ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 327 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 700 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 322 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลงานระบาด คปสอ. ปราสาท 417 อ่าน.
5 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 435 อ่าน.

silent stroke หรือ stroke แบบเงียบ หรือการเป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบตันแบบที่ไม่ออกอาการนั้น อาจจะไม่ถึงกับทำให้เสียชีวิต หรือทำให้ร่างกายบางส่วนเป็นอัมพาต แต่ก็เป็นอันตรายต่อสมอง

งานวิจัยชี้ ออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็น stroke แบบเงียบ

....อาการของการเป็น stroke แบบไม่ออกอาการ ก็เหมือนๆ กับการเป็น stroke แบบรุนแรง คือจะเกิดขึ้นเมื่อมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถเดินทางไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของสมองได้

อาการดังกล่าวสามารถตรวจพบด้วยการสแกนด้วยเครื่อง mri แต่ joshua willey นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า อาการของ silent stroke มักจะไม่ค่อยชัดเจนนัก

joshua willey กล่าวว่า ในการสแกนด้วยเครื่อง mri นั้น นักวิจัยมักจะพบเพียงส่วนเล็กๆ ของสมองที่ถูกทำลาย และมักจะอยู่ลึกลงไปในโครงสร้างของสมองด้วย

การเป็น stroke แบบเงียบทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น อาจทำให้หกล้ม หรือทำให้มีอาการสมองเสื่อมได้

นักวิจัย joshua willey และเพื่อนร่วมงานของเขา ศีกษาผลของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ต่อโอกาสในการเป็น stroke เงียบ โดยการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุ 1,200 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของพวกเขา หกปีให้หลัง นักวิจัยสแกนสมองของอาสาสมัครด้วยเครื่อง mri 

joshua นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวว่า อาสาสมัครที่ออกกำลังกายอย่างหนัก มีโอกาสเสี่ยงในการเป็น stroke แบบเงียบน้อยกว่าคนอื่นๆ ถึง 40%

อย่างไรก็ตาม อาสาสมัครที่ออกกำลังกายแบบหนักหน่วงจริงจัง หรือเดินอย่างธรรมดาๆ มีความเสี่ยงพอๆ กับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยทีเดียว

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียผู้นี้ กล่าวอีกว่า ยิ่งออกกำลังกายหนักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีมากเท่านั้น แต่ก็บอกไว้ด้วยว่า การออกกำลังกายแบบเบาๆ ก็ให้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะไม่มีผลในการช่วยลดความเสี่ยงในการเป็น stroke แบบไม่ออกอาการก็ตามและว่า นักวิจัยไม่อยากให้การค้นพบของพวกเขา บั่นทอนกำลังใจของผู้ที่ชอบออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถป้องกันการเจ็บป่วยหลายๆ ชนิดได้

การศึกษาเรื่องนี้ ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร neurology

 

 

ที่มา :หนังสือพิมพ์มติชน โดย art chimes / ธัญญาภรณ์ สุนทรวงษ์

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ไม่อยากอ้วน...กินอย่างไรดี thaihealth

แฟ้มภาพ

หัวใจสำคัญ คือ กินอาหารให้ครบหมวดหมู่ โดยเน้นการกินผักให้มากขึ้น กินไขมันให้น้อยลง กินข้าวแป้ง เนื้อสัตว์ และผลไม้พอประมาณ การกินอาหารให้ครบหมวดหมู่อย่างหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย พร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

1.การกินอาหารให้ครบ 3 มื้อ

อาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันจะต้องให้พลังงานกับร่างกายมากกว่ามื้อเย็น อาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิทั้งในการเรียนและการทำงาน ผู้ที่กินอาหารเช้าทุกวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะอ้วน และโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่ไม่กินอาหารเช้าถึงร้อยละ 35-50 อาหารเช้าที่เหมาะสมนั้น ควรมีค่าพลังงานและสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรจะได้รับตลอดวัน ส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็นควรอยู่ที่ร้อยละ 35 และร้อยละ 30 ตามลำดับ และที่เหลือเป็นอาหารว่าง ร้อยละ 10

