ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 524 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 995 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 475 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 587 อ่าน.

ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐ

ตัวการทำร้ายผิว...มองไม่เห็นแต่ร้ายลึก thaihealth

แฟ้มภาพ

          มลภาวะที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน รวมทั้งความเครียด ล้วนเป็นตัวการทำร้ายผิวทั้งนั้น แล้วไหนจะความร้อนจากแสงแดด ที่พอเข้าหน้าร้อนทีไร ก็จะต้องพกร่ม หมวก ใส่เสื้อคลุม สวมแว่นกันแดด ให้วุ่นวายไปหมด ผู้หญิงหลายคนเลยแก้ปัญหาโดยการไม่ออกไปไหนซะเลย พอไม่ต้องโดนแดดก็เลยไม่ทาครีมกันแดด แต่รู้ตัวไหมว่าคุณกำลังคิดผิดมหันต์!!!

          อยู่แค่ในร่มใช่ว่าผิวจะไม่เสีย

          นอกจากแสงแดดที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวันแล้ว ผู้หญิงหลายคนอาจคิดว่าการหลบอยู่ในที่ร่ม หรืออยู่แต่ในที่ทำงานสามารถป้องกันผิวจากอันตรายต่างๆ ได้ แต่นั่นคือความเข้าใจผิด เพราะแม้ในวันที่ไม่มีแดดจัด อย่างเช่น วันที่ฝนตก หรือ วันที่มีเมฆมาก ผิวก็ถูกทำร้ายทางอ้อมได้เช่นกัน สาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไรกันแน่ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องรู้เท่าทันเพื่อไม่ให้สายเกินแก้จนผิวแก่กว่าวัย

          ชีวิตติดจอ! ระวังอันตรายจาก “แสงสีฟ้า”

          ในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน (Smartphone) คอมพิวเตอร์แบบพกพา (Tablet) หรือแบบตั้งโต๊ะ แทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับมนุษย์ทุกคนไปแล้วอย่างน้อยต้องมี 1 ชิ้นแน่นอน ประโยชน์ก็คือไว้ติดต่อสื่อสาร เล่นเกม ใช้โซเชียล ช็อปปิ้งออนไลน์ ดูละคร อ่านข่าว และผลสำรวจบอกว่าใน 1 วัน เฉลี่ยแล้วคนไทยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงกับสิ่งเหล่านี้ เท่ากับว่า 1 ส่วน 4 ของวันเลยทีเดียว เรียกว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ชีวิตอยู่กับหน้าจอ!

          แต่คุณทราบหรือไม่ว่าอันตรายที่แฝงตัวมาเงียบๆ กับอุปกรณ์เหล่านี้คือ มาในรูปแบบของ “แสงสีฟ้า” นั่นเอง...

          ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ แสงสีฟ้า (blue light) ที่มาในรูปแบบของคลื่นแสงพลังงานสูง ที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่า 300 นาโนเมตร ซึ่งประสาทตาของมนุษย์สามารถสัมผัสความยาวคลื่นที่อยู่ระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตรเท่านั้น (ลองดูภาพประกอบ) ซึ่งแสงที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาวแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง ลองนึกภาพสายรุ้งจะเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

          ซึ่งแสงสีฟ้าที่ว่านี้จะผสมอยู่ในช่วงน้ำเงินกับคราม และมีอยู่รอบๆ ตัว พบได้ในหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แต่ที่พบมากที่สุด คือหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือสมาร์ทโฟน นั่นเอง

          แล้วอันตรายของแสงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง อย่างแรกแน่นอนว่ามีผลต่อการเสื่อมสภาพของเซลล์เยื่อชั้นในลูกตา หรือโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยตรง ในขณะที่นั่งแชตและบางคนกลางคืนยังนอนแชตในห้องที่แสงน้อย ไม่ได้ทำร้ายแค่สายตาเท่านั้น แต่กลับเป็นตัวทำลายใบหน้าให้หมองคล้ำและเหี่ยวย่น เนื่องมาจากขาดความชุ่มชื้น ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือเกิดสิว ฝ้า กระ แบบไม่รู้ตัว

          รู้จัก “อินฟราเรด” ตัวการทำลายผิวที่น่ากลัว

          นอกจากแสงสีฟ้าที่เป็นตัวการทำร้ายผิวของเราแล้ว ก็ยังมี รังสี “อินฟราเรด” ที่แฝงตัวมากับแสงอาทิตย์ ต้องเข้าใจก่อนว่าในแสงอาทิตย์ที่ส่องมานั้น ประกอบด้วย รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet, UV) แบ่งเป็น UVA, UVB และ UVC (โอโซนในบรรยากาศได้กรอง UVC ออกไป), แสงที่มองเห็นได้ (Visible light) และ รังสีอินฟราเรด (Infrared) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 50% ของรังสีที่ตกกระทบมายังโลก

