ตารางการให้บริการ

ตามคลินิกต่าง ๆ ตามวันและเวลา

เบอร์โทรศัพท์ภายใน

เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาลปราสาท.

เบอร์โทรศัพท์ภายนอก

เบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ติดต่อหน่วยงานภายนอก.

ภาพกิจกรรม

รวมภาพเหตุการ กิจกรรม ที่หน่วยงานโรงพยาบาลปราสาท จัดขึ้น.

ผลงานเด่น

รวมผลงานเด่นด้านต่าง ๆ ของ รพ.ปราสาท ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.

บทความ

บทความ เกล็ดความรู้ด้านสุขภาพ.

งานวิจัย

รวมผลงาน การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย จากนักวิจัย รพ.ปราสาท.

ดาวน์โหลด

เอกสารการบรรยาย คู่มือ ใบลา.

คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

วิธีการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ของประชาชน.

W E B B O A R D

# หัวข้อกระทู้ อ่าน ###
1 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อจัดทำผลงานวิชาการ 597 อ่าน.
2 ประกาศรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุบคคลเข้ารับราชการ ในสังกัดโรงพยาบาลปราสาท 1090 อ่าน.
3 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อทำผลงานวิชาการ 549 อ่าน.
4 แจ้งข่าวสารถามตอบข้อมูลการใช้งาน HOSxP , HOSxP_PCU 659 อ่าน.

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ที่มา : หนังสือ ผักเกษตรอินทรีย์ แตกต่างจากผักอื่นอย่างไร สำนักศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

หลายครั้งที่เราซื้อผักมาแล้วกินไม่หมดก็ยัดใส่ไปในตู้เย็นครั้งละมาก ๆ พอจะเอามากินก็สายเกินไป ผักแสนน่ากินกลายเป็นผักที่เหี่ยว ไม่สดเหมือนเดิมอีกต่อไป วันนี้ลองมาดูวิธีที่ถูกต้องสำหรับการเก็บผักให้อยู่ได้นานกันดีกว่าค่ะ

อยากเก็บ ?ผัก? ให้นานทำไงดี? thaihealth

ก่อนจะเก็บผักต้องรู้เรื่องนี้ก่อน

1.ไม่ควรเก็บผักไว้รวมกัน จะทำให้เกิดการเน่าเสีย และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

2.การเก็บผักด้วยวิธีแช่น้ำ ไม่ควรแช่ผักลงในน้ำทั้งตัน เพราะจะทำให้วิตามินละลายน้ำเสียไป

3.การเก็บผักเล็กๆน้อยๆ ที่ใช้ในครัวและเก็บในตู้เย็นนั้น ควรล้างผักให้สะอาดก่อนเพราะผักที่ซื้อจากตลาดขายปลีกมักไม่สะอาด หากยังไม่ได้ใช้ทันทีให้ล้างทั้งต้นด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำจริงๆ จึงเอาเข้าเก็บ

วิธีลดสารเคมีในผักก่อนเก็บ

อยากเก็บ ?ผัก? ให้นานทำไงดี? thaihealth1.ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง (20 ลิตร) แช่ผักนาน 15 นาที แล้วนำไปล้างน้ำสะอาดหลายๆครั้ง จะสามารถลดสารตกค้างได้ร้อยละ 90-95 ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก

2.ใช้น้ำส้มสายชูที่มีกรดความเข้มข้นร้อยละ 5 ผสมในอัตราส่วน 1:10 เช่น น้ำส้มสายชุ 1 ถ้วยตวง ต้องใช้น้ำ 10 ถ้วยตวง นำไปแช่ผัก 10-15 นาที แล้วล้างน้ำสะอาด สามารถมารถลดสารเคมีได้ร้อยละ 60-84 ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก

3.ใช้น้ำล้างผักปล่อยให้ไหลผ่านผัก โดยเด็ดผักเป็นใบๆใส่ตระแกรงโปร่ง แล้วใช้มือช่วยคลี่ใบผักล้างนาน 2 นาที สามารถลดสารเคมีได้ร้อยละ 25-63 ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก

4 หลัก เก็บผักให้สด

การเก็บรักษาผักสดให้คงอยู่ในสภาพที่ดี และอยู่ได้นานที่สุดนั้นต้องเก็บให้เหมาะสมกับชนิดของผักนั้นๆ โดยจะต้องแบ่งผักออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน

1.กลุ่มผักที่เน่าเสียง่าย เช่น เห็ด ผักชี ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่งฝักยาว ผักบุ้ง ชะอม กลุ่มผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด เช่น ผักกาด ผักคะน้า มะเขือเทศ และกลุ่มผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ เช่น ฟัก แฟง เผือก มัน ฟักทอง เป็นต้น ผักเหล่านี้แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ยืดเวลาได้ไม่นานนัก แต่การเก็บที่ดีที่สุดคือใส่ถุงพลาสติกที่สะอาดและแห้ง จะช่วยเก้บไว้ได้นานขึ้น 5-7 วัน

อยากเก็บ ?ผัก? ให้นานทำไงดี? thaihealth2.การเก็บผักนั้นควรแยกเก็บตามชนิดของผัก ไม่ควรเก็บผักและผลไม้ให้อยู่ด้วยกัน เพราะทำให้เกิดการเน่าหรือเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรเก็บผักแต่ละชนิดโดยแยกกันเป็นสัดส่วน การเก็บผักนั้นไม่ควรล้างก่อนเก็บ ควรจะล้างเมื่อจะนำมาประกอบอาหารเท่านั้น ประเภทผักใบ ถั่วลันเตา ถั่วแขก เหล่านี้ควรแยกใส่ถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 45 องศาฟาเรนไฮต์ จะช่วยให้คงความสดอยู่ได้นานขึ้น

3.ผักหัวประเภทแครอท หัวผักกาด หัวบีท เผือก ให้ตัดใบออกให้หมดก่อนเก็บ มิฉะนั้นความหวานในหัวจะลดลง ส่วนผักที่มีเปลือกหนา เช่น ฟักทอง ฟัก แฟง มันฝรั่ง เผือก เก็บโดยไม่ต้องล้างเช่นเดียวกัน โดยวางไว้ในที่เย็นๆ อากาศถ่ายเทได้ และอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 55-65 องศาฟาเรนไฮต์ จะช่วยให้เก็บไว้ได้นานขึ้น

4.ไม่ควรแช่ผักกับผลไม้ไว้ด้วยกันเพราะ ผลไม้สุกจะปล่อยก๊าซเอธิลีนออกมา ทำให้ผักที่ว่างอยู่ใกล้ ๆ เสียเร็ว ทางที่ดีควรเก็บผักและผลไม้แยกถุงหรือ แยกชั้นกัน ยิ่งแช่ห่างกันมากเท่าไรผักและผลไม้ก็จะช่วยยืดอายุได้นานขึ้น

เพียงเท่านี้เราผักที่ซื้อมาก็จะอยู่กับเรานานขึ้น แต่ทางทีดี  ‘ผักสด’ ควรจะกินภายใน 1-2 วัน เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุด แต่ถ้าต้องการแช่ผักในตู้เย็น หลังจากล้างผักและเสร็จแล้ว ให้ห่อผักด้วยกระดาษเช็ดมือแผ่นใหญ่ แล้วค่อยนำไปแช่ตู้เย็น กระดาษจะช่วยเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกไป ซึ่งจะช่วยคงความสดให้นานขึ้น และอย่าลืมเด็ดผักใบที่ช้ำหรือเน่าทิ้งไปก่อนด้วยนะค่ะ

เรื่องโดย อาภาวรรณ โสภณธรรมรักษ์ team content www.thaihealth.or.th

หนูอยากให้...