2. หลีกเลี่ยงอาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ

อาหารระหว่างมื้อนี้ไม่มีความจำเป็นต่อผู้ใหญ่ทั่วไป ยกเว้นในเด็กที่ต้องการการเจริญเติบโตและในคนบางกลุ่มที่อาจมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมที่ต้องกินอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้งขึ้น อาหารว่างระหว่างการประชุมเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราได้รับพลังงานมากเกินไป ควรระวังไม่ดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกแลตมากเกินไป โดยเฉพาะที่เป็นเครื่องดื่มปรุงสำเร็จประเภท "ทรีอินวัน" ซึ่งจะให้พลังงานมากกว่าการชงดื่มเอง

3.อาหารไขมัน ตัวการความอ้วน

สารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายสูงมากที่สุดคือไขมัน ซึ่ง 1 กรัมของไขมันให้พลังงานมากถึง 9 กิโลแคลอรี การลดการกินไขมันลง จะช่วยควบคุมไม่ให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการได้ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด หรือผัดที่มีการใช้น้ำมันมากๆ นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปด้วย ปรับเปลี่ยนวิธีการประกอบอาหารเป็นการต้ม นึ่ง ย่าง แทนการทอด ผัด อาหารที่มีไขมันอีกชนิดที่ต้องระมัดระวังด้วย คือ ส่วนประกอบของเนย นม ไข่แดง กะทิ เช่น ผลิตภัณฑ์เบเกอรีต่างๆ จำพวก เค้ก คุกกี้ พาย น้ำสลัด ไอศกรีม เป็นต้น

ไม่อยากอ้วน...กินอย่างไรดี thaihealth

4.กินข้าวแป้งแต่พอดี ไม่อ้วน

อาหารกลุ่มข้าวแป้ง แม้ว่าจะให้พลังงานน้อยกว่าไขมัน แต่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงควรกินแค่พอประมาณ คือประมาณมื้อละ 2-3 ทัพพี ในคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะต้องลดปริมาณลงจากที่เคยกิน เช่น ลดจาก 4 ทัพพีเป็น 3 ทัพพี เป็นต้น ร่วมกับการระวังไม่กินไขมันมากเกินไปและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นบ้าง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ค่อยเป็นค่อยไปโดยที่ไม่เกิดผลเสียกับสุขภาพ

5.ผัก ผลไม้ เส้นใยอาหาร กับการลดน้ำหนัก

ผักมีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารมาก นอกจากช่วยในการขับถ่ายแล้ว ยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม และทำให้ได้รับสารธรรมชาติที่เป็นประโยชน์กับร่างกายด้วย ถ้าเป็นไปได้อาหารทุกมื้อจำเป็นต้องมีผักเป็นส่วนประกอบ ด้วยการกินผักให้ได้วันละประมาณ 6 ทัพพี ส่วนการกินผลไม้ แนะนำให้กินแค่พอประมาณ คือครั้งละ 6-8 ชิ้นคำ วันละ 2-3 ครั้ง หลายคนมักเข้าใจผิดว่ามื้อเย็นไม่กินข้าว ขอกินผลไม้แทน พบว่าไม่ทำให้น้ำหนักลดลงแต่อย่างใด เพราะผลไม้ที่กินบางชนิดมีน้ำตาลและพลังงานค่อนข้างมากตามปริมาณที่กิน

6.กินอาหารโปรตีนสูง เพื่อลดน้ำหนัก

แนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร "Low Carb" ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย แม้ว่าจะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริง แต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆ คือ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไต และยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย

ที่มา : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

`รู้ทัน-ป้องกัน` รับมือภัยช่วงฤดูหนาว thaihealth

ฤดูหนาวมีสภาพอากาศแห้งและลมพัดแรง เมื่อเกิดไฟป่าและเพลิงไหม้ ไฟจะลุกลามอย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม ประกอบกับมีหมอกปกคลุมเส้นทาง จึงบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน อีกทั้งสภาพอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลให้ประชาชนเจ็บป่วยได้ง่าย

