ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 469 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 926 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 433 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 547 อ่าน.

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

สุขภาพดีด้วยการออกกำลังกาย thaihealth

แฟ้มภาพ

การออกกำลังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และราคาถูกที่สุดที่ทำให้สุขภาพดีและอายุยืน ดังนี้

1. ลดความเครียด เพราะความเครียดบั่นทอนความสุขและเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ หลายโรค

2. ทำให้เกิดความสุขซึมซ่านทั่วตัว ถ้าออกกำลังถึงขนาดสารสุขที่เรียกว่าเอนดอร์ฟินส์จะหลั่งมาในกระแสเลือดมาก ทำให้เกิดความสุขซึมซ่านทั่วตัว 

3. ทำให้อวัยวะต่างๆ แข็งแรง เช่น หัวใจ ปอด กระดูก ไม่เป็นโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะนั้นๆ ได้ง่าย

4. ป้องกันโรคเบาหวานและควบคุมโรคเบาหวานได้ง่าย

5. รักษาโรคภูมิแพ้

6. ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่ค่อยเป็นโรคติดเชื้อ และลดการเป็นมะเร็งลง

7. ถุงซ่อมแซมร่างกายที่เรียกว่า “Exosome” ที่เพิ่มขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ชวนคนไทยตรวจเต้านมด้วยตนเอง thaihealth
แฟ้มภาพ

จากสถิติพบว่า "มะเร็งเต้านม" เป็นโรคมะเร็งชนิดที่พบมากสุดเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทยมายาวนานติดต่อกันหลายปี จึงไม่น่าแปลกใจหากผลสำรวจของสำนักงานมะเร็งแห่งชาติชี้ว่า

โรคร้ายชนิดนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของหญิงไทยที่ร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 9 คน และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

นพ.ธรรมนิตย์ อังศุสิงห์ เลขาธิการ มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กล่าวว่า แม้ในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมได้อย่างชัดเจน แต่ผู้ป่วยมักมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเชื่อว่ามียีนบางตัวกลายพันธุ์แล้วเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง โดยกลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีอายุระหว่าง 45 ถึง 50 ปี หลังจากวัยดังกล่าวจะมีอัตราเสี่ยงที่ลดลงเรื่อยๆ ตามฮอร์โมน เอสโตรเจน เนื่องจากฮอร์โมนชนิดนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกด้วย รวมถึงเรื่องของเชื้อชาติที่ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคมีการเปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่น การเก็บข้อมูลในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ผู้หญิงเอเชียมีความเสี่ยงเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วง 35 ปีเป็นต้นไป ความเสี่ยงจะลดลงเมื่ออายุ เกิน 50 ปี  แตกต่างจากผู้หญิงชาวยุโรปที่มีความเสี่ยงเมื่ออายุเข้าสู่ปีที่ 45 และลดลงเมื่ออายุมากกว่า 60 ปี

ข้อมูลที่น่าสนใจจากผลวิจัยที่ผ่านมาคือ เมื่อหญิงชาวญี่ปุ่นได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงอายุและความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะเปลี่ยนไปในลักษณะที่มี ความใกล้เคียงกับผู้หญิงชาวอเมริกามากขึ้น นอกจากนี้ ผลสำรวจของปีที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ชลบุรี เป็นจังหวัดที่พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย เหนือกว่ากรุงเทพฯ ที่ครองอันดับ 1 มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงเกิดข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาของ จ.ชลบุรี อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า สิ่งแวดล้อมและอาหารการกิน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็น ตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม

นพ.ธรรมนิตย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้มะเร็งเต้านมเป็นโรคร้ายที่น่ากลัวนั้น มาจากการขาดความรู้ และความเชื่อผิดๆ เช่น มักเข้าใจผิดว่า หากมีก้อนเนื้อร้ายจากมะเร็งเต้านมแล้วจะมีอาการเจ็บปวดทรมาน ทั้งที่ ในความเป็นจริง ผู้ป่วยกว่า 90% ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ ที่บริเวณหน้าอก นอกจากนี้ หลายคนมักคิดว่าการมีลูกและให้นมบุตรจะทำให้ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมลดลง แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีข้อยืนยันทางการแพทย์ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง จากความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความชะล่าใจ จึงไม่ใส่ใจเข้ารับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งนี้จากข้อมูลของศิริราชพบว่า ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามักจะอยู่ในช่วงที่ 2 และ 3 หรือแม้กระทั้งระยะที่ 4 ที่เป็นระยะสุดท้าย มีจำนวนมากกว่าการเข้ารับการรักษาในระยะที่ 1 มาก

สำหรับการรักษานั้นมีด้วยกันหลายวิธี อาทิ การผ่าตัดเอาเต้านมและต่อมน้ำเหลือง ใต้รักแร้ออก หากพบว่าเซลล์มะเร็งกระจายไป ยังต่อมน้ำเหลืองแล้ว อาจจำเป็นต้องให้ยาเคมี บำบัดร่วมกับการฉายแสงรักษาเฉพาะบริเวณนั้น อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้เกิด ผลข้างเคียงค่อนข้างรุนแรงต่อผู้ป่วย เช่น คลื่นไส้ ผมร่วง และการกดภูมิคุ้มกัน ดังนั้นการป้องกันอย่างรู้เท่าทันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงมะเร็งเต้านม และการที่ 90%  ของมะเร็งชนิดนี้มีลักษณะเป็นก้อน

"การตรวจมะเร็งด้วยตนเอง" ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นวิธีการที่ง่ายและได้ผลที่สุด โดยมีขั้นตอน ดังนี้ ปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบาย เปรียบเทียบเต้านมทั้งสองข้างว่ามีการบิดเบี้ยวของหัวนม หรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ ประสานมือทั้งสองข้างเหนือศีรษะ หรือให้โค้งตัวมาข้างหน้า โดยใช้มือทั้งสองข้างวางบนเข่าหรือเก้าอี้ ในท่านี้เต้านมจะห้อยลงไปตรง ๆ หากมีสิ่งผิดปกติก็จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น แล้วกลับมาอยู่ในท่าเท้าสะเอวพร้อมสำรวจหาสิ่งผิดปกติ จากนั้นโค้งฝ่ามือเพื่อปรับให้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางอยู่ในสภาพแบนราบใช้บริเวณกึ่งกลางของนิ้ว ซึ่งมีจุดสัมผัสที่ดีและกว้างกว่าส่วนปลายนิ้ว โดยเคลื่อนนิ้ววนเป็นวงกลมเท่าเหรียญบาทในบริเวณที่จะต้องคลำอย่างทั่วถึง กด 3 ระดับ เริ่มจากกดเบาๆ เพื่อให้รู้สึกถึงบริเวณใต้ผิวหนัง กดปานกลาง เพื่อให้รู้สึกถึงกึ่งกลางของเต้านม และกดหนักขึ้น เพื่อให้รู้สึกถึงส่วนลึกใกล้ผนังปอด สังเกต ผิวเต้านมด้วยว่า มีปุ่ม ไต เกิดขึ้นหรือไม่ ทำเช่นนี้ เป็นประจำเพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงว่าภายในเต้านมมีสิ่งผิดปกติที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือไม่ หากมีความผิดปกติควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทันทีแม้จะไม่ใช่มะเร็งเต้านมก็ตาม

"ความตระหนักถึงอันตรายของโรคอย่างรู้เท่าทัน โดยการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ คือแนวทางที่ดีที่สุดในการป้องกันและรักษาโรคร้ายนี้ เพราะไม่ว่าแพทย์มีความเชี่ยวชาญเพียงใด ก็ไม่มีทางรู้จักร่างกายคุณ ดีไปกว่าตัวคุณเอง"  นพ.ธรรมนิตย์ กล่าวทิ้งท้าย

วัยรุ่นเลือกได้
 

          ใกล้วาเลนไทน์เข้าไปทุกที  กับคำว่า "วันเสียตัวแห่งชาติ"