แฟ้มภาพ

“หนูอยากให้พ่อเลิกบุหรี่” ความในใจจากลูกๆ ที่หวังอยากให้พ่อหยุดสูบบุหรี่ เพราะโรคต่างๆ ที่ตามมาจากการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจ และเส้นเลือดในสมอง ทำให้คนในครอบครัวเจ็บปวดกับการทรมานด้วยโรคดังกล่าวของผู้สูบบุหรี่

และหากเป็นไปได้ก็เชื่อว่า ลูกๆ อยากให้คุณพ่อหยุดสูบบุหรี่ตั้งแต่เนิ่นๆ อยากให้อยู่กับครอบครัวด้วยการมีสุขภาพที่ดี เพราะผู้สูบบุหรี่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อายุสั้นลงโดยเฉลี่ย 12 ปี และจะป่วยหนักประมาณ 2 ปี ก่อนเสียชีวิต ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ครอบครัวจะทำใจยอมรับการจากไปของผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ได้ง่ายดายนัก

รู้หรือไม่

- สูบบุหรี่ 1 มวน อายุสั้นลง 7 นาที

- ควันบุหรี่มีสารพิษมากกว่า 7,000 ชนิด เป็นสารพิษ 250 ชนิด และกว่า 70 ชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง

- ในอดีตเราเชื่อว่า การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเคยชินที่สามารถเลิกได้โดยอาศัยกำลังใจจากคนรอบข้าง แต่ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า ฤทธิ์ของนิโคตินในบุหรี่ มีอำนาจเสพติดเทียบเท่าเฮโรอีน ซึ่งยากที่ผู้สูบบุหรี่จะถอนตัวขึ้น

หนูอยากให้...

เลิกบุหรี่ด้วยหลัก 3หา 7ไม่

การเลิกบุหรี่แม้จะดูเป็นเรื่องยากสำหรับตัวผู้สูบบุหรี่เอง แต่ก็ไม่ได้ยากจนไม่สามารถเลิกได้เลย มีตัวอย่างจากหลายๆ คนที่สามารถเลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด และหันหลังให้กับบุหรี่อย่างถาวร เช่น โย่ง-อาร์มแชร์ ศิลปินนักร้อง นักแสดงตัวอย่างของหลายๆ คน สามารถเลิกบุหรี่ได้เด็ดขาดโดยมีภรรยา คือก้อย วลัยลักษณ์ หรือก้อย Saturday Seiko เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ โดยเลิกด้วยการ “หักดิบ” และฝ่าฟันห้วงเวลานั้นด้วยคำสัญญาที่ให้ไว้แก่ภรรยา และกำลังใจจากคนรอบข้าง ดังนั้นหลัก 3หา 7ไม่ต่อไปนี้ เป็นหลักการที่จะช่วยให้คนที่อยากเลิกบุหรี่มีหลักยึด และปฏิบัติตามได้

1. หาที่ปรึกษา

ขอคำปรึกษาจากคนที่คุณรู้จักที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จมาแล้ว หรือโทรศัพท์ขอคำแนะนำในการเลิกบุหรี่ ที่ 1600

2.หากำลังใจ

ควรบอกคนใกล้ชิดให้ทราบว่า คุณกำลังเลิกบุหรี่ เพราะกำลังใจจากคนรอบข้างจะช่วยให้คุณพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่จนสำเร็จ

3.หาเป้าหมาย

วางแผนการปฏิบัติตัวและกำหนดวันที่จะเลิกบุหรี่ อาจเป็นวันสำคัญในชีวิตของคุณ หรือวันสำคัญทางศาสนาที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจก็ได้

4.ไม่รอช้า

เตรียมทิ้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ให้หมด เตรียมผลไม้รสเปรี้ยว หรือ ของขบเคี้ยว เพื่อช่วยลดความอยาก รวมทั้งปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่คุณมักทำร่วมกับการสูบบุหรี่

5.ไม่หวั่นไหว

เมื่อถึงวันที่ต้องเลิกบุหรี่ ควรตื่นนอนด้วยความสดชื่น บอกว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองด้วยใจตั้งมั่น

6.ไม่กระตุ้น

หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้อยากสูบบุหรี่ เช่น กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

7.ไม่หมกมุ่น

เมื่อรู้สึกเครียดให้หยุดพักสมอง คลายความเครียด โดยการพูดคุยกับคนอื่นๆ หรือหาหนังสือสบายอารมณ์มาอ่าน หรือออกกำลังกาย