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย กระทรวงมหาดไทย โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอแนะข้อควรปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากภัยในช่วงฤดูหนาว ดังนี้

เพลิงไหม้

เพิ่มความระมัดระวังในการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับไฟ ไม่เผาขนะ ไม่ทิ้งก้นบุหรี่ใกล้พงหญ้าแห้งหรือวัสดุติดไฟง่าย ไม่จุดยากันยุงหรือธูปเทียนทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแล ปิดวาล์วถังก๊าซทุกครั้งหลังใช้งาน รวมถึงดับไฟก้นบุหรี่ให้สนิทก่อนทิ้ง

ไม่ก่อกองไฟให้ความอบอุ่นบริเวณจุดเสี่ยงเพลิงไหม้ โดยเฉพาะบริเวณรอบบ้าน ใกล้แหล่งเชื้อเพลิง อาทิ กองฟางกองไม้แห้ง ผ้าห่ม ที่นอน พร้อมใช้น้ำราดดับไฟให้สนิท เพื่อป้องกันเพลิงไหม้

ไฟป่า

หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับไฟบริเวณป่า โดยไม่เผาขยะ ตอซังข้าว วัชพืช หรือหญ้าแห้งใกล้แนวชายป่า ไม่เก็บหาของป่า หรือล่าสัตว์โดยการจุดไฟหรือรมควัน เพื่อป้องกันเพลิงลุกลามเป็นไฟป่า เตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยไถกลบแทนการเผา พร้อมจัดทำแนวกันไฟ โดยทำคันดินหรือขุดเป็นร่องดินล้อมรอบพื้นที่การเกษตร เพื่อป้องกันเพลิงลุกลามเป็นไฟป่า กำจัดวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงบริเวณรอบบ้านและใกล้แนวชายป่า โดยเก็บกวาดใบไม้ กิ่งไม้ และหญ้าแห้งมิให้กองสุมหรือเผาวัสดุในภาชนะที่ปิดมิดชิด บริเวณด้านเหนือลม เพื่อป้องกันแรงลมพัด ทำให้เพลิงลุกลามเป็นไฟป่า

หมอกควัน

หลีกเลี่ยงการสูดดมฝุ่นละอองหมอกควันเข้าสู่ร่างกาย โดยสวมหน้ากากอนามัยหรือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆปิดปากและจมูก พร้อมสวมแว่นตาทุกครั้งเมื่ออยู่ในที่โล่งแจ้ง เพื่อลดการระคายเคืองตา งดประกอบกิจกรรมในบริเวณที่มีหมอกปกคลุมหนาแน่น โดยไม่ออกกำลังกายและทำงานที่ต้องออกแรงมาก เพราะจะสูดดมฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากขึ้น

ไม่ประกอบกิจกรรมที่เพิ่มปริมาณหมอกควันในอากาศ ไม่เผาขยะ ไม่จุดธูปเทียน ไม่สูบบุหรี่และลดการใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ เตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยไถกลบแทนการเผา พร้อมจัดสลับช่วงเวลาในการเผาหรือชิงเผาก่อนช่วงวิกฤตหมอกควัน

อุบัติเหตุทางถนน

เพิ่มความระมัดระวังในการขับรถเป็นพิเศษ โดยไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ไม่เปลี่ยนช่องทางกะทันหัน เปิดไฟหน้ารถและไฟตัดหมอก จะช่วยให้มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้น และผู้ขับรถคันอื่นมองเห็นรถเราได้ในระยะไกล หากหมอกลงจัดจนมองไม่เห็นเส้นทาง ให้จอดรถพักในบริเวณที่ปลอดภัย เช่น ที่พักรถริมข้างทาง สถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น รอจนหมอกเบาบางค่อยขับรถไปต่อ