          นิด้าโพล ปี 2556 เผยวัยรุ่นไทย 52.64% ให้ความสำคัญวันวาเลนไทน์  และ 27.36% ยอมมีเพศสัมพันธ์กับแฟน  

          ผ่านมาสี่ปี ไม่รู้ว่าตัวเลขนี้จะขยับมากขึ้นอีกเท่าไร…และคนที่หนักใจมากที่สุดน่าจะเป็นผู้ใหญ่นี่แหละ แต่รู้ไหมว่าคุณสามารถบอกให้ลูกหลานคุณทราบว่า พวกเขาเลือกได้ ! และสำหรับวัยรุ่นไทย ถึงคราวแล้วละที่จะลบสถิติที่ว่าวัยรุ่น 65% ไม่รู้จักวิธีคุมกำเนิด…

          เราอยากให้คุณดูคลิปนี้…เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ขณะอยู่กันลำพัง เด็กหนุ่มเลยเล่นปูไต่บอกอ้อม ๆ กับเด็กสาวว่า "วันนี้พ่อแม่เราไปค้างต่างจังหวัด" ช่วงขณะที่อารมณ์กับเหตุผลกำลังต่อรองกัน เด็กสาวเขินอาย หายใจแรงขึ้น…แรงขึ้น และก่อนที่อารมณ์จะมาก่อน เหตุผลที่ว่ามีโอกาสสูงมาก ที่เธอจะเป็นแม่วัยใสก็ฟาดหน้าเข้าอย่างจัง…

          เพราะวัย 10-18 ปี ทั้งชายและหญิงคือช่วงวัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือน ผู้ชายเริ่มมีน้ำอสุจิ และ 2 สิ่งนี้คือสัญญาณความพร้อมของการเป็น "พ่อและแม่" แต่มีทางเลือกต่อไปนี้ที่วัยรุ่นเลือกได้

          1. ไม่มีเซ็กส์  2. ใช้ถุงยางอนามัย  3. ทานยาคุมกำเนิด

          หากคุณเป็นพ่อแม่ นี่คือคลิปที่คุณอยากดู และหากคุณเป็นวัยรุ่น…เชื่อเถอะว่า ดูแล้ว คุณจะเชื่อว่าตัวเองเลือกได้จริง ๆ

               นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นเทศกาลวันแห่งความรัก ที่มีการมอบความรักและสิ่งดีๆ ให้แก่กัน นอกจากนี้ วัยรุ่นส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจเป็นพิเศษและอาจตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ได้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบว่า แนวโน้มอัตราป่วยที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสัญญาณที่บอกถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีได้ โดยในช่วงปี 2553-2559 พบว่า อัตราการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจาก 20.43 เป็น 25.74 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน  ซึ่งมี 5 โรคหลัก ได้แก่ โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคแผลริมอ่อน และโรคกามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลืองซึ่งกลุ่มที่พบโรคหนองในและโรคซิฟิลิสมากที่สุด คือช่วงอายุ 15-24 ปี รองลงมาเป็นอายุ 25-34 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยเรียน วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี  ดังนั้น วิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ อย่างถูกวิธีสำหรับกลุ่มวัยรุ่นในการปฎิบัติตัวให้ความรักช่วงวันวาเลนไทน์ เป็นรักที่ปลอดภัย 4 ข้อ คือ

                  1.หลีกเลี่ยงไม่อยู่สองต่อสอง  

                 2.ปฏิเสธเมื่อไม่พร้อมมีเพศสัมพันธ์

                 3. พกถุงยางอนามัยติดตัวไว้เสมอ และใช้อย่างถูกวิธี

                 4. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบตนเองและคู่ ให้ปลอดภัยไปพร้อมกัน
 

เรื่องโดย  :   เสาวลักษณ์ พิสิษฐ์ไพบูลย์ team content www.thaihealth.or.th

8 เหตุผล ที่ต้องคิดก่อนแต่งงาน thaihealth

แฟ้มภาพ

14 กุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก ที่มักมีคู่รักหลายๆ คู่ ได้ถือฤกษ์แต่งงาน หรือจดทะเบียนสมรสกัน การแต่งงานมีหลากหลายปัจจัยที่ไม่ใช่มีเพียงแค่ความรักอย่างเดียว เห็นได้จากปัจจุบันหลายคู่ที่แต่งงานกันเพียงไม่นาน ได้เกิดปัญหาครอบครัวต่างๆ ไปจนถึงการหย่าร้าง 