8.ไม่นิ่งเฉย

จัดเวลาออกกำลังกายวันละ 15-20 นาที นอกจากช่วยคุมน้ำหนักแล้ว ยังทำให้สมองปลอดโปร่ง เพิ่มประสิทธิภาพของหัวใจและปอด

9.ไม่ท้าทาย

อย่าคิดว่ากลับไปสูบดูบ้างคงไม่เป็นไร เพราะการลองสูบเพียงมวนเดียว อาจทำให้กลับไปติดได้

10.ไม่ท้อแท้

หากต้องหันกลับไปสูบอีก ไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลว แต่อย่างน้อยคุณก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัวครั้งต่อไป และพยายามต่อสู้เพื่อให้ตัวคุณเองสามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ

เคล็ดที่ไม่ลับ 3หา7ไม่ นี้ ฝากผู้อ่านที่ต้องการช่วยคุณพ่อ หรือคนในครอบครัวที่อยากเลิกบุหรี่ให้ได้ ลองปฏิบัติตามดูนะคะ เพราะหากเลิกได้ คนที่คุณรักก็จะได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมา อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และชีวิตบั้นปลายจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วยทรมานจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่

ในปี 2560 นี้ มาร่วมโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ๑ ในโครงการร่วมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยความร่วมมือและดำเนินการ ของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย มูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย สมาคมหมออนามัยสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข  สมาคมอาสาสมัครเพื่อสังคมไทย (อสม.) และภาคีเครือข่ายโดยสามารถร่วมลงนามเลิกบุหรี่ ได้ที่ http://www.quitforking.com

ที่มา : กนกพร อะทะวงษา สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อเข้าสู่เดือนเมษา ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนอย่างเต็มตัว ตามทฤษฏีแผนไทยกล่าวว่า ความร้อนจากธรรมชาติภายนอกจะส่งผลต่อธาตุไฟภายในร่างกาย เป็นเหตุให้ธาตุไฟกำเริบ เกิดอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ วิงเวียน อ่อนเพลีย คอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก ปัสสาวะน้อย

?แตงโม?ผลไม้คลายร้อน thaihealth

ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถป้องกันและบรรเทาได้ด้วยรสขม เย็น รสเปรี้ยว และรสจืด เช่น ผักหวาน มะระ ตำลึง1 ผลไม้ที่เหมาะกับฤดูนี้ เช่น ส้ม สับปะรด และอีกหนึ่งชนิดที่ขาดไม่ได้สำหรับช่วงหน้าร้อน นั่นคือ “แตงโม” ผลไม้ลูกโต เนื้อแดง รสหวานฉ่ำ ยิ่งเป็นแตงโมแช่เย็นแล้วยิ่งคลายร้อนได้ดีนักเชียว

แตงโม หรือ Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum & Nakai เป็นพืชในวงศ์ CUCURBITACEAE เป็นไม้เถา มือเกาะแยกเป็น 2-3 แขนง ใบเดี่ยวเรียงสลับกัน มีรอยหยักเว้าแบบนิ้วมือ 3-7 แฉก แต่ละแฉกมีรอยหยักเว้าตื้นๆ แบบขนนก ผิวใบเป็นรอยขรุขระ ดอกเดี่ยว แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้ก้านดอกเล็กมีขนนุ่ม กลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีขนอ่อนนุ่ม กลีบดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้สั้นมี 3 อัน ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่า รังไข่มีขน ท่อรังไข่สั้น ปลายท่อมี 3 แฉก ก้านดอกสั้น ที่ปลายมีรอยแยกตื้นๆ 5 รอย ผลกลมหรือค่อนข้างกลม ผิวเรียบ สีเขียวแก่ หรือเขียวอ่อน หรือเขียวแก่และเขียวอ่อนสลับกันภายในมีเนื้อสีแดง รสหวาน ฉ่ำน้ำ เมล็ดมีจำนวนมาก รูปไข่ แบน ผิวเรียบ สีน้ำตาลเข้ม2