การดูแลรักษาสุขภาพ

รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ สวมถุงมือ ถุงเท้า เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย และหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศหนาวเย็น ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ เพราะมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย และเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อน หากเจ็บป่วยจะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป ไม่นอนในที่โล่งแจ้งโดยไม่สวมเสื้อผ้าหรือห่มผ้า เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้เลือดไหลเวียนช้า ร่างกายขาดออกซิเจน ส่งผลให้เกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ การเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันอันตรายและลดผลกระทบจากภัยในช่วงฤดูหนาวรวมถึงทำให้การดำเนินชีวิตในช่วงฤดูหนาวเป็นไปอย่างปลอดภัย

 

ที่มา : ผศ.ดร.วรรธนะ ชลายนเดชะ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล

ความอ้วนไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นอีกต่อไปแล้ว ใครที่อ้วนลงพุงแต่ไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไรคงไม่ได้แล้ว เพราะความอ้วนนำมาซึ่งโรคร้ายเรื้อรังคือ “ดัน มัน หวาน” (ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน) โรคนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Metabolic Syndrome”

กินลดอ้วน กินน้อย ใช้พลังงานมาก thaihealth

แฟ้มภาพ

เมตาบอลิก ซินโดรมคือมีความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายจากที่มีไขมันสะสมมาก มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจากผนังหลอดเลือดที่อุดตัน มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายไม่สามารถจะดึงน้ำตาลในเลือดเข้าไปเก็บหรือใช้ได้ โรคนี้จะเป็นมากหรือน้อยขึ้นกับ “ขนาดของพุง” ผู้ชายที่มีขนาดของพุงเกิน 90 ซม. ผู้หญิงเกิน 80 ซม. จะมีความเสี่ยงต่อโรคนี้

ไขมันที่พุงจะสลายออกมามากขณะหลับ เลือดจะเต็มไปด้วยไขมัน ทำให้หลอดเลือดอุดตันที่หัวใจและสมอง หลายคนต้องพิการเป็นอัมพาตครึ่งซีกจากโรคนี้ ผู้เขียนในฐานะนักกายภาพบำบัดพบผู้ป่วยอัมพาตอายุน้อยลงเรื่อยๆ บางคนเป็นที่อายุเพียง 40 ต้นๆ ซึ่งเป็นวัยทำงานและเป็นที่พึ่งของใครหลายคน กลับกลายมาเป็นภาระครอบครัว ใครที่มีพุงอยู่ตอนนี้คงต้องหาวิธีลดกันแล้ว วิธีการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการลดพุง (อ้วน) คือ กินน้อยลง ใช้พลังงานมากขึ้น

พลังงานพื้นฐาน

ชื่อฟังยากแต่อธิบายได้ง่ายๆ ว่าเป็นพลังงานที่ใช้ในการเผาผลาญและดูดซึมอาหาร การทำงานของอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด ลำไส้ พลังงานพื้นฐานเป็นการใช้พลังงานขณะพักผ่อน คือเมื่อร่างกายอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ทำอะไรก็ใช้พลังงานส่วนหนึ่งเพื่อการนี้แล้ว พลังงานพื้นฐานจะขึ้นกับน้ำหนัก ความสูง อายุ คำนวณพลังงานพื้นฐานได้จากสูตรของ Harris Benedict ข้างล่างนี้

พลังงานพื้นฐาน (หน่วยเป็นกิโลแคลอรี)

สำหรับชาย = 66 + (13.7 x น้ำหนัก (กก.)) + (5 x ความสูง (ซม.)) – (6.8 x อายุ (ปี))

สำหรับหญิง = 655 + (9.6 x น้ำหนัก (กก.)) + (1.8 x ความสูง (ซม.)) – (4.7 x อายุ (ปี))

จากสูตรจะเห็นได้ว่ายิ่งเมื่ออายุมากขึ้น พลังงานพื้นฐานที่ใช้จะลดลง ถ้าอายุมากขึ้นแต่ยังกินเหมือนคนหนุ่มสาว รับรองได้ว่าน้ำหนักต้องขึ้นแน่ๆ ตัวอย่างเช่น

หนัก 65 กก. สูง 166 ซม. อายุ 25 ปีจะใช้พลังงานพื้นฐาน

= 66 + (13.7 x 65 (กก.)) + (5 x 166 (ซม.)) – (6.8 x 25 (ปี))

= 1,616 กิโลแคลอรีคุณท้วมหนัก 65 กก. สูง 166 ซม. เหมือนคุณเท่ แต่อายุ 50 ปีจะใช้พลังงานพื้นฐาน

= 66 + (13.7 x 65 (กก.)) + (5 x 166 (ซม.)) – (6.8 x 50 (ปี))

= 1,446 กิโลแคลอรี

เนื่องจากพลังงานที่ใช้ยังขึ้นกับกิจกรรมที่ทำด้วยจึงต้องคูณด้วยตัวเลขต่อไปนี้

ถ้าเป็นคนทำงานนั่งโต๊ะ ไม่ได้ออกกำลังเลย ให้คูณด้วย 1.2

ออกกำลังบ้าง 1-3 ครั้ง/สัปดาห์ คูณด้วย 1.375

ออกกำลัง 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ คูณด้วย 1.55

ออกกำลังอย่างหนัก 6-7 ครั้ง/สัปดาห์ คูณด้วย 1.725

งานใช้แรงมาก หรือ นักกีฬาที่ฝึกอย่างหนัก คูณด้วย 1.9

คุณท้วมทำงานสำนักงาน ไม่เคยออกกำลังเลย พลังงานพื้นฐานในแต่ละวันจะมีค่า = 1,446 x 1.2 = 1,735 กิโลแคลอรี

การคำนวณอาจจะยุ่งยากบ้างแต่จำเป็นสำหรับผู้ที่จะลดน้ำหนัก เมื่อรู้ว่าใช้พลังงานวันละเท่าไร ต้องลดการกินในแต่ละวันให้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ประมาณ 250 กิโลแคลอรี เพิ่มการใช้พลังงานด้วยการออกกำลังอีก 250 กิโลแคลอรี จะเผาผลาญพลังงานได้เพิ่มวันละ 500 กิโลแคลอรี การใช้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีจะเผาไขมันได้ 1 กรัม ถ้าเพิ่มการเผาผลาญวันละ 500 กิโลแคลอรีจะขจัดไขมันออกจากร่างกายได้ 55 กรัมหรือครึ่งขีด ระยะเวลา 20 วันจะลดน้ำหนักได้ประมาณ 1 กก.

สูตรข้างบนนี้แม้ว่าเป็นของฝรั่งแต่ สามารถนำมาใช้ได้ในคนไทย ในทางปฏิบัติเราไม่ได้ต้องการความละเอียดในการคำนวณมากนัก แต่สูตรนี้จะใช้ไม่ได้ในคนที่เป็นนักกีฬาที่มีกล้ามหรือมีไขมันในร่างกายมาก เช่น นักเพาะกายและผู้ที่อ้วนมาก หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางการเผาผลาญอาหาร เช่น มีภาวะพร่องหรือเกินของฮอร์โมนไทรอยด์

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

กินไข่...ต้านโรค thaihealth

แฟ้มภาพ

ไข่ไก่ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เต็มไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ในไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 75-80 แคลอรี มีโปรตีนสูงถึง 7 กรัม

ไข่ขาว มีน้ำหนักประมาณ 2 ใน 3 ของไข่ทั้งฟอง ประกอบไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง ประมาณร้อยละ 12 มีสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน 8 ชนิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ไข่แดง มีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักไข่ ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ สำหรับไขมันที่มีอยู่ค่อนข้างมากในไข่แดงนั้น เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว รวมถึงโอเมก้า-3 ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีคุณค่าเหมือนไขมันในปลาแซลมอน และปลาทะเล

