและไม่เหมาะสมกับสภาพช่องปาก ไม่สามารถเทียบเท่ากับรับการรักษาจากทันตแพทย์ แม้จะราคาถูก สะดวก รอทำได้เลย ฟันปลอมเหล่านี้แทบจะไม่ช่วยในการบดเคี้ยว แต่ส่งผลให้เกิดอันตรายในช่องปากอย่างมาก เช่น เกิดการสบฟันที่ผิดปกติ เกิดการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน เกิดแผลจากการกัดสบของฟันบริเวณลิ้นหรือกระพุ้งแก้มและลุกลามกลายเป็นแผลเรื้อรัง เสี่ยงติดเชื้อในช่องปาก นอกจากนี้อาจไม่ได้ขนาด แน่นหรือหลวมเกินไป ใส่แล้วรู้สึกเจ็บ จากการออกแบบที่ไม่เหมาะสม ทำให้ไม่สามารถใช้เคี้ยวอาหารได้และสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นก่อนทำฟันปลอม ควรได้รับคำแนะนำ  และประเมินก่อนการรักษา โดยทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจากสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

ทันตแพทย์บุญชู สุรีย์พงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม  กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำฟันปลอม ทำขึ้นเพื่อทดแทนการสูญเสียฟันธรรมชาติแทนที่ฟันที่หายไป โดยทำฐานในการยึดจากทั้งอะคริลิกและโลหะ แบ่งเป็นฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งชิ้นจะทำเพื่อทดแทนในกรณีที่ไม่มีฟันเหลืออยู่เลย และฟันปลอมชนิดถอดได้เฉพาะซี่ เป็นการใส่เพื่อช่วยไม่ให้ฟันซี่ที่เหลือล้มเปลี่ยนตำแหน่ง ช่วยในการบดเคี้ยวอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น การทำฟันปลอมต้องมีการเตรียมช่องปาก เช่น ทำการอุดฟันซี่ที่ผุ ขูดหินปูน หรือถอนฟันซี่ที่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ รวมถึงวัสดุเครื่องมือที่ใช้ต้องได้มาตรฐาน มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง และควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลช่องปากและการทำความสะอาดฟันปลอมอย่างถูกวิธีจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ปัจจุบัน ทุกประเทศทั่วโลกกำลังรับมือกับกลุ่มโรค NCDs (Non-Communicable diseases) หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า "กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง" เป็นกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส คลุกคลี ตัวนำโรค หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ หากแต่เกิดจากวิธีการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารหวานมันเค็มจัด มีภาวะอ้วน ลงพุง และที่สำคัญคือ ใช้ชีวิตด้วยความเครียดเป็นประจำ ซึ่งปัจจุบันมีคนป่วยและเสียชีวิต เพราะโรคนี้ปีละเกือบ 40 ล้านคน
ตรวจสุขภาพวัยทำงาน


          พูดง่าย ๆ ว่านี่คือ "โรคทำตัวเอง" แทบทั้งนั้น โดยเฉพาะเป็นภัยเงียบที่คุกคามคนวัยทำงาน (อายุระหว่าง 18-60 ปี) เป็นวัยที่มีความเสี่ยงสูงสุดของการมีปัญหาสุขภาพ เพราะมักมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ทั้งการกิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และการทำงาน ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำในคนวัยนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถตรวจคัดกรองและค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในตัว ก่อนที่จะลุกลามจนแสดงอาการและนำไปสู่การสูญเสีย ทั้งทางด้านสุขอนามัยและด้านเศรษฐกิจ


          รายการตรวจของคนวัยนี้ จะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของการตรวจร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อประเมินว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่ วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง และตรวจร่างกายทั่วไป รวมถึงการซักประวัติเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน โดยเฉพาะในชายอายุน้อยกว่า 55 ปี และหญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว
 

ตรวจสุขภาพวัยทำงาน


          นอกจากนี้ยังมีการตรวจการทำงานระบบต่าง ๆ เช่น ตรวจสุขภาพช่องปาก ตรวจการได้ยิน ตรวจการมองเห็น รวมทั้ง มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง การตรวจระดับไขมันในเลือด เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด การตรวจระดับน้ำตาล เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน แต่ในกรณีของเพศหญิง ถ้าเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะเคยหรือไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม ก็ต้องได้รับการตรวจเต้านม และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