สรรพคุณแผนไทย ราก แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ร้อนในกระหายน้ำ เปลือก แก้ปวดฟัน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับปัสสาวะ ผล แก้ร้อนใน บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย เมล็ด ขับพยาธิ2 คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อแตงโมสุก 100 ก. ให้พลังงาน 6 กิโลแคลอรี่ คาร์โบไฮเดรต 1.3 ก. ใยอาหาร 0.3 ก. โปรตีน 0.3 ก. แตงโมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน A โดยพบในรูปของเบต้าแคโรทีน 122 มก. และพบวิตามินอื่นๆ เช่น วิตามินบี1 บี2 บี3 และวิตามินซีด้วย 3

มีงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับสาร citrulline กรดอะมิโนที่พบในน้ำแตงโม โดยพบว่าสาร citrulline สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างอาร์จีนิน (arginine) กรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย อาร์จีนินทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งโกรทฮอร์โมน (growth hormone) ซึ่งกระตุ้นการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต และควบคุมระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ4 สาร citrulline จากน้ำแตงโมตามธรรมชาติโดยไม่ผ่านความร้อน จะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กของร่างกายได้ดีกว่าให้สาร L-citrulline ซึ่งอยู่ในรูปของสารสังเคราะห์5

มีรายงานวิจัยพบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานแตงโมวันละ 1,560 ก. (มี citrulline 2 ก.) ติดต่อกัน 3 สัปดาห์ จะช่วยเพิ่มปริมาณอาร์จีนินในเลือดได้ถึง 22%6 และเมื่อให้นักกีฬาดื่มน้ำแตงโม 500 มล. (มี L-citrulline 1.17 ก.) หรือดื่มน้ำแตงโมที่เสริมสาร L-citrulline 4.83 ก. (มี L-citrulline 6 ก.) เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับเครื่องดื่มน้ำผลไม้รวม ก่อนการออกกำลังกาย 1 ชม. พบว่าน้ำแตงโมทั้ง 2 ชนิด จะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะฟื้นตัวและลดอาการปวดกล้ามเนื้อของนักกีฬาภายหลังจากออกกำลังได้5 และ citrulline ยังช่วยกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อของอาสาสมัครที่รับประทานอาหารโปรตีนต่ำ โดยไม่มีผลกระทบต่อระบบหมุนเวียนของโปรตีนในร่างกาย7 ซึ่งประโยชน์จากสาร citrulline นี้ ทำให้แตงโมถูกนำไปพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อช่วยเสริมโปรตีนให้แก่ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหารจำพวกโปรตีน รวมถึงนำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มช่วยในการฟื้นกำลังในนักกีฬาได้อีกด้วย4

นอกจากนี้แตงโมยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฤทธิ์ต้านหลอดเลือดแข็งตัว ต้านอนุมูลอิสระ ลดไขมัน และลดน้ำตาลในเลือดอีกด้วย … หากบ่ายนี้ยังไม่รู้จะคลายร้อนด้วยเมนูอะไร ขอแนะนำเป็นน้ำแตงโมสักแก้ว หรือแตงโมเย็นๆ สักชิ้นนะคะ

ที่มา: โพสต์ ทูเดย์

ไม่อ้วน กินอะไร? thaihealth

 

          อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช"นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) ระบุว่า ในการป้องกันโรคอ้วน นอกจากจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนวิธีการกินที่จะต้องกินให้ถูกแล้วก็จะต้องหาวิธีเพิ่มระบบเผาผลาญควบคู่กันไป มีเคล็ดในการปฏิบัติตัวดังนี้

          1.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า  คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ อาหารเช้าที่มีคุณภาพควรมีโปรตีนเล็กน้อย จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดี น้ำตาลในเลือดไม่สูง เช่น เกาเหลาและข้าวซ้อมมือ ก๋วยเตี๋ยวน่องไก่น้ำ ข้าวต้มเครื่องหรือขนมปังไข่ดาว

          2.กินอาหารวันละ4-6 มื้อเล็กๆ   จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญทำงานตลอดทั้งวัน และลดน้ำหนักได้มากขึ้น การทิ้งช่วงการกินระหว่างมื้อนานเกินไปทำให้ระบบเผาผลาญปรับตัวให้ทำงานช้าลง เพื่อชดเชยกับการไม่ได้กิน แต่ถ้ากินปริมาณมากเกินไป ระบบเผาผลาญจะคิดว่าร่างกายกำลังอดอยาก ก็จะพยายามเก็บพลังงานส่วนเกินทั้งหมดไว้เป็นเสบียงใช้ยามขาดแคลน