ด้วยความเข้าใจที่ว่าในไข่ไก่นั้นมีคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง โดยในไข่ 1 ฟอง มีปริมาณคอเลสเตอรอลประมาณ 213 มิลลิกรัม ซึ่งอาจมีผลต่อการเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดได้ แต่การวิจัยเกี่ยวกับเรื่องไขมันและคอเลสเตอรอลในไข่ไก่ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สามารถพูดได้อย่างแน่ชัดแล้วว่า ไขมัน และคอเลสเตอรอลในไข่ไก่มีผลเสียต่อผู้บริโภคน้อยมากเมื่อเทียบกับไขมันจากแหล่งอื่นๆ

นอกจากนี้ โปรตีนที่มีปริมาณสูงในไข่ไก่ สารอาหารจำพวกไขมัน และคอเลสเตอรอล ไม่ได้เป็นสาเหตุและความเชื่อมโยงใดๆ ต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ที่สำคัญไข่ไก่ 1ฟอง ยังมีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 บี6 วิตามินดี โคลีน อิโนซิทอล แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม เป็นต้น โดยในส่วนของโคลีน ที่พบในไข่นั้น เป็นส่วนประกอบในสารทีเรียกว่า “เลซิติน” โดยปัจจุบันพบว่าสารเลซิตินนี้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ที่มักรับประทานในรูปอาหารเสริมสุขภาพ ช่วยบำรุงสมอง และป้องกันภาวะความผิดปกติของระบบประสาท

สรุปเลยว่า “ไข่ไก่” เป็นของดี ราคาถูก คุณประโยชน์มาก แบบนี้...ไม่ทานไม่ได้แล้ว

 

ที่มา : manager.co.th

5 อาการ บอกโรคหลอดเลือดสมอง thaihealth

แฟ้มภาพ

สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด เนื่องจากทำหน้าที่ควบคุมการทำงานส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งเป็นอวัยวะที่ใช้ในการคิดวางแผน จดจำสิ่งต่างๆ

สมองได้รับเลือดจากหลอดเลือดใหญ่และหลอดเลือดฝอย หากหลอดเลือดเหล่านั้นตีบ ตัน หรือแตก ก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความพิการทันทีหากมาพบแพทย์ไม่ทันอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เสียชีวิตหรือพิการ คือการเพิกเฉยต่ออาการหรือสัญญาณเตือนของร่างกาย เช่น ตาพร่ามัว ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้คนส่วนมากมองข้ามไป

อัมพฤกษ์อัมพาตหรือโรคหลอดเลือดสมอง แบ่งได้เป็น 2 ประเภท 

1. หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณร้อยละ > 80 ของผู้ป่วย เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบหรืออุดตัน ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ ภาวะหัวใจวายหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โรคเลือดบางอย่าง เช่น ภาวะเลือดข้นผิดปกติ เกร็ดเลือดสูง เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอยู่เป็นเวลานานจะเป็นผลให้ผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว เกิดการตีบหรืออุดตัน ทำให้สมองขาดเลือดเกิดอัมพาตตามมาในที่สุด

2. หลอดเลือดสมองแตก เมื่อเกิดการแตกของหลอดเลือดสมอง ก้อนเลือดจะเบียดดันเนื้อสมองส่วนที่ดี ทำให้เสียหน้าที่เซลล์สมองทำงานผิดปกติ เกิดอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา ภาวะนี้มักสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังเกิดจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาบางชนิด

อาการของอัมพฤกษ์อัมพาต

หากมีอาการในข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้ ที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองทั้งสิ้น

1. มีอาการชาหรืออ่อนแรงของแขนขา หรือใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง

2. ตาข้างใดข้างหนึ่งมัวหรือมองไม่เห็น

3. พูดลำบาก พูดไม่ได้ หรือไม่เข้าใจคำพูด

4. มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

5. มีอาการมึนงง หรือเดินไม่มั่นคง เสียศูนย์