          “รังสีอินฟราเรด” หรือ รังสีความร้อน เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 0.75 ไมโครเมตร - 1 มิลลิเมตร ซึ่งส่งผลเสียกับผิวหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น สร้างริ้วรอย แก่ก่อนวัย ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ?คอลลาเจนในเนื้อผิวหายไป และที่ร้ายแรงที่สุดคือมะเร็งผิวหนังนั่นเอง

          เลือกผลิตภัณฑ์กันแดดอย่างไรปกป้องสูงสุด

          เมื่อรู้แล้วว่าตัวการทำร้ายผิวบอบบางของเรานั้นมีหลากหลายประเภท ฉะนั้นการปกป้องผิวคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด ซึ่งวิธีง่ายๆ ก็แค่การรู้จักเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีมากกว่าการปกป้องรังสียูวีเพียงอย่างเดียว เพราะแค่ค่าเอสพีเอฟ (SPF) ที่สูงอย่างเดียว ไม่สามารถปกป้องผิวได้ 100% แน่นอน

          สาวๆ ทั้งหลายเมื่อถึงคราวต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดด ไม่ว่าจะเป็นแบบครีม เจล โลชั่น หรือสเปรย์ ลองพิจารณาให้ดีเสียก่อน โดยให้คำนึงถึงคุณสมบัติต่อไปนี้คือ “ปกป้อง” รังสีหรือแสงต่างๆ อีกทั้งยังช่วย “บำรุง” ให้ผิวกลับมาสุขภาพดี ชะลอริ้วรอยลึกก่อนวัย และยังต้อง “กระจ่างใส” แลดูเป็นธรรมชาติ

          เพียงแค่นี้เราก็สามารถปกป้องผิวให้แกร่งสู้แดด พร้อมใช้ชีวิตให้สนุกและสตรองได้แล้วค่ะ!!!

         

ที่มา: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ฟัก : ลดอ้วน บำรุงร่างกาย thaihealth

แฟ้มภาพ

ชื่ออื่นๆ : ฟักเขียว ฟักขาว ฟักแฟง บักฟัก ขี้พร้า ฟักหม่น ฯลฯ ผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย หาได้ง่าย เป็นผักชนิดแรกที่เด็กเริ่มหัดกิน ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารและบำรุงร่างกายได้ นิยมนำมาใส่ในแกง ต้ม ผัดต่างๆ บ้างทำเป็นขนมหวานในเทศกาล

แต่เมนูยอดนิยมคงจะเป็นแกงเขียวหวานไก่ฟักเขียว แกงจืดฟักต้มกับไก่ แกงเลียง ฟักเขียวผัดกับหมูใส่ไข่ ฟักเชื่อม รวมถึงยอดอ่อนที่นำมาลวก หรือต้มกะทิ กินกับน้ำพริกได้ มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ผักอื่นเหมือนกัน ตำรายาจีนโบราณกาลระบุว่า “สำหรับผู้ที่อยากให้ร่างกายผอมแต่แข็งแรงให้กินเป็นประจำ ถ้าอยากอ้วนก็อย่ากิน”

สรรพคุณ :

- ใบ แก้ฟกช้ำ แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บวมอักเสบมีหนอง

- ผล ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมน้ำ หลอดลมอักเสบ

- ไส้ฟัก แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฝีที่เต้านม

- เมล็ด ใช้ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ไตอักเสบ บำรุงผิว ละลายเสมหะ ตกขาว

- ราก ต้มดื่มแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษ 

- เถาสด รสขมเย็น ใช้รักษาริดสีดวงทวาร มีไข้สูง 

- เปลือก เป็นยาแก้บวม ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบ มีหนอง

ตำรับยา :

1. แก้ร้อนใน ไข้สูง หรือไตอักเสบเรื้อรัง : ใช้ฟัก 500 กรัม ต้มน้ำให้ได้ประมาณ 3 แก้ว แบ่งกิน 3 ครั้ง ใน 1 วัน

2. สตรีเบาขัดในระหว่างตั้งครรภ์ : คั้นน้ำฟัก 1 แก้ว ผสมน้ำผึ้งให้พอมีรสหวาน ดื่มบ่อยๆ

3. ผิวหนังมีอาการแพ้เป็นผด: ต้มเปลือกฟัก ล้างบริเวณที่เป็น

4. ผลัดตกหกล้ม เอวเคล็ด : ใช้เปลือกฟักผิงไฟให้แห้ง บดเป็นผงผสมเหล้ากินครั้งละ 6 กรัมจะช่วยลดความเจ็บปวดได้

5. ไตอักเสบบวมน้ำ : ใช้เปลือกฟัก 120 กรัม หนวดข้าวโพด 30 กรัม ต้มกิน แบ่งน้ำที่ต้มได้เป็น 3 ส่วน กินใน 1 วัน

6. ไออักเสบเรื้อรัง : ใช้เมล็ดฟัก 15-30 กรัม ต้มกินน้ำ

7. ระดูขาว : ใช้เมล็ดฟัก 30 กรัม บดเป็นผง เติมน้ำตาลกรวด 30 กรัม ตุ๋นกินวันละ 2 ครั้ง

8.เบาหวาน : ให้ต้มฟักที่ปลอกเปลือกแล้ว ต้มน้ำกินครั้งละ 60-90 กรัมเป็นประจำ จะทำให้เบาหวานลดลง

9.ริดสีดวงทวาร : อาการอักเสบเจ็บบริเวณทวารหนัก ให้ต้มฟักแล้วเอาน้ำล้างจะลดการอักเสบลงได้

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

ที่มา: มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ป้องกันเข่าเสื่อมได้ด้วยตนเอง thaihealth
แฟ้มภาพ

เข่าเสื่อมเป็นอาการที่รักษาไม่หายขาด และมักจะมีอาการปวดเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นอาการที่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ป่วยมักทุกข์ทรมาร

แนวทางป้องกันไม่ให้เข่าเสื่อม

1. อย่ากินและนั่งมากจนอ้วน พบว่าถ้าลดน้ำหนักตัวลงได้ประมาณ 5 กิโลกรัม สามารถลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 50 มีหลักฐานยืนยันในผู้มีอาการปวดเข่า พบว่าอาการปวดจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถ้าน้ำหนักตัวลดลง

2.โครงสร้างเข่าผิดปกติ ลักษณะของโครงสร้างเข่าปกติมีหลายชนิด (เข่าโก่ง เข่าชิด หรือเข่าแอ่น) ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น การเสริมรองเท้า การใส่อุปกรณ์ช่วยพยุง หรือถ้าไม่สามารถทำอะไรได้

3. หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาปะทะที่จะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บของเข่า ควรเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เอามัน ไม่ควรเสี่ยงปะทะ เอาชนะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

4.ไม่ควรอยู่ในท่าคุกเข่า นั่งยอง ยืน เป็นเวลานาน ผู้ที่ต้องคุกเข่าทำงานอาจต้องหาวัสดุที่นิ่มมารองบริเวณเข่าเพื่อกระจายแรงกด ถ้าจำเป็นอยู่ในท่าเหล่านี้นานๆ ให้พยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เพื่อให้แรงกดที่ข้อสลับเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ในกิจกรรมทางศาสนาที่ต้องนั่งพับเพียบกับพื้นเป็นเวลานาน ให้สลับนั่งพับเพียบซ้าย-ขวาบ่อยๆ ไม่ควรรอจนเข่าปวดแล้วจึงขยับ

5.เลี่ยงกิจกรรมที่มีแรงกระแทกหรือแรงบิดต่อข้อเข่าสูง เช่น การกระโดดซ้ำๆ การยกของหนักเกินกำลัง การหมุนตัวด้วยการใช้หัวเข่า

6.ลองวัดความยาวขาดู นอนหงาย ปล่อยขาตามสบายแต่ไม่กาง ให้เพื่อนคลำปุ่มกระดูกบริเวณที่เท้าสะเอว และกลางตาตุ่มของเท้าด้านใน วัดระยะห่างจากทั้ง 2 จุดในขาข้างหนึ่ง ถ้าขาสองข้างยาวไม่เท่ากันเกิน 2 เซนติเมตร ต้องเสริมรองเท้าในระยะที่ขาด

7.ออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง อาจใช้วิธีการที่ทำกันทั่วไป คือ ถุงทรายน้ำหนัก 1-2 กิโลกรัม มาผูกกับข้อเท้า นั่งห้อยขาแล้วยกขึ้น-ลง ช้าๆ ถ้าได้ 10 ครั้ง แล้วเมื่อยพอดี ให้ทำซ้ำอีก 2 เซท หรือจะออกกำลังด้วยการยืนย่อเข่าทั้ง 2 ข้างประมาณ 20 องศา ค้างไว้ 1 วินาที แล้วเหยียดเข่า ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง ถ้ารู้สึกว่าง่ายไป อาจยืนขาเดียวพิงฝา ปรับจนทำได้ประมาณ 10 ครั้ง แล้วเมื่อยพอดี ทำซ้ำอีก 2 เซท

8. ถ้ามีอาการบาดเจ็บของเข่า มีอาการบวม ต้องทำการรักษา และงดการทำกิจกรรมที่ทำให้มีอาการปวดมากขึ้น เมื่อหายยังไม่สนิทต้องระวังไม่ให้เป็นซ้ำและอย่าปล่อยให้มีอาการเรื้อรัง

9. ไม่ควรใส่ส้นสูง จะทำให้เข่าแอ่น มีโอกาสที่เข่าจะเสื่อมได้ง่าย สวมใส่รองเท้าที่เหมาะกับกีฬาแต่ละประเภท เช่น รองเท้าวิ่งก็ควรมีส้นรองเท้าที่นิ่มรับแรงกระแทกได้ดี รองเท้าสำหรับใส่เล่นแบดมินตันหรือเทนนิสควรมีพื้นบางเพื่อไม่ให้พลิกได้ง่าย เป็นต้น

ถ้าดูแลเข่าของเราให้ดีวันนี้ จะปราศจากอาการปวดในวันหน้า

 

ที่มา : เว็บไซต์แนวหน้าออนไลน์

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

?ตรวจอัลตราซาวนด์? จำเป็นหรือสิ้นเปลือง thaihealth

แฟ้มภาพ

บทความโดย : รศ.พญ.เฟื่องลดา ทองประเสริฐ คณะอนุกรรมการอนามัยแม่และเด็ก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย

ในยุคปัจจุบันการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นการตรวจที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการสูงของหญิงตั้งครรภ์และครอบครัว อย่างไรก็ตามยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์เนื่องจากมีการปฏิบัติที่หลากหลาย อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ที่เหมาะสม

ทำไมต้องตรวจอัลตราซาวด์ ?

การตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ทราบเพศของทารกเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์มากมายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น (1) ทราบจำนวนทารก (2) กำหนดอายุครรภ์ที่แน่นอน ในกรณีหญิงตั้งครรภ์จำประจำเดือนครั้งสุดท้ายไม่ได้ (3) วินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ โดยบางโรคอาจจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์บางโรคสามารถให้การรักษาทารกในครรภ์ได้หรือช่วยในการวางแผนการดูแลรักษาหลังคลอด (4) ทราบตำแหน่งรก ปริมาณน้ำคร่ำ (5) ทราบความผิดปกติของมดลูก รังไข่ (6) อื่นๆ เช่น คาดคะเนน้ำหนักทารก ประเมินสุขภาพทารก ตรวจยืนยันท่าของทารกในครรภ์ ในกรณีที่แพทย์ตรวจร่างกายแล้วพบความผิดปกติ

ตรวจอัลตราซาวนด์แล้วรับประกันว่าลูกปกติร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ?

การตรวจอัลตราซาวนด์มีขีดจำกัดในการวินิจฉัยเช่นเดียวกับการตรวจด้วยเครื่องมืออื่นๆ ความถูกต้องแม่นยำขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของโรคหรือความผิดปกติของทารกเอง โดยโรคบางอย่างอาจเกิดขึ้นภายหลัง โรคบางอย่างวินิจฉัยได้ยากหรือไม่สามารถเห็นได้จากภาพอัลตราซาวนด์ในบางกรณีภาพอัลตราซาวนด์เห็นไม่ชัด เช่น หญิงตั้งครรภ์หน้าท้องหนา ทารกนอนคว่ำ อายุครรภ์น้อย เครื่องอัลตราซาวนด์ที่มีความละเอียดต่ำ รวมไปถึงแพทย์ผู้ตรวจที่มีความชำนาญแตกต่างกัน

การตรวจอัลตราซาวนด์มีอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ?

แม้ว่าการตรวจอัลตราซาวนด์โดยทั่วไปจะปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แต่แนะนำให้ทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้การตรวจอัลตราซาวนด์โดยไม่จำเป็นก็ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ

อัลตราซาวนด์ 2 มิติ 3 มิติ 4 มิติ กี่มิติถึงจะดีที่สุด ?

การตรวจอัลตราซาวนด์ 2 มิติก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยความผิดปกติดังกล่าวข้างต้น การตรวจอัลตราซาวนด์ 3 มิติ และ 4 มิติมีประโยชน์เฉพาะกรณีพบความผิดปกติจากการตรวจแบบ 2 มิติ และต้องการการวินิจฉัยเพิ่มเติมในบางโรคเท่านั้น

ควรตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ?

ข้อแนะนำขององค์กรต่างๆ เห็นควรให้ตรวจอัลตราซาวนด์อย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ ในกรณีอื่นๆ ให้ขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ เช่น การตรวจในช่วงอายุครรภ์10-14 สัปดาห์ เพื่อคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ หรือการตรวจในช่วงอายุครรภ์อื่นๆ หากพบความผิดปกติของการฝากครรภ์

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

แฟ้มภาพ

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non- Communication Diseases) หรือ NCDs อันได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคอ้วนลงพุง ล้วนเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง เช่น การกินหวาน มัน เค็มจัด รวมถึงการดำเนินชีวิตที่ขาดความสมดุล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จัดงาน "สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม" เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักและส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชน

สัญลักษณ์โภชนาการ "ทางเลือกสุขภาพ" ที่แสดงอยู่บนผลิตภัณฑ์ เป็นการมุ่งให้ความรู้กับผู้บริโภคในการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาแล้วว่ามีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ (โซเดียม) ในปริมาณที่เหมาะสม โดยมีกลุ่มอาหารนำร่อง ประกอบด้วย 1. กลุ่มเครื่องดื่ม 2. กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์นม 4. กลุ่มเครื่องปรุงรส 5. กลุ่มขนมขบเคี้ยว

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากรายงานภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชาการไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่า กลุ่มโรค  NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 349,096 ราย หรือร้อยละ 75 ของการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งหมด ซึ่งมีการสูญเสียค่าใช้ จ่ายในการรักษาโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นจำนวนมาก

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

ด้าน ดร.วิสิฐ จะวะสิต หัวหน้าหน่วยรับรองสัญลักษณ์โภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้ทำเกณฑ์เพื่อทำให้สอดคล้องเหมาะสมในการพิจารณาการให้สัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ แก่ผู้ประกอบการที่ขอขึ้นทะเบียน ในขณะเดียวกันเราต้องร่วมมือกับทางภาคอุตสาหกรรม และบริษัทเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ นอกจากนี้ สสส.ช่วยให้เราประสานงานในประเทศไทย รวมไปถึงในระดับภูมิภาคด้านการประชุมนำเสนอ เพื่อขับเคลื่อนงานวิชาการอีกด้วย

หัวหน้าหน่วยรับรองสัญลักษณ์โภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของประชาชนต้องค่อย ๆ ปรับไป ด้วยการลดหวาน มัน เค็มลง และเมื่อเห็นสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ จะทำให้ประชาชนตระหนัก และฉุกคิดในการเลือกบริโภคสินค้าสุขภาพ ที่มีเกณฑ์เหมาะสมกับสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองสัญลักษณ์โภชนาการทั้งสิ้น 5 กลุ่มอาหาร รวมทั้งหมด 213 ผลิตภัณฑ์

"กินจืด ยืดชีวิต" โดยให้กินอาหารอร่อยรสกำลังดีเพียง 1 มื้อ และกินอาหารรสจืดอีก 2 มื้อ ในปริมาณที่เหมาะสม โดยปริมาณพลังงานสูงสุดที่ร่างกายรับได้ไม่ควรเกิน 2,000 กิโลแคลอรี ไขมันไม่ควรเกิน 65 กรัม น้ำตาลไม่ควรเกิน 65 กรัม และโซเดียมไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน" ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแนะวิธีกินลดความเสี่ยง

ดร.ทิพย์วรรณ กล่าวว่าคนในครอบ ครัวบางคนเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม คนอื่น ๆ ในครอบครัวจะเปลี่ยนแปลงตาม เมื่อไปเลือกซื้อเครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม อาหาร ฯลฯ ให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ และจำสโลแกนให้ขึ้นใจว่า ลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง ห่างไกลโรค, หวานพอดีที่ 4 กรัม" ผู้อำนวยการสำนักอาหาร อย. กล่าว

ฉลากโภชนาการ ลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง thaihealth

นอกจากลดหวาน มัน เค็ม ลงแล้ว ยังต้องกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม และออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ควบคู่ไปด้วย จึงจะทำให้เราห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้