เพราะการแต่งงานเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ถัดจากนี้ไปนอกเหนือจากความรักแล้ว คนทั้งคู่ต้องใช้เหตุผลและความเข้าใจร่วมกับความรัก เนื่องในวันแห่งความรักนี้ ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงขอแนะนำ '8 เหตุผลที่ต้องคิด ก่อนแต่งงาน' ที่จะเป็นสิ่งเตือนใจให้ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ได้คิดไตร่ตรองและทบทวนความรู้สึก ดังนี้

1.อย่าแต่งงานเพราะ กลัวไม่ได้แต่ง คู่ครองที่เราเลือกโดยไม่ได้พิจาณาอย่างดีอาจนำม่สู่ความทุกข์ใจไปตลอด และส่งผลร้ายต่อชีวิตคู่ และอย่าให้คนรอบข้างมามีอิทธิพลกับการตัดสินใจของเรา

2.อย่าแต่งงานเพราะ อยากปลดปล่อยตัวเอง บางคนอยากแต่งงานเพราะอยากออกจากครอบครัว หรือสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เพื่อออกไปใช้ชีวิตในแบบตนเอง แต่เราไม่อาจรู้ได้ว่าการไปใช้ชีวิตในที่ๆ เราไม่ได้รู้จักดีพอ ต้องเผชิญหรือต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งอาจจะเจอปัญหามากกว่าที่เรากำลังเจอก็ได้

3.อย่าแต่งงานเพราะ กำลังอกหัก การแต่นงงานช่วงกำลังเจอมรสุมความรัก ทำให้เรามองไม่เห็นทางออก หรือทำให้เราแต่งงานเพียงเพื่อประชดประชัดคนรักเก่าเท่านั้น ดังนั้นควรพิจารณาให้ดีว่าเราแต่งงานเพราะความรัก หรือประชดประชันกันแน่

4.อย่าแต่งงานเพราะ สงสาร การแต่งงานควรเกิดขึ้นเพราะความรัก ไม่ใช่การสงสารเพราะไม่ยั่งยืนและแน่นอนเหมือนความรัก 

5.อย่าแต่งงานเพราะ หลงไหล ความร่ำรวย ทรัพย์สินที่มากมาย เป็นเพียงแค่เปลือกนอก ควรศึกษาตัวตนของกันและกันอย่างถ่องแท้ก่อน เพราะการแต่งงานคือชีวิตบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

6.อย่าแต่งงานเพราะ อยากหนีตนเอง การแต่งงานเพื่อที่จะกลับเกลื่อน หรือหลีกหนีพฤติกรรมที่ไม่ดีของตนนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะถ้าหากนิสัยเดิมกลับมาอีก ก็ไม่เป็นผลดีต่อชีวิตคู่อย่างแน่นอน

7.อย่าแต่งงานเพราะ คิดว่าเปลี่ยนนิสัยคู่รักตนได้ นิสัยดั้งเดิมพื้นฐานของคนๆ นั้น เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ยาก การเอาชีวิตแต่งงานมาเดิมพันเพราะต้องการให้คนรักเปลี่ยนนิสัยถาวร เป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง ควรจะยอมรับและเข้าใจนิสัยนั้นๆ มากกว่า เพราะหากเข้ากันไม่ได้ หรือยอมรับกันไม่ได้ก็ควรเลิกรากันไปตามแต่สมควร 