          อย่าลืมว่าการตรวจสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญกับทุกคน โดยเฉพาะในวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ที่ควรได้รับการตรวจที่เหมาะสมกับช่วงวัย ผู้ที่พบภาวะผิดปกติควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ในผู้ที่พบความเสี่ยงด้านสุขภาพควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสม จะช่วยให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงอย่างยั่งยืน โดยสามารถติดต่อใช้บริการได้ที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐทุกแห่ง หรือสามารถเช็กรายการตรวจสุขภาพด้วยตัวเองได้ที่ www.healthcheckup.in.th

การดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุ มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนค่อนข้างมาก เพราะสองในสามของผู้สูงอายุมักมีโรคเรื้อรังตั้งแต่สองโรคขึ้นไป และหลายท่านมีการใช้ยาหลายชนิดซึ่งอาจนำไปสู่อาการไม่พึงประสงค์จากยา อีกทั้งคนวัยนี้ยังมีภาวะทางอารมณ์ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เริ่มมีปัญหาตามวัย เช่น สมองเสื่อม เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก แต่ตัวผู้สูงอายุและคนในครอบครัว มักเข้าใจผิดว่าเป็นการเสื่อมสภาพตามวัย จึงละเลยหรือไม่ใส่ใจเข้ารับการรักษาแต่เนิ่น ๆ
  ตรวจสุขภาพผู้สูงวัย
 

          การตรวจสุขภาพในคนสูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ผู้สูงอายุหลายคนเข้าใจว่าตนเองมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาตลอด ไม่เห็นเจ็บป่วยอะไร ไม่มีโรคประจำตัว จึงไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ มีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ไม่ยอมตรวจสุขภาพ เพียงเพราะกลัวว่าตรวจแล้วจะเจอโรค ทำให้ไม่สบายใจ สู้ไม่ตรวจสุขภาพเสียเลยจะได้ไม่ต้องมารับรู้ความเจ็บป่วยของตนเอง 

          ในความเป็นจริงนั้น การตรวจสุขภาพมีประโยชน์สำหรับคนวัยนี้เป็นอย่างมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็จะเสื่อมไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น และอาจมีการก่อตัวของโรคต่าง ๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่ได้ฉายาว่าเป็น "มัจจุราชเงียบ" เพราะเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีอาการเตือนล่วงหน้า จนกระทั่งมาพบแพทย์ด้วยอาการแทรกซ้อนของความเจ็บป่วยอื่น ๆ ซ้ำร้ายตรงที่การเป็นโรคใดโรคหนึ่ง ความเสี่ยงต่ออีกโรคก็จะเพิ่มขึ้นตามมาแบบ "ไม่ต้องเหมาจ่ายก็ได้โรคแบบโปรยกแก๊งค์" กันเลยทีเดียว

 

ตรวจสุขภาพผู้สูงวัย
 
          การตรวจสุขภาพในผู้สูงอายุเป็นประจำ จึงทำให้ผู้สูงอายุได้รับการประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพด้านต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น ความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย การทรงตัว หู ตา ช่องปาก การขับถ่าย การออกกำลังกาย การทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจความแข็งแรงของมวลกระดูก ตรวจสุขภาพจิต ตรวจระดับไขมัน ตรวจภาวะสมองเสื่อม ไปจนถึงการตรวจภายในคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในผู้สูงอายุหญิง

          ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยหาต้นตอของโรคหรือความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรกแล้ว ยังทำให้ง่ายที่จะรักษาให้หายขาดได้หรือบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ สามารถรับมือกับโรคเรื้อรังและควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ช่วยคัดกรองความเสี่ยงของโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับผู้ที่ที่มีความเสี่ยงต่อโรคสูงเป็นทุนเดิม เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพและไม่ไปเร่งการพัฒนาโรคให้เกิดขึ้น

          อยากเป็น สว สดใส ต้องใส่ใจตรวจสุขภาพ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ในสถานบริการของรัฐใกล้บ้าน หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.healthcheckup.in.th