          3.แต่ละมื้ออาหารหลัก  ควรมีอาหารโปรตีนต่ำอย่างน้อย60-90กรัมอาหารโปรตีนจะช่วยให้อิ่มง่ายและอิ่มนานขึ้น ไม่ทำให้หิวบ่อย และในการเผาผลาญพลังงานจากอาหารโปรตีน ร่างกายจะต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ในการย่อย เมื่อเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง

          4.กินธัญพืชไม่ขัดสี  ประมาณ 1/4 ของมื้ออาหารเช่น ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ลูกเดือย หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อื่นๆของธัญพืชไม่ขัดสี เช่นขนมปังโฮลวีต อาหารในกลุ่มนี้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ มีกากใยอาหารและมีสารแอนติออกซิแดนต์สูงทั้งหมดนี้ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล และลดความดันโลหิต

          5.กินผักให้ได้  ประมาณครึ่งจานของมื้ออาหารเลือกผัก ผลไม้หลากหลายสี ผักมีพลังงานต่ำสุดในบรรดาอาหารทุกหมวด จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ลดคอเลสเตอรอล

          6.เติมเครื่องเทศรสเผ็ด  เครื่องเทศที่มีรสเผ็ดเช่น พริกชนิดต่างๆ สามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลานาน 30 นาที

          7.เลี่ยงหรือลดน้ำตาล   ของหวานขนมขบเคี้ยวและขนมอบเพราะการกินของหวานในปริมาณมากจะช่วยส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญเก็บสะสมไขมันมากกว่าการเผาผลาญไขมันออกไปใช้นอกจากนี้ น้ำตาลยังเป็นพลังงานส่วนเกินที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย

          8.ลดอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง  อาหารที่มีเกลือสูงมักแฝงมากับอาหารที่มีไขมันสูง และน้ำตาลหรือแป้งสูง ได้แก่พิชซ่า เนื้อสัตว์ติดมัน ไส้กรอก เบคอน ฮอตด็อก กุนเชียงเค้ก คุกกี้ เป็นต้น

          9.ดื่มน้ำแทนเครื่องดื่มที่มีแคลอรี   เช่น น้ำอัดลม น้ำหวานแอลกอฮอล์ เป็นต้น หากดื่มน้ำน้อยไประบบเผาผลาญจะลดลงเหมือนขาดอาหารเพราะตับจะเก็บน้ำไว้ แทนที่จะใช้ในหน้าที่อื่นๆ

          10.ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรที่ปราศจากแคลอรี    เช่น ชาอู่หลง ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อOTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ที่มีฤทธิ์สูง หากดื่มขณะที่กินอาหารจะช่วยเพิ่มระบบเผาผลาญได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ 

สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันเราควรเลือกสิ่งดีดีให้กับตัวเราและคนรอบข้างนะคะ

 

ที่มา : ตำราจิตเวชศาสตร์  

มีอยู่บ่อยๆ ที่ผู้ใหญ่ไปตีความหมาย คำพูดของเด็กอย่างผิดๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องเพศแล้วไปลงโทษเด็กว่าเด็กนั้นแก่แดด ทะลึ่ง พ่อแม่จะรู้สึกเดือดร้อน อับอายขายหน้ามาก ที่เด็กพูดคำเหล่านั้นต่อหน้าคนอื่น

เมื่อเด็ก..พูดคำหยาบ thaihealth

แฟ้มภาพ

ความจริงแล้ว เราควรจะถามซ้ำเมื่อได้ยินคำหยาบเหล่านั้นในครั้งแรกๆ เพื่อทราบถึงจินตนาการของเขาว่า คำพูดนั้นเด็กหมายถึงอะไร เขาเรียนจดจำมาจากไหน ซึ่งท่านจะประหลาดใจ ถ้าผมจะบอกว่าส่วนใหญ่เด็กจดจำเลียนแบบมาจากผู้ใหญ่รอบข้างที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ ที่เป็นเพศเดียวกันกับเด็กนั้นเหมือนกับแม่ปูกับลูกปูในนิทานอีสปนั่นแหละ มีบางส่วนที่เด็กเรียนรู้จำจากเด็กๆ ในบ้าน เด็กข้างบ้าน เด็กที่โรงเรียน ญาติผู้ใหญ่ จากโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อต่างๆ

หลังจากที่เรารู้ที่มา และความหมายของคำเหล่านั้น เช่น พ่อแม่เผลอพูดหรือแสดงออกให้เด็กเห็น เราก็พึงระมัดระวังมากขึ้น โดยไม่พูดหรือกระทำซ้ำอีก

เมื่อเด็กพูดคำหยาบ เราจะบอกเด็กด้วยสีหน้า ท่าทางและน้ำเสียงที่สงบว่า “คำ...นั้น แม่ว่าไม่เพราะ เราไม่พูดกันหรอกลูก” แล้วเราเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กไม่ให้หมกมุ่นเรื่องเพศ โดยให้เขาสนใจสิ่งแวดล้อมข้างนอก ชวนเขาวิ่งเล่นออกกำลังกาย, เล่นการละเล่นอื่นๆ ทำการบ้าน ช่วยเลี้ยงน้อง เด็กผู้หญิงอาจช่วยแม่ซักผ้า ทำอาหาร เด็กมีหน้าที่ช่วยงานง่ายๆ ตามความสามารถของเขา เด็กผู้ชายพ่ออาจชวนมารดน้ำ พรวนดิน ปลูกต้นไม้ เหล่านี้เป็นต้น

กรณีที่เด็กพูดคำหยาบออกมาแล้ว เราไปแสดงสีหน้าตกใจหรือไปจ้ำจี้จ้ำไชดุด่าเด็ก หรือไปลงโทษตีเด็กรุนแรง จะทำให้เด็กตกใจ เสียความเชื่อมั่นตนเอง กังวลใจ ย้ำคิดแต่คำนั้น เด็กอาจไม่เข้าใจว่า เขาผิดเรื่องอะไร เด็กบางคนอาจจะคิดว่าเมื่อเขาพูดแล้วถูกตอบสนองมีคนสนใจเขา เขาจะพูดอีก ในส่วนลึกๆ ของจิตใจ เขาพูดเพื่อให้ตัวเขาถูกลงโทษ

บางครั้ง เด็กพูดคำหยาบออกมา เราไปหัวเราะชอบใจ ก็ไปเสริมพฤติกรรมให้เด็กพูดอีกโดยรู้ตัว หรือพูดโดยไม่รู้ตัวก็ได้

ประการต่อมา ถ้าเราไปเฝ้าคอยสังเกต คอยกังวลถามย้ำ กลัวลูกเราจะพูดคำนั้น เป็นการไปเพิ่มความเครียดความสนใจในคำนั้นแก่ลูกของเรามากขึ้น เขาก็อาจจะพูดคำนั้นอยู่เรื่อยๆ โดยไม่หายไป เราก็จะเกิดความเครียดขึ้นไปอย่างไม่สิ้นสุด ว่าทำไมลูกถึงยังพูดคำหยาบไม่ยอมเลิกเสียที

อย่าลืมว่าเด็กจะค่อยๆ พัฒนาเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เริ่มจากรอบตัวเด็ก ในครอบครัว ไปสู่สังคมรอบนอก เราไม่ควรไปปิดกั้นการพัฒนานั้นไว้ ดังนั้นการประคับประคองดูแล สั่งสอนอย่างเหมาะสมตามวัย จะช่วยให้เขาเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

เรื่องโดย : ดนยา สุเวทเวทิน Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ทำอย่างไรดี..เมื่อลูกจ๋าไม่อยากไปโรงเรียน thaihealth

คงเป็นที่ลำบากใจของผู้ปกครองและคุณครูอยู่ไม่น้อย หากเทศกาลเปิดเทอมที่ใกล้จะถึงนี้ลูกๆ หลานๆ ของท่านมีภาวะงอแงไม่อยากไปโรงเรียนเอาดื้อๆ

ภาวะงอแงในช่วงเปิดเทอมสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเด็กระดับชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นอาจมาจากภาวะที่เด็กยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ได้ดีพอ ภาวะที่ต้องเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันจากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสู่การใช้ชีวิตในโรงเรียน ที่ต้องมีกฏระเบียบและการช่วยเหลือตนเองเพิ่มขึ้น รวมถึงภาวะวิตกกังวลที่ต้องแยกจากคนใกล้ชิดที่คุ้นเคย ซึ่งหากเด็กในช่วงวัยประถมมีภาวะนี้อยู่นานหรือต่อต้านการไปโรงเรียนค่อนข้างมาก ผู้ปกครองควรหาสาเหตุอื่นที่อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บุตรหลานของท่านเกิดภาวะดังกล่าว แต่โดยส่วนมากเด็กๆ จะสามารถปรับตัวได้เองประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังจากเปิดเทอม

เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดภาคเรียน ทีมเว็บไซต์ สสส. ได้ขอเคล็ดลับการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับภาวะดังกล่าว จาก พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มาฝากดังนี้ค่ะ

ทำอย่างไรดี..เมื่อลูกจ๋าไม่อยากไปโรงเรียน thaihealth

1. คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรหากิจกรรมที่มีส่วนสร้างเสริมให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น โดยกำหนดเป็นช่วงตารางเวลาและสอดแทรกกฎระเบียบลงไปเล็กน้อย เพื่อให้เขาค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละเล็กละน้อย เช่น ฝึกเวลาเข้านอน ตื่นนอน กินอาหาร สร้างระเบียบให้เก็บของเล่นทุกครั้งเมื่อเล่นเสร็จ วางรองเท้าให้เป็นที่ ฝึกหัดการช่วยเหลือเช็ดโต๊ะ เก็บผ้า ฝึกการเข้าสังคมด้วยการเล่นกับญาติหรือเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมให้เล่นกีฬา

2. หากเปิดเทอมแล้วบุตรหลานมีภาวะงอแง ผู้ปกครองควรเข้าใจ ค้นหา และแก้ไขสาเหตุที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองไม่ควรโมโหหรือกังวล เพราะถ้าหากเด็กมีความรู้สึกกลัวก็จะงอแงเพิ่มขึ้น ควรสร้างความเชื่อมั่นว่าบุตรหลานของท่านสามารถปรับตัวได้ในเร็ววัน

3. ในกรณีที่พ่อแม่ไปส่งลูกที่โรงเรียนแล้วเด็กงอแงไม่อยากให้แยกจาก อาจลองส่งลูกๆ ให้ถึงมือคุณครูแล้วรีบกลับ ไม่ควรอยู่ยื้อหรืออยู่เฝ้า เนื่องจากเมื่อเด็กยิ่งเห็นจะยิ่งกังวลและงอแง

4. หลังจากเลิกเรียน ลองหาช่วงเวลาชวนลูกเล่าเรื่องสนุก เรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน รวมถึงการชื่นชมผลงานที่เขาได้ทำ

5. ฝึกการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่าง

ทั้งนี้การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 60 นาที ยังเป็นตัวช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงภาวะโรคอ้วนสำหรับเด็กที่เนือยนิ่งหรือติดจอ รวมถึงช่วยพัฒนาการของเด็กให้ดีขึ้น ซึ่งสามารถเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายได้ในโรงเรียน อย่างโครงการโรงเรียนฉลาดเล่น  Active School ที่แบ่งสูตรการเคลื่อนไหวออกเป็น 10: 20: 30 คือในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน กิจกรรมระหว่างวันหรือพักเที่ยง และกิจกรรมตอนเย็นหรือหลังเลิกเรียน เพื่อให้เด็กๆ ได้ขยับร่างกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และพัฒนาด้านอารมณ์ สมอง พัฒนาการต่างๆ

ช่วงก่อนเปิดเทอมที่ใกล้จะถึงนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถลองนำ 5 เคล็ดลับการเตรียมตัวเพื่อรับมือลูกๆ ที่ยังไม่พร้อมเปิดเทอมไปใช้กันนะคะ