8.อย่าแต่งงานเพราะ ความเหงา หากเราจัดการความเหงาไม่ถูกวิธี ชีวิตก็จะเดินไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ดังนั้นการแต่งงานเพราะความเหงา อาจไม่ได้เกิดจากความรัก ความเข้าใจ ที่เป็นเหตุผลของการแต่งงาน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วหากคุณคิดว่าพร้อมที่จะใช้ชีวิตคู่แล้ว เพื่อทำให้การครองคู่ยั่งยืน ยามมีปัญหากระทบกระทั่ง อย่าลืมนึกถึง 'เคล็ดลับ 10 ย.' แนวคิดจาก สสส. เพื่อการครองรักราบรื่น ได้แก่ ยกย่อง หยวน ยืดหยุ่น แยกแยะ ยืนหยัด ยับยั้ง ยิ้มแย้ม เยือกเย็น หยิบยื่น ยั่งยืน เพียงเท่านี้ชีวิตคู่ก็จะเต็มไปด้วยความรักและความสุข ไปสู่การมีครอบครัวที่สมบูรณ์ได้

ที่มา : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

หลังเกิดเหตุความรุนแรงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ประชาชนจะมีอาการต่างๆ เช่น โกรธ หงุดหงิด วิตกกังวล เศร้า ร้องไห้ อาจมีอารมณ์รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หรือเฉื่อยชาลงมากกว่าเดิม ครุ่นคิด คิดซ้ำๆ ถึงภาพและเหตุการณ์ความรุนแรงที่ได้พบ สับสน ไม่มีสมาธิ เงียบขึ้น หรือแยกตัว นอนไม่หลับ ฝันร้าย ฯลฯ อาการเหล่านี้ ถือเป็นปฏิกิริยาปกติที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ไม่ปกติ

8 อาการควรพบจิตแพทย์ thaihealth

แฟ้มภาพ

"อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป บางคนอาจมีอาการเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน แต่ไม่ควรเกิน 1 เดือน ที่สำคัญต้องเข้าใจว่าผู้ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ป่วยทางจิตและไม่ใช่ผู้อ่อนแอ แต่อาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการแสดงออกทางจิตใจ อารมณ์ และพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเท่านั้น หากได้รับการช่วยเหลือและดูแลทางด้านจิตใจอย่างเหมาะสม ส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัว และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ มีเพียงประมาณร้อยละ 5-10 ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลและบำบัดรักษาจากจิตแพทย์ หรือทีมสุขภาพจิต" อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิตแนะให้สังเกต 8 สัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่า บุคคลต้องได้รับการช่วยเหลือจากจิตแพทย์ หรือบุคลากรสุขภาพจิต ดังนี้

1.มีความสับสนรุนแรงรู้สึกราวกับว่าโลกนี้ไม่มีอยู่จริง เหมือนกำลังฝันไป ล่องลอย

2.รู้สึกถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ซ้ำๆ บ่อยๆ หยุดไม่ได้ จำแต่ภาพโหดร้ายได้ติดตา ฝันร้าย ย้ำคิดแต่เรื่องเดิมๆ

3.หลีกหนีสังคมกลัวที่กว้าง ไม่กล้าเข้าสังคม

4.ตื่นกลัวเกินเหตุฝันร้ายน่ากลัว ควบคุมตนเองให้มีสมาธิไม่ได้ กลัวว่าจะตาย

5.วิตกกังวลมากเกินไปจนทำอะไรไม่ได้ หวาดกลัวรุนแรง มีความคิดฝังใจ ประสาทมึนชา

6.ซึมเศร้าอย่างรุนแรงรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ท้อแท้ ตำหนิตัวเอง หมดความสนใจในสิ่งที่ชอบ อยากตาย

7.ติดสุราและสารเสพติด

8.มีอาการทางจิตหลงผิด ประสาทหลอน ฯลฯ

สำหรับการดูแลจิตใจตนเองและคนรอบข้าง เมื่อประสบเหตุรุนแรง ทำได้โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ใช้สุรา หรือยาเสพติด พยายามหากิจกรรมทำให้เกิดความเพลิดเพลิน พยายามใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นปกติ ปรึกษา พูดคุยเรื่องไม่สบายใจ หรือขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิด หรือจากคนที่ไว้ใจ และเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนหรือสังคม เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรมทางศาสนา ฯลฯ ตลอดจนขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง